"บล.เมย์แบงก์" เปิดมุมมองนลท.สถาบันต่างชาติ เริ่มสนใจหุ้นท่องเที่ยวไทยมากขึ้น พบ MINT - BA ถูกถามถึงมากสุด เหตุมองเป็นหุ้น defensive พร้อมชู AOT-ERW เป็นหุ้นเด่นสุดในกลุ่ม บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงมุมมองหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวไทยล่าสุด หลังจากได้พบกับลูกค้าสถาบัน 19 รายในมาเลเซียและสิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญดังนี้ - นักลงทุนแสดงความสนใจในกลุ่มท่องเที่ยวไทยมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่เราไปพบในปลายเดือนกันยายน 2568 แม้ว่าส่วนใหญ่ยังคงมีน้ำหนักลงทุนในไทยต่ำ (underweight) แต่หลายกองทุนเริ่มมองหาโอกาสลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) เนื่องจากมองว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ - ก่อนหน้านี้ กลุ่มท่องเที่ยวไทย (ยกเว้น AOT) แทบไม่อยู่ในเรดาร์ของลูกค้า เนื่องจากให้อัตราปันผลต่ำและมีภาระหนี้สูง อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของราคาหุ้นล่าสุดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลับดึงดูดความสนใจของนักลงทุน เนื่องจากมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับถูกและสะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว - ประเด็นกังวลหลักของนักลงทุน ได้แก่ ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อ และราคาตั๋วเครื่องบินที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันความต้องการเดินทาง ขณะที่ลูกค้าบางส่วนมองว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจเป็นโอกาสของไทย เนื่องจากอาจกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวเอเชียเลือกเดินทางภายในภูมิภาคมากขึ้น แทนการไปยุโรปผ่านฮับการบินในตะวันออกกลาง - รอบนี้ได้รับคำถามเกี่ยวกับ MINT และ BA มากขึ้น เนื่องจากถูกมองว่าเป็นหุ้นเชิงรับ (defensive) มากที่สุด การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการเดินทางระหว่างยุโรปและเอเชีย อาจทำให้เกิดการเดินทางภายในยุโรปมากขึ้น - การขยายโรงแรมของ MINT ภายใต้โมเดล asset-light อาจถูกจำกัด เนื่องจากสัญญาที่ลงนามไว้จำนวนมากมาจากลูกค้าในตะวันออกกลาง - BA อัตราการยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางสมุยยังอยู่ในระดับต่ำมาก แต่ลูกค้ายังคงกังวลเรื่องต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น (โดย BA ทำการ hedge ไว้เพียง 30% ของการใช้ทั้งหมดในปี 69) - AOT ยังคงเป็นหุ้นเด่นของเรา เนื่องจากคาดว่าจะได้รับผลกระทบจำกัดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารต่อเครื่อง(transit/transfer) ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฮับในตะวันออกกลางต้องใช้เวลาในการฟื้นความเชื่อมั่นอย่างไรก็ตาม ลูกค้ายังคงกังวลต่ออุปสงค์ในช่วงตารางบินฤดูร้อน แม้ว่าปริมาณผู้โดยสารต่างประเทศในเดือนมี.ค.69 จะเติบโตแข็งแกร่ง (+8% YoY เทียบกับ ม.ค.–ก.พ. ที่ +2%) - เที่ยวบินจากหลายประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับเริ่มกลับมาให้บริการอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างไรก็ตาม กำลังการให้บริการในปัจจุบันยังต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงก่อนสงคราม แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางที่เดินทางมาไทย (คิดเป็น 24% และ 4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดในปี 68) แต่ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าไทยจะสามารถฟื้นตัวทันช่วงไฮซีซันได้หรือไม่ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ปกติจะเดินทางเข้ามามากในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม - AOT เป็นหุ้นเด่นของเราทั้งในกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน ส่วนในกลุ่มโรงแรม เราเลือก ERW เป็นหุ้นเด่นเนื่องจากคาดว่าจะเห็นการเติบโตของกำไรจากแบรนด์ HOP INN อย่างแข็งแกร่งก่อนการ spin-off ที่วางแผนไว้ในปี 2570 อีกทั้งยังมีมูลค่าน่าสนใจ - ยังคงชอบ BA มากกว่า THAI และ AAV เนื่องจากมีความสามารถในการรักษา yield ผู้โดยสารได้ดี โดยเส้นทางสมุย (คิดเป็นประมาณ 72% ของรายได้ตั๋วทั้งหมด) ได้รับผลกระทบจากสงครามค่อนข้างจำกัดจากข้อมูลการจองล่วงหน้าล่าสุด นอกจากนี้ BA ยังมีการป้องกันความเสี่ยงต้นทุนเชื้อเพลิงโดยอิงราคาน้ำมัน Jet A1 ในขณะที่สายการบินอื่นใช้ราคาน้ำมันดิบ Brent เป็นเกณฑ์ |