สรุป Earning Call : TOA คาดยอดขายปีนี้โต 8-10% หวังผลงาน Q2/69 โตต่อ

รูป สรุป Earning Call : TOA คาดยอดขายปีนี้โต 8-10% หวังผลงาน Q2/69 โตต่อ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 พ.ค. 69 11:46 น.

TOA ตั้งเป้ายอดขายปีนี้เติบโต 8-10% ประเมินผลงานไตรมาส 2/69 โตต่อจากไตรมาส 1/69 ลุ้นต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันลดลง หวังอัตรากำไรขั้นต้น เฉลี่ยในกรอบ 33-35% พร้อมวางงบลงทุนปีนี้ 750 ล้านบาท

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยในงาน Earning Call โดยมีสาระสำคัญดังนี้

บริษัทฯ คาดยอดขายปีนี้จะเติบโต 8-10% และ มีโอกาสที่จะเติบโตมากกว่า 10% โดยมาจากการที่บริษัทฯ ปรับราคาขายขึ้น เพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น จากต้นทุนค่าพลังงาน และ ราคาน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยต้นทุนค่าพลังงานและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ลดลงมาอยู่ที่ 33-34% จากไตรมาส 1/69 ที่อยู่ 37-38% โดยที่ผ่านมาค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 33-35%

"ต้องดูเดือนมิ.ย. ต่อ ว่าตัวเลขจะเป็นยังไง เพราะยังดูยาก มีความผันผวน บางทีอาจลงไปอยู่ที่ 35-36% จากที่เราคาดไว้ที่ 33-34%"

ทางด้านงบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ที่ 750 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 658 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ประมาณ 33.6% เช่น การปรับปรุงระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรที่โรงงานบางนาและสำโรง , การขยายโรงงานเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง , การขยายโรงงานยิปซัม , การปรับปรุงโรงงานในเวียดนาม ,การขยายคลังสินค้าและสำนักงานในสปป.ลาว , การปรับปรุงอาคารวิจัยและพัฒนา , เครื่องพ่นสีอัตโนมัติ

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด (ณ วันที่ 28 พ.ค.69) ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA จาก efin.finance ดังนี้

ที่มา : บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส

ปัจจัยบวก

ตลาดต่างประเทศเติบโตโดดเด่นแข็งแกร่ง : ยอดขายจากตลาดต่างประเทศ (คิดเป็นสัดส่วน 17% ของรายได้รวม) ใน Q1/69 มีการเติบโตอย่างน่าสนใจที่ 10% YoY นำโดยประเทศเมียนมา เวียดนาม ลาว และกัมพูชา จากการรุกตลาดค้าปลีกอย่างต่อเนื่องและการปรับโครงสร้างการขายเพื่อเข้าถึงงานโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้ดียิ่งขึ้น (บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

กลยุทธ์การบริหารราคาและสต็อกสินค้าช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไร : บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ใน Q1/69 ให้ยืนในระดับสูงที่ 40.4% ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ 37.2% โดยได้อานิสงส์จากการใช้กลยุทธ์ปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุน และการบริหารสต็อกวัตถุดิบเดิมที่มีต้นทุนต่ำ รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นเข้ามาช่วยลดผลกระทบ (บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

ร้านค้าปลีกเร่งสั่งซื้อช่วยพยุงยอดขายในประเทศ : ยอดขายในประเทศไทย (คิดเป็นสัดส่วน 83% ของรายได้รวม) ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ 3% YoY และ 5% QoQ ใน Q1/69 เป็นจำนวน 4.7 พันล้านบาท โดยได้แรงหนุนสำคัญจากกลุ่มลูกค้าร้านค้าปลีกที่เร่งคำสั่งซื้ออย่างหนักในช่วงเดือน มี.ค. เพื่อสำรองสินค้าเอาไว้ล่วงหน้าก่อนที่บริษัทจะมีการปรับขึ้นราคาขายอย่างเป็นทางการ (บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

ประสิทธิภาพการควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนทางการเงินทำได้ดี : ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A/Sales) ใน Q1/69 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 20.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ 21.2% เนื่องจากไม่มีค่าโฆษณาและค่าส่งเสริมการขายที่เร่งตัวขึ้นเหมือนปลายปีที่แล้ว นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินยังปรับตัวลดลงเหลือ 9 ล้านบาท หรือลดลง 6% QoQ และ 23% YoY ตามทิศทางของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลง (บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

ผลประกอบการและกำไรสุทธิ Q1/69 เติบโตแกร่งและดีกว่าคาด : ภาพรวมงบการเงิน Q1/69 บริษัทรายงานกำไรสุทธิที่ 953 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 13% QoQ และ 30% YoY ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 16% โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 5.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% QoQ และ 4% YoY ขณะที่กำไรปกติ (หลังหักรายการพิเศษ) อยู่ที่ 912 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งคาดว่าจะเป็นประเด็นบวกที่เข้ามาช่วยหนุนราคาหุ้นได้ในระยะสั้น (บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

ปัจจัยลบ

แนวโน้มกำไรปี 2569 คาดหดตัวแรงหลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว : นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรปกติของบริษัทได้ผ่านช่วงพีกที่สุดไปแล้ว โดยคาดการณ์ว่ากำไรหลักในปี 2569 จะปรับตัวลดลงเหลือ 2.67 - 2.70 พันล้านบาท (หดตัวลงประมาณ -17% YoY) เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากวงจรต้นทุนขาขึ้นที่จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสถัดไปเป็นต้นไป (บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

ต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มพลังงานและสารเคมีพุ่งสูงกว่าสมมติฐาน : สถานการณ์ราคาวัตถุดิบและพลังงานมีความผันผวนสูงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยต้นทุน Oil linked (คิดเป็นสัดส่วน 18% ของต้นทุน) ซึ่งอิงกับราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Ytd) พุ่งสูงถึง 91 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา Titanium Dioxide (TiO2) จากจีน ซึ่งคิดเป็น 20% ของต้นทุน ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในไตรมาสนี้ถึง 18% YoY และ 19% QoQ มาอยู่ที่ 2.4 พันดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งทั้งสองตัวแปรหลักนี้ปรับตัวสูงกว่าสมมติฐานเดิมที่นักวิเคราะห์เคยประเมินไว้อย่างมาก (บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

คาดผลประกอบการ Q2/69 ชะลอตัวลงทั้ง YoY และ QoQ :  แนวโน้มผลงานใน Q2/69 มีสัญญาณที่จะปรับตัวลดลงเนื่องจากจะเริ่มรับรู้ผลกระทบของต้นทุนวัตถุดิบใหม่ ค่าขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้นอย่างเต็มที่ หลังจากวัตถุดิบเดิมที่มีต้นทุนต่ำ (ซึ่งมีนโยบายสำรองไว้ประมาณ 20-30 วัน) ได้ทยอยหมดลง ประกอบกับยอดขายมีแนวโน้มเริ่มชะลอตัวลงเนื่องจากพ้นช่วง High Season และปริมาณการซื้อลดลงหลังผ่านพ้นช่วงเร่งสั่งซื้อในเดือน มี.ค. ไปแล้ว (บล.กรุงศรี, บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบภายนอกและปัญหาค่าเงินบาทอ่อน : นอกเหนือจากปัญหาต้นทุนพลังงานแล้ว บริษัทยังเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าลง รวมถึงภาพรวมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกดดันให้กำลังซื้อในระบบลดลง (บล.กรุงศรี)

อุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ส่งสัญญาณชะลอการลงทุน : ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมการก่อสร้างในภาพรวม เริ่มมีการชะลอการลงทุนและเลื่อนแผนการก่อสร้างโครงการใหม่ออกไป ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ (Demand) ของบริษัทในอนาคต (บล.ฟินันเซีย ไซรัส)

ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น TOA เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews


Related Topics

Reported by

Koranat Ploysawat

Koranat Ploysawat

Senior Reporter, efinanceThai