เปิดมุมมองสถาบันต่างชาติ เวลานี้สนใจหุ้นแบงก์ไทย ตัวไหนมากที่สุด?

รูป เปิดมุมมองสถาบันต่างชาติ เวลานี้สนใจหุ้นแบงก์ไทย ตัวไหนมากที่สุด?

efinAI



บล.เมย์แบงก์ เผยโรดโชว์ต่างชาติ นักลงทุนสนใจหุ้นไทยเพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร แต่ยังกังวลผลกระทบสงคราม–พลังงานสูง กดดันกำไร คุณภาพสินทรัพย์ คาดกำไรแบงก์ปี 69 หดตัวราว 6% ประเมิน worst case อาจลดลงถึง 7%

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผย หลังเข้าพบกองทุนต่างชาติ 19 รายในกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ พบว่านักลงทุนเริ่มกลับมาสนใจตลาดหุ้นไทยมากขึ้นจากช่วงปลายปี 2568 ทยอยเพิ่มน้ำหนักลงทุนหลังเห็นความชัดเจนทางการเมืองต้นปี 2569

- ประเด็นกังวลยังคงอยู่ โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูง แนวโน้มเศรษฐกิจ และภาคท่องเที่ยว ขณะที่บางกองทุนยังคงน้ำหนักต่ำกว่าตลาด เนื่องจากมองว่าการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง

- กลุ่มธนาคาร นักลงทุนโฟกัสไปที่แนวโน้มเงินปันผล ความเสี่ยงคุณภาพสินทรัพย์ ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเมย์แบงก์ยังคงเลือก BBL และ TTB เป็นหุ้นเด่น

- แนวโน้มผลประกอบการ คาดกำไรกลุ่มธนาคารปี 2569 จะลดลงราว 6% จากปีก่อน จากแรงกดดันของ NIM และกำไรลงทุนที่ลดลง แม้ธนาคารจะพยายามลดต้นทุนทั้ง credit cost และค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่อ่อนแอได้ทั้งหมด

- มุมมองรายธนาคาร พบว่านักลงทุนส่วนใหญ่ชอบ KTB มากกว่า BBL จาก ROE เงินปันผลที่สูง ขณะที่ BBL ยังได้เปรียบด้านงบดุลแข็งแกร่ง ส่วน KBANK ถูกจับตาคุณภาพสินเชื่อ SME และ SCB มีความกังวลเรื่องเงินปันผล หากกำไรชะลอ

- ด้าน TTB นักลงทุนคาด ROE มีโอกาสแตะ 10% ในระยะยาว ส่วน KKP ได้รับความสนใจจากการบริหารเงินกองทุนเชิงรุก และแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น

- ประเมินผลกระทบจากสงครามไว้ 2 กรณี โดยหากเป็นระยะสั้น กำไรกลุ่มธนาคารอาจลดลงราว 1.5% แต่หากยืดเยื้ออาจลดลงถึง 7% จาก credit cost ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าผลบวกของ NIM

- จุดแข็งของธนาคารไทยคือการปรับงบดุลให้แข็งแกร่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ซึ่งช่วยเป็นกันชนรองรับความเสี่ยงในระยะยาวได้


Related Topics

Editing by

Jumnian Porntaveesup

Jumnian Porntaveesup

Senior Reporter, efinanceThai