| ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯประเมินทิศทางปี 69 มองปรับลดลง เซ่นพิษตะวันออกกลาง มองพ.ร.ก.กู้เงิน-LTV ช่วยให้ตลาดปรับน้อยกว่าคาด ประเมินทั้งปียอดโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 312,814 หน่วย ลดลง 1.1% นายณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 แม้จะมีทิศทางปรับตัวลดลง จากปัจจัยความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงพลังงาน ผลักดันให้ต้นทุนค่าขนส่งและค่าวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแม้จะอยู่ในกรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ทำให้ตลาดปรับลดลงน้อยกว่าที่คาดไว้ คือ จากการที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการจีดีพีปีนี้ คาดขยายตัวได้ 1.5-2.5% ซึ่งเกิดจากมาตรการทางการคลัง เช่น การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และการขยายมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะที่นโยบายการเงิน เงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากปัจจัยภายนอก ทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำได้จำกัด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มทรงตัว ด้านการเมืองมีเสถียรภาพ ปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว REIC จึงปรับประมาณการใหม่ภายใต้กรอบปัจจัยและตัวแปรต่างๆ โดยคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 312,814 หน่วย ลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าประมาณ 845,235 ล้านบาท ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านสินเชื่อบุคคลปล่อยใหม่ทั่วไปในปีนี้ คาดจะปรับลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก ด้านผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศทั้งสิ้น 72,583 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 187,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกรุงเทพฯ ยังคงครองส่วนแบ่งสูงสุดจำนวน 17,746 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.1% มูลค่า 64,952 ล้านบาท ลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนพื้นที่ปริมณฑลยังขยายตัวและรักษาระดับเป็นบวกได้ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ประกอบด้วยจังหวัดนนทบุรี จำนวน 3,961 หน่วย เพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 11,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% และจังหวัดปทุมธานี จำนวน 4,915 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของก่อน และมูลค่า 10,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% ขณะเดียวกัน ยังพบว่า สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ด้านจำนวนหน่วยบ้านมือสองมีสัดส่วน 67% ขณะที่บ้านสร้างใหม่มีสัดส่วนเพียง 33% โดยกลุ่มราคาที่มีทิศทางเป็นบวก หรือ เป็นกลุ่มราคาที่ยังขยายตัวได้ดี และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในไตรมาสแรก คือ กลุ่มราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์รวม 69,447 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.7% มูลค่ารวม 141,242 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกลุ่มที่อยู่ระดับราคาสูงเกินกว่า 7 ล้านบาทขึ้นไป ประสบภาวะหดตัวในด้านจำนวนหน่วยอย่างชัดเจนทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวม 3,136 หน่วย ลดลง 14.8% และมูลค่ารวม 45,940 ล้านบาท ลดลง 16.3% ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดต่างชาติ พบว่า มีการหดตัวสวนทางกับภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน ในไตรมาสแรกมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติจำนวน 3,241 หน่วย ลดลง 17.3% มีมูลค่ารวม 13,464 ล้านบาท ลดลง 17.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยมีส่วนแบ่ง 13.6% ของหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดทั้งหมด อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |