
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึง “Crypto Hub ของโลก” ชื่อของดูไบแทบจะผุดขึ้นมาเป็นคำตอบแรกโดยไม่ต้องคิด เมืองที่ครั้งหนึ่งถูกจดจำในฐานะศูนย์กลางน้ำมัน ค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของเงินทุนยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ดูไบไม่ได้คำนี้มาเพราะโชค แต่ได้มาเพราะ “การออกแบบเชิงกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ” ทั้งกฎหมายที่ชัดเจน ภาษีที่ดึงดูด ความเร็วในการตัดสินใจระดับรัฐ และที่สำคัญคือ mindset ที่เลือก “เปิดรับ” มากกว่า “ตั้งกำแพง” ทั้งหมดนี้ทำให้ดูไบกลายเป็นบ้านของทั้ง Exchange, VC, Founder รวมถึงเงินทุนจากทั่วโลกที่กำลังมองหาที่ลงหลักปักฐานใหม่
แต่ในปี 2026 นี้ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่สงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านดำเนินอยู่ คำถามสำคัญกำลังเปลี่ยนไป ท่ามกลางโลกที่เข้าสู่ยุคแห่งความไม่แน่นอน ดูไบยังเป็นคำตอบที่ดีที่สุดอยู่หรือไม่ และการขยับตัวของเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ อาจเป็นงโอกาสที่สำคัญของประเทศไทย วันนี้เลยอยากจะมาชวนคุยเรื่องนี้กันครับ
ในอดีต นักลงทุนเลือกลงหลักปักฐานในประเทศไหน ส่วนใหญ่นักลงทุนจะเลือกด้วยคำถามเดียวคือ “ที่ไหนทำเงินได้มากที่สุด” แต่วันนี้มันไม่พอแล้ว โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คำถามใหม่จึงกลายเป็น “ที่ไหนปลอดภัยพอให้อยู่ระยะยาว” และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะมันทำให้การตัดสินใจย้ายฐาน ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัท แต่เป็นเรื่องของครอบครัว คุณภาพชีวิต และความมั่นคงในอนาคต ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่ดูไบอาจให้ไม่ได้เหมือนเดิม แม้ว่าดูไบยังแข็งแกร่ง แต่เริ่มมีความเสี่ยงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะความอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในโลกของเงินทุน ความรู้สึกสำคัญไม่แพ้ โลกแห่งความจริง ดูไบยังคงเป็น hub ที่ดีมาก แต่ไม่ใช่ hub ที่ “ไร้คำถาม” อีกต่อไป
ถ้ามองดูไบแบบผิวเผิน เราอาจเห็นแค่ภาพของเมืองหรู แต่ถ้ามองลึกลงไป ตัวเลขจะเล่าเรื่องอีกแบบหนึ่ง ในปี 2024 ดูไบยังครองอันดับ 1 ของโลกด้านการดึงดูด Greenfield FDI (Foreign Direct Investment) หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยมีโครงการใหม่ถึง 1,117 โครงการ ทิ้งห่างสิงคโปร์อยู่ถึง 675 โครงการ
ถ้าขยับมาดูหัวใจของระบบอย่าง DIFC (Dubai International Financial Centre) ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศและเขตเศรษฐกิจพิเศษชั้นนำในดูไบ ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2547 เพื่อเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค MEASA (ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้) โดยมีกฎหมายและระบบศาลอิสระ (Common Law) เป็นของตนเอง ปลอดภาษีและเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินระดับโลก
จะยิ่งเห็นชัดว่า ดูไบไม่ได้ดึงดูดแค่บริษัทคริปโต แต่สามารถดึง “ระบบนิเวศการเงิน” เข้ามาทั้งระบบ ในปี 2025 DIFC มีบริษัท active อยู่ 8,844 บริษัท และกำลังขยับไปเป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีองค์กรด้าน AI และ FinTech อยู่ในระบบถึง 1,677 ราย
ส่วนฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล ได้มีการจัดตั้ง Virtual Assets Regulatory Authority (VARA) เพื่อเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสินทรัพย์เสมือนทั่วเขตปลอดภาษีและแผ่นดินใหญ่ของดูไบ ก็แสดงให้เห็นถึงการจัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบมากกว่าการเปิดเสรีแบบไร้ทิศทาง
นอกจากนี้ในมิติของ “เมือง” ในปี 2025 ดูไบ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศกว่า 19.59 ล้านคน ซี่งสะท้อนว่าดูไบไม่ได้สร้างแค่ financial hub แต่สร้างเมืองที่ดึงทั้งคน เงิน และธุรกิจเข้ามาพร้อมกัน
วันนี้เกมของโลกการเงินโดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลได้เปลี่ยนไปแล้ว การ แข่งขันกันด้วยความสามารถในการเป็นฐานที่มั่นระยะยาว (Resilience) กลายเป็นหลักสำคัญที่หลายคนกำลังมองหา ถ้ามอง landscape ปัจจุบัน ดูไบคือเร็วและ aggressive สิงคโปร์คือมั่นคงและ conservative ส่วนฮ่องกงก็กำลังพยายามจัดกิจกรรมมากมาย หลายๆบริษัทด้านคริปโตและฟินเทคของไทย ได้ถูกชวนไปตั้งบริษัทที่นั่น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ยังไม่มีใครครองเกมแบบเบ็ดเสร็จ
และในทุกอุตสาหกรรม ช่วงเวลาที่ “ไม่มีผู้นำชัดเจน” คือช่วงเวลาที่ผู้เล่นใหม่สามารถขึ้นมาได้ ประเทศไทยอาจไม่ได้เก่งที่สุดด้านกฎระเบียบต่างๆแบบสิงคโปร์ หรือเร็วที่สุดแบบดูไบ แต่เรามีสิ่งสำคัญที่หลายประเทศสร้างไม่ได้ นั่นคือ คุณภาพชีวิตระดับโลก ค่าครองชีพที่แข่งขันได้ ระบบสุขภาพที่แข็งแรง และ soft power ที่เป็นธรรมชาติ หรือพูดง่ายๆ คือ “คนอยากมาอยู่ไทย”
ในโลกยุคใหม่ “Talent flows → Capital flows” นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ เราประสบความสำเร็จในฐานะประเทศที่คนอยากมาเที่ยว แต่เราจะเปลี่ยนมันเป็น “ประเทศที่คนอยากย้ายเงิน ย้ายบริษัท และย้ายชีวิตมาอยู่” ได้หรือไม่
ไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีฐาน digital payment ที่แข็งแกร่งอย่าง PromptPay ที่มีธุรกรรมระดับหลายพันล้านรายการต่อเดือน (มกราคม 2026 อยู่ที่ 2,480 ล้านรายการ) สะท้อนว่าคนไทยคุ้นกับ mass adoption อยู่แล้ว ด้าน ก.ล.ต. เราก็มีกฎหมายรองรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกมาตั้งแต่ปี 2018 และ BOI เราก็มี LTR Visa (Long-Term Resident Visa) หรือ วีซ่าประเภทพิเศษที่รัฐบาลไทยออกให้เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาพำนักในประเทศไทยได้ยาวนานถึง 10 ปีพร้อมสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การทำงาน และการรายงานตัวที่สะดวก ท้ายสุดเรายังมีชุมชนผู้สนใจคริปโตเคอเรนซีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมจะเป็นฐานผู้ใช้งานเริ่มต้นสำหรับ Solution ใหม่ๆ ไม่นับว่าประเทศไทยของเรายังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับของโลก ซึ่งจริงๆแล้ว Founder หรือผู้ก่อตั้งบริษัทคริปโตระดับโลกหลายๆบริษัทก็อยู่ในเมืองไทยกันอยู่แล้วด้วยซ้ำ
ปัญหาของเราจึงไม่ใช่ไม่มีของ แต่คือ “ยังไม่ได้จัดของทั้งหมดให้กลายเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน” ถ้าไทยเราอยากเป็นหนึ่งในตัวเลือกจริง ขอเสนอ 5 ข้อสั้นๆดังนี้ครับ:
บทเรียนจากดูไบไม่ใช่แค่การเป็นเมืองที่เปิดรับคริปโตเร็วกว่าคนอื่น แต่คือการกล้าสร้าง “ระบบที่รองรับอนาคต” ก่อนที่คนอื่นจะทันตั้งตัว วันนี้โลกกำลังมองหาเมืองที่เป็นทั้งที่อยู่ของทุน ที่อยู่ของคนเก่ง และที่สำคัญคือความมั่นใจในอนาตต
ถ้าประเทศไทยขยับให้เร็วพอ ชัดพอ และคิดเป็นระบบพอ เราอาจไม่จำเป็นต้องเป็น Dubai แห่งเอเชีย แต่มั่นใจมากๆว่าเราสามารถเป็น “ตัวเลือกใหม่” ที่ทุนโลกเลือกด้วยเหตุผลที่แตกต่างออกไป ประเทศที่ได้เปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่พร้อมที่สุด แต่คือประเทศที่มองเกมออกและตัดสินใจเร็วพอ และเวลานี้ คือโอกาสที่ไทยไม่ควรปล่อยให้ผ่านไปอีกครั้ง มาติดตามกันต่อไปนะครับ
Source: dubaidet dubaidet difc vara bot boi
บทความโดย : วรพจน์ ธาราศิริสกุล

Digital Asset Reporter, efinanceThai