
ในอดีต เมื่อเราพูดถึงโลกการเงิน ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นธนาคาร ตลาดทุน บริษัทประกัน หรือระบบชำระเงินที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเศรษฐกิจจริง แต่ในวันนี้ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ได้มีแค่หน้าตาของผู้เล่นในตลาด หากเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของระบบการเงิน ซึ่งกำลังขยับจากโลกที่อาศัยเอกสาร ตัวกลางหลายชั้น และรอบการทำธุรกรรมที่ใช้เวลา ไปสู่โลกที่มูลค่า สิทธิ และสินทรัพย์สามารถถูกจัดการในรูปแบบดิจิทัลได้คล่องตัวขึ้น โปร่งใสขึ้น และเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คำว่า Digital Asset ไม่ได้หมายถึงเพียงเหรียญคริปโตหรือสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นภาษากลางใหม่ของระบบการเงินสมัยใหม่ เพราะแก่นแท้ของมันคือการทำให้ “มูลค่า” ถูกบันทึก โอน แลกเปลี่ยน และแบ่งหน่วยได้ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเงิน หน่วยลงทุน ทองคำ พันธบัตร หรือสิทธิในกระแสรายได้จากสินทรัพย์จริง
หัวใจของบทสนทนาเรื่องอนาคตการเงินวันนี้อยู่ที่คำว่า Tokenization โดยเฉพาะ Real World Asset Tokenization
หรือการนำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลบนระบบที่สามารถระบุสิทธิความเป็นเจ้าของ การโอน และการจัดการตลอดอายุสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การเอาสินทรัพย์เดิมมาเปลี่ยน “รูปแบบบรรจุภัณฑ์” แต่คือการออกแบบวิธีถือครองและวิธีเข้าถึงมูลค่าใหม่ทั้งหมด
เหตุผลที่เรื่องนี้เริ่มถูกจับตาอย่างจริงจังคือ tokenization มีศักยภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้สินทรัพย์ที่เดิมซื้อขายยาก การแบ่งหน่วยสินทรัพย์ให้เล็กลงจนเข้าถึงได้กว้างขึ้น การลดความซับซ้อนของงานหลังบ้าน และการทำให้ข้อมูลสิทธิการถือครองมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ดีขึ้น นั่นทำให้ tokenization เริ่มถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงินยุคถัดไป
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจมากขึ้น คือวันนี้ tokenization ไม่ได้อยู่แค่ในระดับแนวคิดหรือโครงการทดลองอีกแล้ว แต่เริ่มเกิด use case จริงในสินทรัพย์การเงินระดับสถาบันอย่างต่อเนื่อง
กรณีแรกที่เห็นภาพชัดคือ Franklin OnChain U.S. Government Money Fund (FOBXX) ของ Franklin Templeton ซึ่งเป็นบริษัทที่บริหารจัดการการลงทุนระดับโลกสัญชาติอเมริกันที่มีความเชี่ยวชาญสูงและมีประสบการณ์กว่า 75 ปี โดยบริหารสินทรัพย์กว่า 1.4-1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทระบุว่ากองทุนนี้ใช้ blockchain เป็นระบบบันทึกธุรกรรมและทะเบียนการถือครองหน่วยลงทุนของกองทุน ขณะที่ตัวกองทุนเองลงทุนในสินทรัพย์ตลาดเงินคุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เงินสด และธุรกรรม repo ที่มีหลักประกันจากรัฐบาลสหรัฐ โดยข้อมูลล่าสุดบนหน้า fund facts ของบริษัทระบุว่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนอยู่ที่ 864.36 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 กรณีนี้มีความหมายมาก เพราะสะท้อนว่าการ tokenization กำลังขยับเข้ามาในสินทรัพย์หลักของระบบการเงินแล้ว ไม่ใช่แค่สินทรัพย์ทางเลือกเท่านั้น
อีกกรณีที่ตลาดทั่วโลกจับตาคือ กองทุน BUIDL ของ BlackRock ซึ่งเอกสาร Investor Day ปี 2025 ของบริษัทอ้างถึงกองทุนสภาพคล่องแบบ tokenized และระบุขนาด AUM ของ tokenized liquidity fund เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2025 ในระดับหลายพันล้านดอลลาร์ นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่าผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มมองสินทรัพย์ tokenized ในฐานะโครงสร้างผลิตภัณฑ์จริง ไม่ใช่แค่การทดลองเชิงภาพลักษณ์อีกต่อไป
ถ้าจะหาตัวอย่างที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจ tokenization ได้เร็วที่สุด กรณีของ HSBC Gold Token ถือว่าชัดมาก HSBC ระบุว่าตัวเองเป็นธนาคารรายแรกของโลกที่เปิดให้มีการถือครองทองคำจริงแบบ tokenised ownership และบริการนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการถือครองทองคำจริงแบบแบ่งหน่วยย่อยได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีทองคำจริงในห้องนิรภัยเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอยู่เบื้องหลัง
ความหมายของ use case นี้ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทองคำบนบล็อกเชน” เพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้สินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างทองคำ ซึ่งเคยมีข้อจำกัดในเรื่องการแบ่งหน่วย การโอน และการเข้าถึงแบบจับต้องได้ ถูกออกแบบใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้นในรูปแบบดิจิทัล นี่คือภาพสะท้อนว่า tokenization สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เดิมให้กลายเป็นบริการการเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากขึ้นได้อย่างไร
อีกตัวอย่างสำคัญที่ทำให้ตลาดยอมรับแนวคิดนี้มากขึ้น คือการที่รัฐบาลฮ่องกงออก tokenized green bond จริง โดย Hong Kong Monetary Authority ระบุว่า การออกพันธบัตรแบบ tokenized ในปี 2023 เป็นทั้งพันธบัตร tokenized ภายใต้กฎหมายฮ่องกงครั้งแรก และเป็นพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อมแบบ tokenized ที่ออกโดยรัฐบาลครั้งแรกของโลก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ฮ่องกงไม่ได้หยุดเพียงรอบแรก เพราะในปี 2024 HKMA ยังประกาศการออก digital green bonds เพิ่มเติม โดยระบุชัดว่านี่คือการเดินหน้าต่อจากการออกครั้งแรกในปี 2023 และเป็นการพัฒนาการใช้งานจากโครงการต้นแบบไปสู่การออกตราสารที่มีการใช้งานจริงมากขึ้น กรณีนี้ทำให้เห็นว่า tokenization ไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคเอกชน แต่เริ่มถูกนำมาใช้ในตลาดทุนภาครัฐและในสินทรัพย์ที่มีโครงสร้างซับซ้อนอย่างตราสารหนี้แล้ว
หากฮ่องกงกำลังแสดงให้เห็นภาพของการออกสินทรัพย์จริง สิงคโปร์ก็กำลังทำอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือการสร้างมาตรฐานและโมเดลการใช้งานให้ระบบการเงินโลกผ่าน Project Guardian ของ Monetary Authority of Singapore (MAS) หรือ “หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินแห่งสิงคโปร์” โดย MAS ระบุว่า ในช่วงสองปีแรกของโครงการ ได้ทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน 24 แห่งเพื่อทดลอง use case ด้าน asset tokenisation ในหลายมิติ ทั้งกองทุน พันธบัตร และ bank liabilities
สิ่งที่น่าจับตา คือ MAS ไม่ได้มอง tokenization เป็นเพียงสินทรัพย์ใหม่ แต่กำลังมองมันในฐานะโครงสร้างการเงินใหม่ที่ต้องมีทั้งมาตรฐานด้านเทคนิค กระบวนการทางธุรกิจ และกรอบความเสี่ยงรองรับ ตัวอย่างเช่น เอกสารด้าน tokenised funds และ tokenised bank liabilities ภายใต้ Project Guardian ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการทำธุรกรรมแบบ 24/7 การชำระราคาแบบ real-time ข้ามพรมแดน และการเชื่อมสินทรัพย์ทางการเงินเข้ากับเทคโนโลยี shared ledger infrastructure ของสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างมีระบบมากขึ้น
เหตุผลที่ tokenization ถูกพูดถึงมากขึ้น ไม่ได้มีแค่เพราะเทคโนโลยีดูใหม่ แต่เพราะมันเริ่มตอบคำถามในปัจจุบันของระบบการเงินได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ ในโลกการเงินปัจจุบัน ที่สินทรัพย์คุณภาพสูงจำนวนมากมักอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น เพราะมีมูลค่าต่อหน่วยสูง ขั้นตอนการถือครองซับซ้อน และตลาดรองเข้าถึงยาก แต่เมื่อสินทรัพย์ถูกแปลงเป็นโทเคน มันมีโอกาสถูกแบ่งหน่วยให้เล็กลงและออกแบบการเข้าถึงใหม่ได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายฝ่ายจึงมอง tokenization เป็นมากกว่านวัตกรรมของวงการคริปโต เพราะในระยะยาว มันอาจเปลี่ยนโครงสร้างของการลงทุนและการระดมทุนด้วย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตลาดเงิน ทองคำ พันธบัตร หรือในอนาคตอาจรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือสิทธิในรายได้ประจำจากธุรกิจต่าง ๆ หากมีกรอบกำกับดูแลและกติกาตลาดรองรับได้อย่างเหมาะสม
สำหรับเมืองไทยของเรา คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าโลกกำลังไปทางนี้หรือไม่ เพราะคำตอบค่อนข้างชัดแล้วว่าโลกกำลังเดินไปในทิศทางที่สินทรัพย์ดิจิทัลและการ tokenization จะมีบทบาทมากขึ้น แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือไทยจะวางตัวเองอย่างไรในระบบใหม่นี้ จะเป็นเพียง “ผู้ตามเทคโนโลยี” หรือจะสามารถสร้าง use case ที่เชื่อมระหว่างสินทรัพย์จริงของไทยกับตลาดทุนและตลาดดิจิทัลได้อย่างมีความหมาย
หากมองจากตัวอย่างต่างประเทศ จะเห็นว่าโอกาสไม่ได้อยู่แค่การออกโทเคนใหม่ แต่รวมถึงการออกแบบระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่แพลตฟอร์มการออกและดูแลสินทรัพย์ มาตรฐานข้อมูล การกำกับดูแลสิทธิของผู้ถือครอง ไปจนถึงตลาดรองและการเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินดั้งเดิม ประเทศที่ทำเรื่องเหล่านี้ได้เร็วและเชื่อม “เทคโนโลยี” เข้ากับ “ความเชื่อมั่น” ได้ดี จะเป็นประเทศที่ได้เปรียบในเกมการเงินยุคถัดไปอย่างมาก
ท้ายที่สุดแล้ว โลกการเงินแห่งอนาคตอาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยคำว่า blockchain, crypto หรือ token อีกต่อไป แต่จะถูกนิยามด้วยคำถามที่ลึกกว่านั้น คือเราจะออกแบบ “การถือครองมูลค่า” อย่างไรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เข้าถึงได้ และเชื่อมกับเศรษฐกิจจริงได้มากกว่าเดิม
วันนี้ เราเริ่มเห็นแล้วว่ากองทุนตลาดเงินสามารถอยู่บนโครงสร้าง on-chain ได้ ทองคำจริงสามารถมีตัวแทนดิจิทัลได้ และพันธบัตรรัฐบาลสามารถออกในรูปแบบ tokenized ได้จริง นั่นหมายความว่าเรื่องของ Digital Asset และ RWA Tokenization ไม่ได้อยู่ในสถานะ “ความเป็นไปได้” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่สถานะ “โครงสร้างใหม่ที่เริ่มใช้งานได้จริง” ของระบบการเงินโลก
และในวันที่สินทรัพย์จริงเริ่มถูกแปลงเป็นภาษาดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่คนที่พูดคำว่าอนาคตได้เก่งที่สุด แต่คือคนที่สามารถสร้าง use case จริง เชื่อมกติกา เชื่อมความเชื่อมั่น และทำให้มูลค่าในโลกเก่าเดินทางเข้าสู่โลกใหม่ได้อย่างราบรื่นที่สุด มาติดตามกันต่อไปนะครับ เรื่องนี้ใกล้ตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆล่ะครับ
Sources : Franklin Templeton BlackRock HSBC HKMA HKMA MAS MAS
บทความโดย : วรพจน์ ธาราศิริสกุล

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย