
ถ้าใครติดตามวงการคริปโทในไทยมาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ตั้งแต่ยุคที่คำว่า Bitcoin ยังไม่เป็นที่รู้จัก ยังไม่มี Exchange เปิดเต็มบ้านเต็มเมือง ยังไม่มีอินฟลูเอนเซอร์คริปโทเต็มไทม์ไลน์เหมือนในปัจจุบัน
ชื่อของ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา อาจจะเป็นชื่อที่ “คุ้น ๆ” มากกว่าจะฟังแล้วรู้จักเลยเหมือนอย่างเช่น อ.ตั๊ม พิริยะ หรือ พี่วิชิต แต่ถ้าเห็นหน้า…จะนึกออกทันที อ๋อ คนนี้นี่เอง
และสำหรับคนที่คุ้น ๆ หน้า หรือชื่อนี้ ก็มักจะมีคำถามเหมือนกันอยู่ในใจว่า “เฮ้ย แล้วเขาหายไปไหนนะ ทำไมพักหลังไม่ค่อยเห็นเลย”
นิรันดร์ไม่ใช่คนที่ชอบออกหน้ากล้อง เขาไม่ไลฟ์ ไม่ได้พูดทุกครั้งที่ตลาดขยับ แต่เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่อยู่กับคริปโทตั้งแต่ยุคที่มันยังไม่มีราคาให้โม้ ยังไม่มี Narrative ให้ขาย ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่า “มันจะรอดไหม”
แล้ววันหนึ่ง เขาก็เหมือนจะหายไปจากสายตาคนทั่วไป แต่ความจริงคือ เขาไม่ได้หายไปไหน เขาแค่กลับไปอยู่ในที่ที่เขาถนัดที่สุด นั่นคือ “หลังบ้าน”
ในช่วงที่ตลาดคริปโทคึกคัก มีคนจำนวนมากเลือกจะออกมาพูด ออกมาฟันธง ออกมาขายความมั่นใจ นิรันดร์กลับเลือกจะเงียบ แต่เลือกจะอ่าน เลือกจะตั้งคำถาม และเลือกจะมอง “ภาพใหญ่” มากขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะสำหรับเขา คริปโทไม่ใช่แค่เรื่องราคา และเศรษฐกิจไม่ใช่แค่กราฟ สิ่งที่เขาสนใจจริง ๆ คือคำถามที่ลึกกว่านั้น เงินในโลกนี้กำลังไหลไปไหน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทาง จากเด็กสายคอมฯ สู่คนที่อ่านเกมเศรษฐกิจด้วย Capital Flow
หากย้อนกลับไปในอดีต ภาพแรกที่เห็น เขาคือนักเศรษฐศาสตร์ คนที่พูดเรื่องมหภาคได้เป็นฉาก ๆ เชื่อมโยงเหตุการณ์ในอดีตกับปัจจุบันได้อย่างลื่นไหล เหมือนเป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับเศรษฐศาสตร์มาตลอดชีวิต และอาจจะ “รู้เรื่องเทคโนโลยีนิดหน่อย”
แต่พอได้คุยกัน ภาพนั้นกลับค่อย ๆ พลิก พี่นิรันดร์ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐศาสตร์มาตั้งแต่แรก เขาเป็นเพียงเนิร์ดสายคอมฯ ที่แค่สนใจในการลงทุนเท่านั้น
เขาเริ่มจากการเป็น เด็กสายคอมฯ เต็มตัว คนที่เรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ อยู่กับโค้ด อยู่กับระบบ อยู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาโดยตลอด
เศรษฐศาสตร์ไม่ได้เข้ามาในชีวิตเขาในฐานะ “สาขาหลัก” แต่มันค่อย ๆ ไหลเข้ามา จากการที่เขาเริ่มสนใจการลงทุนตั้งในช่วงเรียนมหาลัย
เขาก็เหมือนกับนักลงทุนมือใหม่ทั่วไป เริ่มจากการลองเล่นตามเพื่อน ลองดูตลาด ลองหวังกำไร แล้วก็เจ็บ จนทำให้เขาต้องมาหยุดคิด “ทำไมมันถึงขึ้น แล้วมันขึ้นเพราะอะไร”
จากแค่สนใจการลงทุน มันค่อย ๆ พาเขาไปไกลกว่านั้น ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดการเงิน ไปสู่เศรษฐศาสตร์มหภาค ไปสู่การย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในแต่ละยุค
พอฟังเขาเล่า ถึงเริ่มเข้าใจว่า เหตุผลที่พี่นิรันดร์พูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ได้ลื่น ไม่ใช่เพราะท่องตำราเก่งแต่เพราะเขามองมันเหมือน “ระบบ”
เศรษฐศาสตร์สำหรับพี่นิรันดร์ จึงไม่ใช่วิชาที่ต้องเลือกข้าง ไม่ใช่ Austrian หรือ Keynesian แต่เป็นเครื่องมือในการพยายามอธิบายโลก ในระดับที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าฟังพี่นิรันดร์เล่าเรื่องการทำงาน สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ เขาไม่ได้วางแผนเส้นทางชีวิตไว้สวยหรูตั้งแต่ต้น มันไม่ได้มีโมเมนต์แบบ “เรียนจบแล้วจะเป็น CEO” หรือ “เรียนจบแล้วจะเปิดบริษัทของตัวเอง”
เส้นทางมันเริ่มจากอะไรที่เรียบง่ายกว่านั้นมาก เหมือนคนทั่วไป เรียนจบมา ก็เริ่มหางานทำ เขาเริ่มจากการเป็น โปรแกรมเมอร์ ทำงานด้านไอที เขียนโค้ด ทำระบบ อยู่กับงานหลังบ้านตามสไตล์คนสายเทคฯ
“ผมทำงานประจำไม่นานนะปีนิด ๆ เอง”
พอฟังถึงตรงนี้ ผมก็ต่อว่า แล้วอะไรทำให้ตัดสินใจออกมาเปิดบริษัทเอง คำตอบของเขาไม่ได้มีอะไรมากเลย ไม่ได้มีประโยคปลุกไฟ ไม่ได้มีโมเมนต์ค้นหาตัวเอง
“เพื่อนชวนมาทำ” มันเป็นแค่จังหวะชีวิต จังหวะของยุคสมัย และจังหวะของคนสายเทคฯ ที่เริ่มรู้สึกว่า อยากลองทำระบบของตัวเอง
ช่วงนั้นเป็นยุคที่เทคโนโลยีกำลังบูม ระบบ supply chain, zero stock การเชื่อมต่อระหว่างองค์กรยังเป็นของใหม่มาก พี่นิรันดร์เข้าไปทำงานออกแบบระบบให้ธุรกิจ เชื่อมโยง supplier ใช้เทคโนโลยีที่วันนี้ฟังดูเก่า แต่ในตอนนั้นถือว่าล้ำมาก
“สมัยนั้นยังใช้พวก web service กันอยู่เลย”
ทำไปสักพัก ความรู้สึกเดิม ๆ ก็เริ่มมา ความรู้สึกของคนสายเทคฯ ที่รู้ว่า เราน่าจะทำได้มากกว่านี้ ถ้าได้ลองสร้างอะไรของตัวเอง
สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจออกมาเปิดบริษัท เริ่มจากบริษัทเล็ก ๆ ทำเว็บ ทำซอฟต์แวร์ รับงานลูกค้า ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ก่อนที่เส้นทางจะค่อย ๆ ขยับไปอีกขั้น เปลี่ยนมาเป็นบริษัทชื่อ Market Anywhere และเริ่มโฟกัสงานด้าน FinTech อย่างจริงจัง
ฟังเขาเล่าแล้วจะรู้สึกได้เลยว่า มันไม่ได้ง่าย ไม่ได้เท่ และไม่ได้สวยงาม “ถ้าย้อนกลับไปได้ อาจจะไม่ทำเลยก็ได้ เหนื่อยมาก”
แต่ในความเหนื่อยนั้น มันก็สอนอะไรเขาหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่คนสายเทคฯ ไม่ค่อยถนัด อย่างการบริหาร การทำธุรกิจ การทำงานกับคน
พี่นิรันดร์ยอมรับว่า เขาไม่ใช่นักบริหารที่เก่ง ไม่ใช่นักขาย ไม่ใช่คนที่ถนัดออกหน้าฉาก สิ่งที่เขาถนัดที่สุด ยังคงเป็นเรื่องเดิม คือเทคโนโลยี คือระบบ คือการพัฒนา “หลังบ้าน”
เพราะแบบนั้น ทุกบริษัทที่เขาทำ จึงมักจะมีพาร์ตเนอร์ มี co-founder มีคนดูด้าน business มี investor เข้ามาช่วย “ผมจะโฟกัสที่เทคโนโลยีเป็นหลัก ส่วนเรื่องธุรกิจก็ให้คนที่ถนัดกว่าดูแล”
เส้นทางจากโปรแกรมเมอร์ สู่ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคฯ จึงไม่ได้เปลี่ยนตัวตนเขา แต่มันแค่ขยายบทบาท จากคนที่เขียนโค้ดอย่างเดียว กลายเป็นคนที่ต้องคิดทั้งระบบ ทั้งเทคโนโลยี ทั้งข้อจำกัดของธุรกิจ ทั้งโลกจริงที่ระบบนั้นต้องไปอยู่
และตรงนี้เอง ที่ทำให้พี่นิรันดร์เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่เข้าใจบริบท ไม่เข้าใจเศรษฐกิจ ไม่เข้าใจการเงิน ระบบที่สร้างขึ้น อาจจะเก่งในเชิงเทคนิค แต่ไม่สามารถอยู่รอดในโลกจริงได้
พี่นิรันดร์บอกผมว่า ถ้าเราจะทำฟินเทค แค่เขียนโค้ดเก่ง ไม่พอจริง ๆ “เราจะสร้างเครื่องมือทางการเงินให้คนใช้ แต่เรายังไม่เข้าใจระบบการเงินเลย มันก็แปลกนะ”
ประโยคนี้ฟังดูเหมือนเรื่องธรรมดา แต่พอลองคิดตามจริง ๆ มันสะท้อนอะไรหลายอย่างมาก คล้ายกับการที่เรากำลังจะสร้างหรือขายบางสิ่งบางอย่างออกไป ทั้งที่ยังไม่เข้าใจมันดีพอว่า สิ่งนั้นแท้จริงแล้วทำอะไรได้บ้าง และควรจะถูกใช้อยู่ในบริบทแบบไหน
พี่นิรันดร์ไม่ได้เริ่มสนใจเศรษฐศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักลงทุนที่เก่ง หรืออยากทำนายตลาดได้แม่น เขาเริ่มสนใจ เพราะรู้สึกไม่สบายใจในฐานะคนทำระบบ ไม่สบายใจที่กำลังจะสร้างอะไรบางอย่าง โดยไม่เข้าใจสนามที่มันจะถูกใช้งานจริง
ฟินเทคไม่ใช่แอปทั่วไป มันไม่ใช่แค่ UX สวย ไม่ใช่แค่เร็ว ไม่ใช่แค่ scale ได้ แต่ฟินเทคคือเทคโนโลยี ที่ไปเชื่อมกับ “พฤติกรรมการเงินของคน” ไปเชื่อมกับ “นโยบายรัฐ” ไปเชื่อมกับ “กลไกตลาดทุน”
ถ้าเราไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ การทำฟินเทคก็เหมือนการเปิดร้านขายของ ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่าคนแถวนั้นเขาซื้อขายอะไรกัน ใช้เงินยังไง และร้านเราเหมาะสำหรับตลาดนี้ไหม
พี่นิรันดร์เล่าว่า ช่วงที่เขาเริ่มทำธุรกิจฟินเทคจริงจัง นั่นแหละคือช่วงที่เขาหันมาศึกษาเศรษฐศาสตร์แบบจริงจัง เพื่อให้ “เข้าใจโลกที่ตัวเองกำลังจะเข้าไปเล่น”
“เราต้องเข้าใจว่า ระบบการเงินมันทำงานยังไง เงินมันไหลยังไง ใครเป็นคนกำหนดกติกา”
และยิ่งศึกษา เขายิ่งเห็นว่า หลายอย่างที่คนในวงการเทคฯ มองข้าม กลับเป็นเรื่องใหญ่ในโลกจริง เช่น การพิมพ์เงิน, นโยบายธนาคารกลาง, Capital Flow ที่เคลื่อนย้ายไปมาอยู่ตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในโค้ด แต่เป็นแรงที่คอยกำหนดทิศทางของทั้งระบบ ผมรู้สึกได้เลยว่า สำหรับพี่นิรันดร์ เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่เลือกข้าง ไม่ใช่ Austrian หรือ Keynesian ไม่ใช่ทฤษฎีที่ต้องเชื่อแบบสุดโต่ง มันคือ “เครื่องมือในการจัดระเบียบความคิด”
เขาใช้เศรษฐศาสตร์ เหมือนที่คนสายคอมฯ ใช้ system diagram ใช้เพื่อมองความเชื่อมโยง ใช้เพื่อเข้าใจว่า ถ้า input เปลี่ยน ทั้งระบบจะขยับยังไง
ตรงนี้เอง ที่ทำให้ผมเข้าใจชัดขึ้นว่า ทำไมพี่นิรันดร์ถึงพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ได้ลึก ทั้งที่ไม่ได้เริ่มจากสายนี้ เพราะเขาไม่ได้มองเศรษฐศาสตร์เป็นวิชา แต่มองมันเป็น “ระบบ”
ระบบที่ใหญ่กว่าโค้ด ใหญ่กว่าบริษัท และใหญ่กว่าสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง สำหรับคนทำฟินเทค การเข้าใจเศรษฐศาสตร์ จึงไม่ใช่เรื่องเสริม แต่เป็นเรื่องจำเป็น
เพราะสุดท้าย ต่อให้คุณทำของออกมาดีแค่ไหน ถ้าไม่รู้ว่ามันจะเอาไปใช้กับใคร ใช้ยังไง ใช้ในสภาพแบบไหน ของนั้นก็อาจดูดีอยู่ในมือเรา แต่พอเอาไปใช้จริง กลับไม่เวิร์กอย่างที่คิด

พอคุยกับพี่นิรันดร์ไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มจับจุดได้อย่างหนึ่งว่า วิธีที่เขามองโลกการเงิน ต่างจากนักลงทุนทั่วไปพอสมควร เขาไม่ใช่คนที่เริ่มจากคำถามว่า “หุ้นตัวไหนดี” หรือ “เหรียญไหนจะขึ้น”
เขาเริ่มจากคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก ตอนนี้โลกมันกำลังอยู่ในช่วงไหน แล้วเงินกำลังไหลไปทางไหน พี่นิรันดร์บอกว่า เขาไม่ถนัดการมองแบบ Bottom-up ไม่ถนัดการนั่งไล่ดูงบการเงินทีละบริษัท ไม่ถนัดการเจาะรายละเอียดเชิงบัญชีลึก ๆ
ไม่ใช่ว่ามันไม่สำคัญ แต่เป็นเพราะเขารู้ตัวว่า นั่นไม่ใช่จุดแข็งของตัวเอง “ผมรู้สึกว่าการเจาะรายตัวมันซับซ้อนมาก แต่ละบริษัทมีสตอรี่ของมันเยอะมาก”
สิ่งที่เขาถนัดกว่าคือ การมองภาพใหญ่ แล้วค่อยไหลลงมาหาภาพย่อย หรือที่เขาเรียกว่า การมองโลกการเงินแบบ Top-down
แทนที่จะเริ่มจากรายตัว เขาเริ่มจากระดับมหภาค เศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน การพิมพ์เงิน การเคลื่อนย้ายของเงินทุนว่าตอนนี้กำลังไหลไปไหน
จากนั้นค่อยถามต่อว่า ภาพใหญ่แบบนี้ มันเอื้อกับสินทรัพย์ประเภทไหน ประเทศไหน หรืออุตสาหกรรมไหน พอฟังเขาอธิบาย ผมรู้สึกว่า มันเป็นวิธีคิดที่ติดมาจากการเป็นคนสายระบบโดยแท้
เหมือนเวลามองระบบไอที เราจะไม่เริ่มจากดูโค้ดทีละบรรทัด แต่จะเริ่มจากการดูภาพรวมก่อน ดูว่าระบบเชื่อมกันยังไง มีจุดคอขวดตรงไหน อะไรเป็นตัวกำหนดทิศทางของทั้งระบบ
เศรษฐกิจก็ไม่ต่างกัน พี่นิรันดร์เล่าว่า การที่เขาศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาค ทำให้เริ่มเห็นว่า หลายเหตุการณ์ในโลกการเงิน ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดด ๆ
วิกฤตหนึ่ง มักเป็นผลต่อเนื่องจากอีกวิกฤตหนึ่ง นโยบายของประเทศหนึ่ง มักไปกระทบอีกประเทศหนึ่งเสมอ “ต้นเหตุของเรื่องหนึ่ง มักไปซ่อนอยู่ที่ปลายเหตุของอีกเรื่องหนึ่ง”
พอเริ่มมองแบบนี้ การลงทุนก็ไม่ใช่การเดา แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจ “ฉากหลัง” ของตลาด ไม่ใช่ว่าพี่นิรันดร์ไม่สนใจรายละเอียดย่อย แต่เขาเลือกจะมอง ภาพใหญ่ก่อน
เพราะถ้ากระแสน้ำมันไหลไปอีกทาง ต่อให้เราว่ายน้ำเก่งแค่ไหน สุดท้ายก็เหนื่อยเปล่า
การมองโลกการเงินแบบ Top-down เลยไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่ใช่วิธีที่ถูกหรือผิด แต่มันคือวิธีที่สอดคล้องกับตัวตนของเขา เด็กสายคอมฯ ที่โตมากับการคิดเชิงระบบ และเลือกจะอ่านเกมจากระดับโครงสร้าง ก่อนจะลงมาเล่นในรายละเอียด
และเมื่อมองภาพใหญ่ของโลกการเงินไปเรื่อย ๆ มีตัวแปรหนึ่งที่เริ่มเด่นขึ้นมาชัดมาก จนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตั้งคำถามกับมัน นั่นคือบทบาทของธนาคารกลาง และการอัดฉีดสภาพคล่องในระดับที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน
ยุคที่เงินไม่ได้แค่ “หมุน” อยู่ในระบบ แต่ถูก “สร้าง” ขึ้นมาใหม่ ผ่านนโยบายที่เรียกว่า QE และนั่นเอง คือจุดที่คำถามเรื่องการพิมพ์เงิน เริ่มกลายเป็นคำถามใหญ่ ที่พี่นิรันดร์ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป
ถ้าจะบอกว่ามีช่วงไหน ที่ทำให้พี่นิรันดร์เริ่มศึกษากับระบบการเงินโลกอย่างจริงจัง ช่วงนั้นก็คงหนีไม่พ้นยุคของ QE
เขาไม่ได้บอกว่า QE เป็นสิ่งที่แย่ หรือเป็นต้นเหตุของปัญหาทุกอย่าง แต่สิ่งที่เขาสงสัยคือ ทำไมโลกถึงเลือกทางนี้ และมันกำลังพาเราไปสู่จุดไหน
QE หรือ Quantitative Easing ในภาษาง่าย ๆ ก็คือการที่ธนาคารกลางอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่กลไกปกติไม่ทำงาน
เช่น หลังวิกฤตซับไพรม์ หลังโควิด โลกการเงินเหมือนถูกบังคับให้เลือก ระหว่าง “ปล่อยให้ระบบพัง” กับ “พิมพ์เงินออกมาประคองมันไว้”
พี่นิรันดร์บอกว่า ถ้ามองแบบ Top-down มันเป็นการตัดสินใจที่เข้าใจได้ เพราะถ้าปล่อยให้ระบบล้ม มันอาจจะล้มเป็นโดมิโน ซึ่งผลกระทบจะลึกและกว้างกว่ามาก
แต่ในขณะเดียวกัน คำถามใหม่ก็เริ่มโผล่ขึ้นมา เงินที่ถูกพิมพ์ออกมาจำนวนมหาศาล มันไปอยู่ตรงไหนในโลกอุดมคติ เงินควรจะไหลไปสู่เศรษฐกิจจริง ไปสู่การลงทุน ไปสู่การจ้างงาน ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่
แต่ในความเป็นจริง พี่นิรันดร์เริ่มบอกว่า เงินจำนวนมากกลับไหลไปอยู่ในสินทรัพย์การเงิน ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ มากกว่าที่จะไหลไปถึงคนตัวเล็ก ๆ
มันไม่ได้ผิดในเชิงเทคนิค แต่มันทำให้โครงสร้างของระบบเปลี่ยนไป ราคาของสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่ ไม่ได้โตตามในอัตราเดียวกัน
พอคุยถึงตรงนี้ ผมสัมผัสได้เลยว่า สิ่งที่พี่นิรันดร์กังวล ไม่ใช่เรื่องเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่เป็นผลข้างเคียงในระยะยาว
QE ทำให้ระบบอยู่รอด แต่ก็ทำให้ตลาดคุ้นชินกับทุกครั้งที่มีปัญหา โลกก็จะคาดหวังว่า สุดท้ายธนาคารกลางจะต้องเข้ามาช่วย
คำถามของพี่นิรันดร์จึงไม่ใช่ QE ดีหรือไม่ดี แต่เป็นคำถามว่า ถ้าเราต้องพิมพ์เงินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระบบการเงินกำลังพึ่งพาอะไรอยู่กันแน่
และเมื่อพิมพ์เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ คุณค่าของเงิน ความเชื่อมั่น และการกระจายของความมั่งคั่ง ก็เริ่มกลายเป็นประเด็นที่เลี่ยงไม่ได้
ตรงนี้เอง ที่พี่นิรันดร์เริ่มหันไปมองสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ใช่ด้วยความตื่นเต้น แต่ด้วยความระมัดระวัง เพราะในโลกที่เงินสามารถถูกสร้างขึ้นมาได้ไม่จำกัด คำถามที่สำคัญกว่า “จะลงทุนอะไรดี” อาจกลายเป็นคำถามว่า เราควรเก็บมูลค่าไว้ในอะไร

ก็อย่างที่เคยกล่าวไป พี่นิรันดร์เป็นคนที่พูดเรื่อง Bitcoin ตั้งแต่ Bitcoin เกิดใหม่แรก ๆ ตั้งแต่ในช่วง 2012
ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ ความสนใจใน Bitcoin ของพี่นิรันดร์ ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “คริปโท” แต่มันเริ่มจาก ทองคำ
ในช่วงราวปี 2010–2011 พี่นิรันดร์กำลังพยายามทำความเข้าใจตลาดทองคำ ไม่ใช่ในฐานะนักเก็งกำไร แต่ในฐานะคนที่พยายามอ่านโครงสร้างของระบบการเงินโลก
และยิ่งศึกษา เขายิ่งเห็นความจริงข้อหนึ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าโลกการเงินในยุคนั้น ไม่ได้มีทองคำหนุนหลังเหมือนในอดีตอีกแล้ว
เงินดอลลาร์ และสกุลเงินหลักของโลก ล้วนทำงานอยู่บนระบบที่สามารถ “เพิ่มปริมาณเงิน” ได้ ผ่านงบดุลของธนาคารกลาง
คำถามจึงเริ่มเปลี่ยนไป ถ้าเงินไม่ได้มีทองคำหนุน ถ้าปริมาณเงินสามารถถูกขยายได้ตามนโยบาย แล้วอะไรคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อต่อต้านโครงสร้างแบบนี้ และคำตอบหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาในช่วงนั้น คือ Bitcoin
พี่นิรันดร์เล่าว่า เขามอง Bitcoin ในกรอบเดียวกับทองคำในช่วงแรก ไม่ใช่ในฐานะเงินที่ใช้จ่าย แต่ในฐานะ “เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง” ต่องบดุลของธนาคารกลาง
Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล ไม่ได้ขึ้นกับการตัดสินใจของใครคนใดคนหนึ่ง และมีจำนวนจำกัดอย่างชัดเจน
ด้วยมุมมองแบบนี้ เขาจึงเริ่มสนใจ Bitcoin ทั้งในแง่ของการทดลองขุด และการลงทุนในยุคที่มันยังแทบไม่มีใครพูดถึง
“ตอนนั้นไม่ได้คิดว่ามันจะไปถึงไหน แค่มองว่ามันเป็นทางเลือกหนึ่ง ในโลกที่เงินกำลังถูกพิมพ์ออกมาเรื่อย ๆ”
อีกประเด็นหนึ่งที่พี่นิรันดร์ให้ความสำคัญมาก คือเรื่องของ ปริมาณเงิน M0 หรือเงินฐานที่ธนาคารกลางพิมพ์ออกมาโดยตรง
เขาสังเกตว่า ในอดีต Bitcoin มักจะทำผลงานได้ดี ในช่วงที่โลกอยู่ในวัฏจักรของ QE ช่วงที่งบดุลของธนาคารกลางขยายตัว และสภาพคล่องล้นระบบ
ในทางกลับกัน ในช่วงประมาณ 3 ปีหลังโควิด ธนาคารกลางสหรัฐฯ เริ่มทำ QT ลดขนาด Balance Sheet สภาพคล่องหายออกจากตลาด ราคาคริปโท รวมถึง Bitcoin จึงไม่สามารถวิ่งแรงได้เหมือนรอบก่อน ๆ
มุมมองนี้ทำให้พี่นิรันดร์ ไม่เคยมอง Bitcoin แบบแยกขาดจากเศรษฐกิจมหภาค แต่ผูกมันเข้ากับวัฏจักรของเงินอย่างชัดเจน
พอคุยถึงช่วงนึง ผมก็ถามเขาเรื่องสถาบันการเงิน ที่เริ่มเข้ามาในตลาดคริปโทมากขึ้น ว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะผ่าน ETF
พี่นิรันดร์มองเรื่องนี้สองด้านครับ ด้านหนึ่ง การเข้ามาของสถาบันการเงิน ช่วยประคองราคา และลดความผันผวน เพราะสถาบันต้องมีการจัดสรรสินทรัพย์ และ Rebalance พอร์ตอย่างเป็นระบบ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ยอมรับตรง ๆ ว่า มันมีความน่ากังวลอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อสถาบันเริ่มใช้ Leverage และเมื่อ Bitcoin จำนวนมาก ไปกระจุกตัวอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ
ในภาพแบบนั้น Bitcoin อาจเริ่มมีลักษณะไม่ต่างจากทองคำที่กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกเก็งกำไร และมีโอกาสถูก “manipulate” ได้ง่ายขึ้น
ซึ่งก็ทำให้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้ง Bitcoin จะยังสามารถทำหน้าที่ เป็นทางเลือกนอกระบบ ได้มากแค่ไหน ในวันที่มันถูกดึงเข้าไปอยู่ในระบบเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้เวลาคุยกับพี่นิรันดร์ คือเขาแทบไม่เคย “ฟันธง” อะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ตลาดทุน หรือแม้แต่ Bitcoin
แทนที่จะบอกว่า “มันจะเป็นแบบนี้แน่นอน” พี่นิรันดร์มักจะพูดในรูปแบบว่า “ถ้าคุณเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น ผลลัพธ์มันก็น่าจะออกมาแบบนี้” แล้วปล่อยให้คนไปคิดต่อเอง
เหตุผลก็เพราะว่า โลกการเงินและเศรษฐกิจ มันไม่ใช่สมการหนึ่งบรรทัด แต่มันคือชุดของสมมติฐานที่ซ้อนกันเป็นลูกโซ่
พี่นิรันดร์อธิบายว่า เวลาที่เราวิเคราะห์เศรษฐกิจ เราต้องตั้งสมมติฐานจำนวนมาก ตั้งแต่เรื่องนโยบายรัฐ ธนาคารกลาง พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี ไปจนถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่ละสมมติฐานเชื่อมต่อกันหมด
ปัญหาคือ ถ้าสมมติฐานตัวแรก ๆ ผิด ผลลัพธ์สุดท้ายจะเบี่ยงออกไปไกลมาก ช่วงความเป็นไปได้มันกว้างจนเราแทบไม่รู้เลยว่า “จุดจริง” อยู่ตรงไหน
เขาเลยไม่ค่อยเชื่อการเล่าเรื่องแบบเส้นตรง ไม่ค่อยเชื่อกราฟที่ลากไปข้างหน้าแล้วบอกว่า “อนาคตต้องเป็นแบบนี้”
สิ่งที่เขาทำแทน คือการตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิมของโลกอยู่ตลอดอย่างเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าราคามีแต่จะขึ้น
พี่นิรันดร์บอกว่า สมมติฐานนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น แต่ถ้าโครงสร้างประชากรเริ่มหดตัว เหมือนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น อสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็มีโอกาสจะราคาลง ไม่ใช่ขึ้น
หรืออย่างเรื่อง AI ที่หลายคนประเมินต่ำในระยะสั้น คิดว่า “ยังอีกไกล” แต่ในมุมของเขา AI กำลังเข้ามาแทนที่งานพื้นฐานของมนุษย์เร็วมาก เร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้เสียอีก
สิ่งที่น่าสนใจคือ นิรันดร์ไม่ได้หยุดแค่ตั้งสมมติฐาน แต่เขาพยายาม “ล้ม” สมมติฐานของตัวเองอยู่ตลอด
เขาเล่าว่า เวลาได้ไอเดียหรือมุมมองอะไรมา เขาจะพยายามหาข้อมูลมาหักล้างความคิดตัวเองก่อน ถกกับตัวเอง แย้งตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักอย่าง confirmation bias เหมือนพยายามมองโลกด้วยสายตาของคนนอก
และถึงแม้สุดท้ายจะยังไม่มีคำตอบที่ชัด เป้าหมายของการตั้งสมมติฐานก็ไม่ใช่เพื่อ “ทำนายอนาคตให้แม่น” แต่เพื่อเตรียมตัวรับมือกับความเป็นไปได้หลาย ๆ แบบ
นิรันดร์เปรียบสมมติฐานเหมือนการวางหมากในเกมกระดาน เราอาจไม่รู้ว่าอนาคตจะเดินหมากตัวไหน แต่ถ้าเราคิดไว้ล่วงหน้าว่า “ถ้าเกมออกแบบนี้ เราจะทำยังไง” “ถ้าเกมออกอีกแบบ เราจะรับมือยังไง” เราจะได้ไม่ตื่นตระหนกเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง
สุดท้ายแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมพี่นิรันดร์ถึงเลือก ไม่ฟันธง ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้ แต่เพราะเขารู้ดีว่า โลกใบนี้เต็มไปด้วยสมมติฐาน และคนที่อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่คนที่รู้น้อย แต่คือคนที่ลืมไปว่า สิ่งที่ตัวเองเชื่อ ก็เป็นแค่สมมติฐานหนึ่งเท่านั้น

ระหว่างที่คุยกัน มีคำนึงที่นิรันดร์มักจะย้ำบ่อย ๆ คำนั้นคือคำว่า Capital Flow หรือพูดบ้าน ๆ กว่านั้นก็คือ “เงินมันไหลไปไหน”
พี่นิรันดร์บอกว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราจะเริ่มเข้าใจโลกการเงินไปแล้วเกินครึ่ง เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด ไม่ได้อธิบายได้ด้วยคำว่า “เศรษฐกิจดี” หรือ “เศรษฐกิจแย่” แบบง่าย ๆ แต่มันอธิบายได้ด้วยคำถามที่ว่า เงินก้อนใหญ่ของโลก กำลังเคลื่อนตัวอยู่ตรงไหน
เขาเล่าว่า ตอนที่เริ่มศึกษามหภาคจริงจัง เขาย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจย้อนหลังไปเป็นร้อยปี ดูตั้งแต่วิกฤตปี 1929, เงินเฟ้อในยุค 1970, Plaza Accord, ฟองสบู่ญี่ปุ่น, วิกฤตต้มยำกุ้ง แล้วเริ่มเห็นแพตเทิร์นบางอย่างที่เหมือนกันแทบทุกยุค
นั่นคือ ทุกวิกฤต ทุกการเติบโต ทุกฟองสบู่ มักจะมี “การไหลของเงิน” เป็นตัวเชื่อมอยู่เสมอ
เงินไม่ได้อยู่กับที่ มันไหลจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง จากสินทรัพย์ประเภทหนึ่งไปอีกประเภทหนึ่ง จากเศรษฐกิจจริง ไปสู่สินทรัพย์การเงิน แล้วก็ย้อนกลับมาอีกที
พี่นิรันดร์บอกว่า ปัญหาของนักลงทุนจำนวนมากคือ มักจะมองแค่ “จุดปลายทาง” เห็นว่าหุ้นขึ้น เหรียญขึ้น อสังหาฯ ขึ้น แต่ไม่เคยมองว่า ก่อนที่มันจะขึ้น เงินมันไหลมาจากไหน
อย่างกรณีญี่ปุ่นในอดีต หลัง Plaza Accord เงินเยนแข็งค่า เงินทุนจากทั่วโลกไหลเข้าไปในญี่ปุ่น
เกิดฟองสบู่สินทรัพย์ขนาดใหญ่ พอฟองสบู่แตก เงินก็ไหลออก และผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ในประเทศเดียว แต่มันไหลต่อมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย
หรืออย่างช่วงหลังปี 2008 ธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดเงินมหาศาล เงินจำนวนมากไม่ได้ไหลไปสู่เศรษฐกิจจริง แต่ไหลไปสู่ตลาดทุน สินทรัพย์เสี่ยง หุ้น เทคโนโลยี และคริปโท ทำให้ราคาสินทรัพย์พุ่งแรง ในขณะที่คนจำนวนมากในเศรษฐกิจจริงกลับไม่รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นเท่าไร
นี่คือเหตุผลที่พี่นิรันดร์บอกว่า ถ้าอยากเข้าใจเศรษฐกิจ อย่ามองแค่ตัวเลข GDP อย่ามองแค่ดอกเบี้ย
แต่ต้องมองว่า เงินกำลังถูกผลักไปทางไหน และถูกดึงออกจากตรงไหน
เพราะเมื่อเงินไหลเข้า สินทรัพย์ตรงนั้นก็จะ “ดูดี” เมื่อเงินไหลออก ต่อให้พื้นฐานไม่ได้แย่ มันก็สามารถพังได้
และนี่เอง ที่เชื่อมกลับไปสู่แนวคิดเรื่อง Top-down การมองโลกการเงินจากภาพใหญ่ ไม่ใช่เพื่อทำนายให้แม่น แต่เพื่อเข้าใจแรงที่กำลังขับเคลื่อนทั้งระบบอยู่ใต้ผิวน้ำ
สำหรับพี่นิรันดร์ การลงทุนจึงไม่ใช่การทายว่า “อะไรจะขึ้น” แต่คือการพยายามอ่านเกมว่า เงินก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางไหน และเรากำลังยืนอยู่ฝั่งเดียวกับมัน หรือกำลังพยายามว่ายสวนกระแสโดยไม่รู้ตัว
เพราะในเกมเศรษฐกิจ คนที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่คนที่วิเคราะห์เก่งที่สุด แต่คือคนที่มองเห็นทิศทางการไหลของเงินได้ก่อนคนอื่น แค่นิดหนึ่งก็ยังดี
เวลาคนพูดถึง AI ส่วนใหญ่ มักจะเริ่มจากคำถามว่า “มันจะมาแย่งงานใคร” หรือ “อาชีพไหนจะหายไป”
แต่พอคุยกับพี่นิรันดร์ สิ่งที่เขาสนใจกลับไม่ใช่คำถามระดับตำแหน่งงาน เขามองว่า นั่นเป็นแค่ปลายเหตุ สิ่งที่น่ากลัวกว่ามากคือ AI กำลังเปลี่ยน “โครงสร้าง” ของเศรษฐกิจทั้งระบบ
พี่นิรันดร์บอกว่า ถ้าเรามอง AI แค่ในมุมเครื่องมือ เราจะเห็นแค่ว่า มันช่วยทำงานเร็วขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น AI กำลังเปลี่ยนสมการพื้นฐานของโลกเศรษฐกิจ
ในอดีต เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยแรงงานมนุษย์ ประเทศที่มีประชากรเยอะ มีแรงงานเยอะ มักถูกมองว่าได้เปรียบ เพราะสามารถผลิตได้มาก ขยายเศรษฐกิจได้เร็ว
แต่ในโลกที่ AI ทำงานแทนมนุษย์ได้เรื่อย ๆ คำถามคือ แรงงานยังเป็นข้อได้เปรียบอยู่อีกหรือเปล่า
ถ้าบริษัทหนึ่งเคยต้องใช้คน 100 คน วันนี้อาจเหลือ 50 คน และในอนาคตอาจเหลือแค่ 20 คน ไม่ใช่เพราะบริษัทใจร้าย แต่เพราะต้นทุนมันถูกกว่า และระบบมันทำได้จริง
พอประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ต้นทุนการผลิตลดลง การแข่งขันด้านราคาก็รุนแรงขึ้นตามมา
พี่นิรันดร์ชี้ให้เห็นว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะถ้าทุกบริษัทลดต้นทุนได้ ทุกบริษัทก็มีแรงจูงใจจะลดราคา
ผลลัพธ์คือ สินค้าและบริการถูกลงเรื่อย ๆ ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันหมายถึงรายได้ของคนจำนวนมากกำลังถูกกดลง
เมื่อคนตกงานมากขึ้น หรือมีรายได้ไม่โต กำลังซื้อก็หายไป ต่อให้ผลิตได้เก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีคนซื้อ เศรษฐกิจก็เดินต่อยาก
นี่คือเหตุผลที่พี่นิรันดร์มองว่า AI อาจไม่ได้พาเราไปสู่โลกที่ “ขาดแคลนการผลิต” แต่พาเราไปสู่โลกที่ “ขาดแคลนการบริโภค”
เศรษฐกิจอาจโตในเชิงประสิทธิภาพ แต่คนอาจไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นตามนั้น
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่เคยกังวลเรื่องประชากรลด อย่างญี่ปุ่น อาจไม่ได้เสียเปรียบเท่าที่คิด เพราะเมื่อคนรุ่นเก่าค่อย ๆ ออกจากระบบ ภาระรัฐลดลง และจำนวนแรงงานที่หายไป อาจถูกทดแทนด้วย AI ได้พอดี
ในขณะที่ประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก แต่แรงงานไม่สามารถแข่งขันกับเทคโนโลยีได้ แรงงานเหล่านั้นอาจกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจแทนที่จะเป็นพลังขับเคลื่อน
พี่นิรันดร์ไม่ได้บอกว่า AI คือสิ่งเลวร้าย แต่เขาเน้นย้ำว่า เรากำลังใช้กรอบคิดเศรษฐศาสตร์แบบเดิม ไปอธิบายโลกที่โครงสร้างมันเปลี่ยนไปแล้ว และถ้าเราไม่ตั้งคำถามกับสมมติฐานเดิม ไม่ยอมมองว่า AI กำลังเปลี่ยนเกมทั้งกระดาน เราอาจเข้าใจโลกผิดไปทั้งระบบ
เพราะในโลกยุค AI ปัญหาอาจไม่ใช่ว่า “เราทำอะไรไม่ได้” แต่คือ “เราทำได้เยอะเกินไป จนไม่รู้จะขายให้ใคร”

สิ่งหนึ่งที่พี่นิรันดร์พูดแล้วทำให้ผมหยุดคิดไปพักใหญ่ คือ ในโลกยุค AI ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าเราผลิตไม่ได้ แต่คือเราผลิตได้มากเกินไป
AI ทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ถูกลง และแม่นยำขึ้น บริษัทสามารถลดต้นทุนได้แทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงการบริหารจัดการ
ในมุมของธุรกิจ นี่คือข่าวดี ต้นทุนลด กำไรดีขึ้น ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่พี่นิรันดร์ชวนมองอีกฝั่งหนึ่งของสมการ เมื่อบริษัทต้องใช้คนน้อยลง รายได้ของคนจำนวนมากก็เริ่มหายไปพร้อม ๆ กัน
พอคนมีรายได้น้อยลง กำลังซื้อก็หาย ต่อให้สินค้าจะถูกลงแค่ไหน ถ้าไม่มีเงินอยู่ในมือ การบริโภคก็ไม่เกิด
นี่คือจุดที่เศรษฐกิจเริ่มติดขัด ไม่ใช่เพราะผลิตไม่พอ แต่เพราะไม่มีคนซื้อ พี่นิรันดร์บอกว่า ในอดีต เศรษฐกิจโลกเคยเจอปัญหาขาดแคลนการผลิต แรงงานคือทรัพยากรสำคัญ ใครผลิตได้มากกว่า มักได้เปรียบ
แต่ในโลกที่ AI ทำให้การผลิตกลายเป็นเรื่องง่าย โจทย์กลับกลายเป็นเรื่องการกระจายรายได้แทน ถ้าเงินกระจุกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ถ้ากำไรไหลไปอยู่ที่บริษัทหรือผู้ถือเทคโนโลยี ในขณะที่คนส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพิ่ม ระบบเศรษฐกิจก็จะเริ่มไม่สมดุล
และสิ่งที่ตามมา มักจะเป็นการแข่งขันด้านราคา บริษัทลดราคาเพื่อแย่งลูกค้า รายได้รวมอาจไม่โต แต่กำไรอาจยังอยู่ได้ เพราะต้นทุนถูกลง
ผลลัพธ์คือ โลกที่ Top line โตช้า แต่ Bottom line ของบางบริษัทกลับดูดีขึ้น ฟังดูเหมือนเศรษฐกิจยังไปได้ แต่ในระดับโครงสร้าง มันคือสัญญาณของความเปราะบาง
พี่นิรันดร์มองว่า ถ้ากำลังซื้อไม่กลับมา ถ้าคนจำนวนมากยังรู้สึกว่า “ไม่มีเงินให้ใช้” เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดในเศรษฐกิจจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สินค้าอาจถูกลง เทคโนโลยีอาจก้าวหน้า แต่ชีวิตของคนจำนวนมากอาจไม่ได้ดีขึ้นตามนั้น
และนี่คือคำถามใหญ่ของโลกยุค AI ไม่ใช่แค่ว่า “เราจะใช้ AI ยังไงให้เก่งขึ้น” แต่คือ “เราจะออกแบบระบบเศรษฐกิจยังไง ให้คนยังมีบทบาท มีรายได้ และมีกำลังซื้ออยู่ในระบบ”
ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ Capital Flow ไปจนถึง AI ภาพหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ โลกในอนาคตอาจเดินเข้าใกล้ปัญหาอย่าง เงินฝืดในเศรษฐกิจจริง
พี่นิรันดร์อธิบายว่า เงินฝืดในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงราคาสินค้าต้องร่วงฮวบในทันที แต่หมายถึงโลกที่ต้นทุนการผลิตลดลงเรื่อย ๆ สินค้าและบริการถูกลง แข่งขันด้านราคาหนักขึ้น ในขณะที่รายได้ของคนส่วนใหญ่กลับไม่โต หรือหายไปเลย
AI และ Automation ทำให้บริษัทสามารถลดคน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง สิ่งนี้ทำให้ธุรกิจอยู่รอดง่ายขึ้นในแง่โครงสร้างต้นทุน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็กำลังกัดกินรายได้ของแรงงานไปพร้อม ๆ กัน
เมื่อคนตกงานมากขึ้น หรือมีรายได้ไม่เพิ่ม กำลังซื้อก็เริ่มหาย การบริโภคชะลอ บริษัทก็ยิ่งต้องลดราคาเพื่อแย่งลูกค้า สุดท้ายกลายเป็นวงจรที่กดราคา กดรายได้ และกดความคาดหวังลงไปเรื่อย ๆ
นี่คือภาพของ deflationary spiral วงจรเงินฝืดที่ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจพังในวันเดียว แต่ค่อย ๆ ซึมลึกลงไปในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก
พี่นิรันดร์มองว่า ญี่ปุ่นคือภาพตัวอย่างของโลกในอนาคต ประเทศที่เผชิญประชากรหดตัว เงินฝืด และการเติบโตต่ำมานานหลายทศวรรษ สิ่งที่ญี่ปุ่นเจอ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะประเทศ แต่มันอาจเป็นสิ่งที่ประเทศอื่น ๆ จะค่อย ๆ เดินตามในโลกยุค AI
ที่น่ากังวลคือ เครื่องมือแก้ปัญหาแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้ผลเหมือนในอดีต การอัดฉีดเงินแบบเคนเชียนอาจช่วยได้ในบางช่วง แต่ถ้าปัญหาหลักคือ “ไม่มีคนต้องการจ้าง” คำถามคือ รัฐจะสร้างงานให้ใคร และสร้างได้อีกนานแค่ไหน ในวันที่ AI ทำงานได้ถูกกว่า เร็วกว่า และไม่ต้องการพัก
พี่นิรันดร์ไม่ได้บอกว่าโลกกำลังจะพัง แต่เขาเตือนว่า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปเร็วมาก และถ้าเรายังใช้กรอบคิดแบบเดิม เราก็อาจมองไม่เห็นความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวอยู่เงียบ ๆ ใต้ผิวน้ำ
โลกยุค AI อาจเป็นโลกที่ผลิตได้แทบไม่จำกัด แต่คำถามใหญ่คือ ใครจะเป็นคนซื้อใครจะมีรายได้ และใครจะยังมีบทบาทอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
และนั่นอาจเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด ไม่ใช่สำหรับนักลงทุน ไม่ใช่สำหรับนักเทคโนโลยี แต่สำหรับทั้งโลกในทศวรรษข้างหน้า

แล้วคนยุคใหม่จะอยู่รอดได้ยังไงล่ะ ? ผมถาม พี่นิรันดร์ก็ตอบกลับทันทีว่า “นั่นน่ะสิ ผมยังคิดไม่ออกเลย ว่าคนยุคใหม่จะรอดได้ยังไง ถ้ารัฐไม่เข้ามาช่วยอุ้ม”
พี่นิรันดร์บอกว่า กลุ่มที่เสี่ยงที่สุดในยุค AI ไม่ใช่คนเก่งที่สุด และไม่ใช่คนอ่อนที่สุด แต่คือ “มนุษย์ Mean” คนที่ทำงานได้ตามมาตรฐาน ทำงานตามพื้นฐานได้ดี แต่ไม่ได้มีจุดเด่นอะไรเป็นพิเศษ
เพราะงานของคนกลุ่มนี้ คือสิ่งที่ AI แทนได้ง่ายที่สุด คุ้มค่าที่สุด และเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานเริ่มต้น งานซ้ำ ๆ งานที่วัดผลเป็น KPI ชัดเจน โดยเฉพาะในสายที่เคยคิดว่า “ยังไงก็ต้องใช้คน” อย่างงานออฟฟิศ งานเอกสาร หรืองานโปรแกรมมิ่งระดับจูเนียร์
พี่นิรันดร์ไม่ได้บอกว่า AI จะมาแทนทุกคน แต่เขาบอกว่า โลกกำลังไม่ต้องการ “ค่าเฉลี่ย” มากเท่าเดิมแล้วคำถามคือ ถ้าอย่างนั้น มนุษย์จะอยู่รอดยังไง คำตอบของเขาไม่ได้ซับซ้อน แต่ทำยาก
อย่างแรกคือ Cross-domain Knowledge ในโลกยุค AI การเก่งด้านเดียวอาจไม่พออีกต่อไป ไม่ใช่ว่าคุณต้องรู้ทุกอย่าง แต่คุณต้อง “เชื่อมหลายอย่างเป็น”
เพราะ AI ทำให้มนุษย์หนึ่งคน สามารถควบคุมงานหลายด้านได้พร้อมกัน คนที่อยู่รอดจึงไม่ใช่คนที่เก่งงานชิ้นเดียวที่สุด แต่คือคนที่จัดวง คุมระบบ และเชื่อมภาพรวมได้
อย่างที่สองคือ Explore และ Exploit ไปพร้อมกัน พี่นิรันดร์มองว่า AI กำลังคืน “เวลา” ให้มนุษย์ งานหลายอย่างทำได้เร็วขึ้น แต่คำถามคือ เราเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไร ถ้าเอาไปแค่ทำงานเดิมให้เร็วขึ้น เราจะถูกแทนที่เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้เวลานั้นไปเรียนรู้สิ่งใหม่ พร้อมกับลงลึกในสิ่งที่ถนัด โอกาสรอดจะสูงขึ้น
อย่างที่สามคือ การใช้ AI ให้เป็น ไม่ใช่แค่ใช้เป็นเครื่องมือ แต่ใช้มันเหมือน “ลูกน้องอัจฉริยะ” หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือทักษะการสื่อสาร คนที่สั่งงานคนได้ดี มักจะสั่ง AI ได้ดี การเขียน Prompt การอธิบายโจทย์ การแตกปัญหา คือทักษะสำคัญของยุคนี้
และอย่างสุดท้ายคือ ความตระหนักรู้ พี่นิรันดร์ย้ำว่า คนส่วนใหญ่มักประเมิน AI ต่ำเกินไปในระยะสั้น คิดว่ายังอีกไกล คิดว่ายังไม่กระทบตัวเอง แต่ในความเป็นจริง AI กำลังเข้ามาแทนที่งานพื้นฐานเร็วกว่าที่หลายคนคิดมาก โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้น ที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกของชีวิตการทำงาน
เขาไม่ได้พูดสิ่งเหล่านี้เพื่อให้กลัว แต่เพื่อเตือนว่า เกมกำลังเปลี่ยน และกติกาใหม่ไม่ได้รอให้ใครพร้อม
ท้ายที่สุดแล้ว การพูดคุยกับพี่นิรันดร์ ทำให้ผมรู้สึกว่า โลกยุค AI ไม่ได้ถามว่า “คุณเก่งแค่ไหน” แต่มันถามว่า “คุณปรับตัวเร็วแค่ไหน” “คุณตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยเชื่อได้หรือเปล่า” และ “คุณยังเป็นคนค่าเฉลี่ยอยู่ไหม ในวันที่ค่าเฉลี่ยเริ่มไม่พอ”
บางที การอยู่รอดในยุค AI อาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด แต่อาจเป็นการรู้ทันว่า กระแสกำลังพาโลกไปทางไหน และเราเลือกจะยืนอยู่ตรงไหนของมัน

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย