
ถอดบทเรียนการลงทุนคริปโทฯ และการจัดการความเสี่ยง ผ่านเส้นทางของ คิม กานต์นิธิ
ย้อนไปเมื่อปี 2021 ยุค DeFi เฟื่องฟู น้อยคนนักในวงการคริปโตไทยที่จะไม่รู้จัก “Kim Defi Daddy” หลายคนน่าจะเป็นแฟนคลับกันอยู่แล้วบางคนเข้ามารู้จักบิตคอยน์ก็จากประตู DeFi เมื่อหลายปีก่อน
“Kim Defi Daddy” ชื่อนี้ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เพราะการแสวงหาและทดลองในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อหรือไม่กล้า และเมื่อถึงเวลาออกดอกผล มันก็ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปจริงๆ ดังประโยคที่เขาพูดว่า
“หากอยากเปลี่ยนชีวิต หรือได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้ ก็ต้องกล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ”
มาถึงวันนี้ เขาเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตหรือทำธุรกิจ ลดความซิ่งแต่มีสุขุมมากขึ้น แม้หลายคนจะมองว่าตลาด DeFi ดูซบเซาลงและไม่ได้บูมเหมือนหลายปีก่อน แต่ “Kim Defi Daddy” ทำให้เราเห็นภาพว่า เขายังคงเชื่อมั่นใน DeFi และย้ำว่านี่ไม่ใช่อนาคตแต่มันคือปัจจุบัน
“Genesis Talk” ในตอนนี้จะพาทุกคนไป “ย้อนรอย” เส้นทางความสำเร็จของ “คิม” กานต์นิธิ ทองธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน Merkle Capital และผู้ก่อตั้งเพจ Kim DeFi Daddy และ Bitcoin Addict Thailand และถอดบทเรียนที่เขาได้รับตลอดการเดินทางสายนี้
นักลงทุนทั่วไปที่อาจเริ่มจากการเทรด แต่คุณคิมแตกต่างเขาเริ่มจากเข้าวงการขุดบิตคอยน์ จากการช่วยเพื่อนที่ทำงานประกอบคอมพิวเตอร์เพื่อขุดคริปโต ส่วนหนึ่งเพราะมีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจด้านนี้ เนื่องจากจบด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการพัฒนาซอฟต์แวร์
แต่สิ่งที่ได้มากกว่าการขุดคือการเข้าใจโครงสร้างของคริปโต อย่างลึกซึ้งว่าเหรียญไม่ได้ถูก “เสกขึ้นมาจากอากาศ” แต่ทุกอย่างมีต้นทุนจริง ทั้งค่าไฟ อุปกรณ์ และคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
“จุดเปลี่ยนจริงๆ” เกิดขึ้นในปี 2021 ซึ่งเป็นปีทองของ DeFi และตามด้วยคำศัพท์มากมายเกิดขึ้นจากการทำเงินในโลก DeFi ซึ่งก็รวมถึง Farming ด้วยเช่นกัน ภาพของการทำ Farm DeFi คือการได้ผลตอบแทนสุดอลังการ 1,000-3,000% แน่นอนว่ามันดึงดูดใจมากกว่าการขุดและการเทรดแบบเดิมๆ
และนี่เองคือจุดตัดสำคัญในชีวิตที่ดึงดูดให้คุณคิม “ก้าวเท้า” เข้ามาศึกษาและใช้งาน DeFi อย่างเต็มตัว
ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคนยุคแรกๆ ที่เข้ามาเสี่ยงและเดิมพันกับโลก DeFi ในขณะที่คนอื่นยังไม่กล้าหรือยังมีความกลัวเพราะเป็นเรื่องใหม่มาก แต่คุณคิมไม่ได้ก้าวเข้ามาแล้วลงเงินในตลาดและนั่งรอเพื่อหวังโชค แต่ใช้ความเพียรในการแสวงหาโชค
เขาทุ่มเทเวลาศึกษาอย่างจริงจัง เพราะขณะนั้นเป็นช่วงของการ “สร้างเนื้อสร้างตัว” และศึกษาไปก็ทำรายได้ไปด้วยจากโลก DeFi และตลาดสดใหม่ จากเดิมที่โพสต์ให้ความรู้บอกเล่าประสบการร์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว จึงขยับมาสู่การเปิดเพจ
เริ่มแรกคือเพจ Bitcoin Addict Thailand ให้ข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต ก่อนที่ต่อมาจะเปิดอีกเพจชื่อ Kim DeFi Daddy เพื่อให้ความรู้เรื่อง DeFi โดยตรง โดยเหตุที่มีคำว่า “Daddy” ต่อท้ายเพราะเวลาเขาจัดรายการสดมักจะมีลูกน้อยโผล่มาป่วนตนเองอยู่ด้านหลังบ่อยๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นคุณพ่อป้ายแดงที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวในโลก DeFi ซึ่งเป็นตลาดที่บูมมากๆ ในปีนั้น
ตลาดบูมมากในปี 2021 ก่อนจะชะลอความร้อนแรงลง มีทั้งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จและเสียหายจากการหวังรวยเร็วในคลื่นนี้ บทเรียนที่ได้จากการเป็นทั้งผู้เล่นและผู้สังเกตการณ์ในสนามนี้คือ “ความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม ไม่เท่ากับความปลอดภัยของมูลค่าสินทรัพย์” หมายความว่าต่อให้คุณมั่นใจใน Code ว่าปลอดภัยแค่ไหน ก็ยังสามารถ “แพ้ให้กับตลาด” ได้
คุณคิมยกตัวอย่างกรณี LUNA และแพลตฟอร์ม Anchor Protocol ซึ่งในขณะนั้นได้รับความนิยมสูงมากด้วยผลตอบแทนประมาณ 20% ต่อปี ในมุมเทคโนโลยีแพลตฟอร์มทำงานได้ปกติ โค้ดมีความปลอดภัย ไม่ได้ถูกแฮ็ก และระบบไม่ได้พังในเชิงเทคนิค
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือแม้แพลตฟอร์มจะ “ปลอดภัย” แต่ “มูลค่าของสินทรัพย์” กลับไม่ปลอดภัย กลไกของอัลกอริทึม (Algorithmic Stablecoin) ผิดพลาดเมื่อเจอกับสภาวะตลาดที่รุนแรง ทำให้ราคาเหรียญดิ่งลงจนเข้าใกล้ศูนย์และแทบไร้มูลค่า
“เพราะเงินที่ฝากเข้าไปยังคงเป็นคริปโต (สินทรัพย์เสี่ยง) ซึ่งมูลค่าของมันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่แค่พื้นฐานทางเทคนิค”
ดังนั้น กรณี LUNA ทำให้เห็นชัดเจนว่า ในโลกความเป็นจริง ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยอื่นมากกว่า Fundamental ของเทคโนโลยี ปัจจัยเหล่านั้นคือ
1.สภาพคล่อง (Liquidity) เป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ราคาสินทรัพย์คงอยู่หรือพังทลาย
2.เรื่องเล่า (Narrative) กระแสความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนในช่วงเวลานั้น
3.ปัจจัยมหภาค (Macro Factors) สภาพเศรษฐกิจภายนอก เช่น ดอกเบี้ยเฟด หรือ CPI ก็มีผลกระทบทางอ้อมที่รุนแรง

หากเปรียบ DeFi ในปี 2021 เป็นจุดพีคของวัฏจักรสถานะของ DeFi ในวันนี้ คุณคิมมองว่าเป็นช่วงเวลาของ “การเติบโตเป็นผู้เยาว์ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน” โดย DeFi ปี 2021 เปรียบเสมือน “วัยรุ่นใจร้อน” ที่มีความหวือหวา เต็มไปด้วยตัวเลขผลตอบแทนที่สูงเวอร์เกินจริงระดับ 1,000% – 3,000% ต่อปี เพื่อดึงดูดคนให้เข้ามาเล่นโดยไม่สนที่มาที่ไป
แต่ DeFi ในวันนี้เปรียบเสมือน “ผู้ใหญ่” ที่เติบโตขึ้นผ่านความเจ็บปวดและล้มลุกคลุกคลานมาอย่างหนัก ทำให้ปัจจุบันเน้นแสวงหา “ความมั่นคง” มากกว่าความหวือหวา
แหล่งที่มาของผลตอบแทนปี 2021 จาก”เสกเหรียญขึ้นมาจากอากาศ” หรือการปั๊มเหรียญมาแจก (Incentive) เพื่อสร้างแรงจูงใจและ Engagement ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืน เปรียบเสมือนการ Pump and Dump
แต่วันนี้ แพลตฟอร์มที่อยู่รอดคือของจริงที่สร้าง “Real Yield” หรือรายได้ที่จับต้องได้ เช่น ค่าธรรมเนียม (Fees) และดอกเบี้ยจากการปล่อยกู้จริงๆ ไม่ใช่การแจกเหรียญฟรีอีกต่อไป
คุณคิมมองว่า DeFi เป็น “โอกาสระยะยาว” ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่คือ “ปัจจุบัน” ที่โลกการเงินเก่ากำลังขยับเข้ามาหา เพราะมีข้อดีที่ระบบการเงินเก่าสู้ไม่ได้ เช่น ลดต้นทุนคนกลาง โปร่งใสตรวจสอบได้ และไร้พรมแดน
แม้วันนี้คนทั่วไป เช่น คนขับแท็กซี่ จะยังไม่รู้จักแต่ระบบการเงินโลกกำลังขยับเข้ามาหา DeFi เช่น Stablecoins, การ tokenize และปัจจุบันตลาดมีความ “ฉลาดขึ้น” คนระวังตัวมากขึ้น ทำให้แพลตฟอร์มที่เหลืออยู่คือของจริงที่มีความปลอดภัยและโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ในมุมของการใช้งานวงกว้างถือว่ายังอยู่ในช่วง “Early” เพราะคนทั่วไปยังไม่รู้จักและยังเข้าไม่ถึง ต้องอาศัยปัจจัยมหภาคและ Narrative ในการผลักดันต่อไป
ในวงการคริปโตที่ขึ้นชื่อว่ามีโอกาสรวยเร็ว (แต่ก็จนเร็วเช่นกัน) คำหนึ่งที่มักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ คือ “All-in” วันนี้เราจะลองฟัง “All-in” ในนิยามของคุณคิมเขาได้อธิบายไว้น่าสนใจ แยกชัดระหว่าง “การพนัน” และ “การเปลี่ยนชีวิต” ไว้อย่างชัดเจน
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าการ All-in คือการเทเงินทั้งหมดที่มีลงไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่สำหรับเขามันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ “การพนัน” คือการที่คุณใส่ “เงิน” ลงไปเพียงอย่างเดียว โดยที่คุณไม่มีความรู้หรือไม่เข้าใจในสิ่งนั้นเลย
“การ All-in ที่แท้จริง” ไม่ใช่ความบ้าบิ่นในการเทหมดหน้าตัก แต่คือการ “ทุ่มเททรัพยากรทุกด้านของชีวิต” ทั้งเงิน + ความรู้ + เวลา + โฟกัส ไปในจุดที่มองเห็นโอกาส เพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่การใช้ชีวิตแบบปกติให้ไม่ได้
คุณคิมยกประสบการณ์ตรงของตัวเองในช่วงที่เขาตัดสินใจ All-in เข้าสู่โลกคริปโตว่า ได้ตัดสินใจขายหุ้นเกลี้ยงพอร์ตนำเงินมาลงคริปโต DeFi เพราะในเวลานั้นเขามองเห็นโอกาสและรู้สึกว่า
“เข้าใจมันในระดับหนึ่ง ซึ่งมันก็อาจจะผิดก็ได้ มันอาจจะเป็นโชคก็ได้ เพราะตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าเราจะมานั่งอยู่ตรงนี้”
“แต่ถ้าถามว่า ถ้าเราไม่กล้า…สุดท้ายมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มันก็จะเป็นแต่สิ่งเดิม ๆ ที่เราทำในทุก ๆ วัน ความเปลี่ยนแปลงก็ไม่เกิดขึ้น การพลิกชีวิตก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราไม่กล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ ๆ”
คุณคิมมองว่าการที่เขาเข้ามาในตลาดช่วง DeFi บูมปี 2021 นั้นถือเป็น “โชค” ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “การเปิดประตูรับโอกาส” หากตอนนั้นเขาปิดกั้นตัวเอง ไม่ศึกษาเรื่อง DeFi เอาแต่ขุดเหรียญหรือเทรดแบบเดิมๆ เขาก็จะพลาดช่วงเวลานั้นไป
ดังนั้น โชคจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อ “เรากล้าที่จะเปิดประตูและลงมือทำ” เพื่อพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่โชคสามารถวิ่งเข้ามาหาได้
แต่ก็ย้ำชัดเจนว่า “ไม่แนะนำให้ใครทำตาม” เพราะบริบท ความรู้ และจังหวะเวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
คุณคิมเล่าว่าเขาตัดสินใจ ไม่เล่นเทรดแบบฟิวเจอร์สเลยในปัจจุบัน โดยเน้นการเทรดแบบสปอตเท่านั้น ด้วยเหตุผลหลักเรื่องความปลอดภัยของเงินทุนและการบริหารความเสี่ยง เพราะสภาพตลาดที่มีการควบคุมสูง และมีเจ้ามือคอยกินรวบนักลงทุนรายย่อย
พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 เทรดเดอร์เผชิญกับ “แท่งแดงมหัศจรรย์” ทำให้มีนักลงทุนโดนล้างพอร์ตครั้งประวัติศาสตร์ในตลาดคริปโต แต่คุณคิมรอดมาได้โดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะเขา “ไม่เล่นฟิวเจอร์ส”
พร้อมกับให้มุมมองที่น่าสนใจว่า คนส่วนใหญ่ที่เจ๊งหนักๆ ในโลกคริปโต ไม่ได้เจ๊งเพราะซื้อเหรียญแล้วราคาลง แต่เจ๊งเพราะเล่นฟิวเจอร์ส
สมมุติว่าหากราคา Bitcoin ตกจาก 120,000 เหลือ 90,000 ดอลลาร์คนถือ สปอต จะขาดทุนทางตัวเลขแค่ประมาณ 25% แต่สินทรัพย์ยังอยู่ ในขณะที่คนเล่นฟิวเจอร์สอาจโดนล้างพอร์ตจนเงินเหลือ 0 บาททันที
การเล่นฟิวเจอร์สคือการใช้ Leverage (เงินน้อยแลกเงินมาก) ซึ่งเวลาได้อาจจะได้มาก แต่เวลาเสียก็เสียมากเช่นกัน คุณคิมมองว่านักลงทุนทั่วไปกว่า 80-90% ยังไม่มีความเชี่ยวชาญพอ ไม่มีการตั้ง Stop Loss หรือมั่นใจในตลาดมากเกินไป ทำให้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะตกเป็นเหยื่อของตลาดนี้
ปัจจุบันคุณคิมมีการจัดโครงสร้างพอร์ตที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยแบ่งเป็น
“พอร์ตเก็บออม” เน้นความปลอดภัย
“พอร์ตซิ่ง” ลงทุนใน DeFi ที่เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนสูง และ
“พอร์ตเทรด” เน้นเฉพาะเทรดสปอตไม่แตะฟิวเจอร์สเลย เพื่อรักษาเงินต้นให้ปลอดภัยในสภาวะตลาดที่ผันผวน
ปัจจุบัน คุณคิมมี 2 บทบาทหลักที่หล่อหลอมวิธีคิดและการใช้ชีวิตของเขาอย่างแรกคือบทบาท “พ่อ”
“การมีลูกเหมือนการได้มี “แฟนใหม่” ที่ต้องคอยเรียนรู้พฤติกรรมซึ่งกันและกันตลอดเวลา เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน”
คุณคิมนิยามสไตล์ของตัวเองว่า “ไม่มีสไตล์” หรือ “Learning by doing” คือแก้ปัญหาไปตามสถานการณ์หน้างาน โดยยึดหลักสำคัญคือ “ห้ามใช้ความรุนแรง” คือจะไม่ตีลูกและไม่ใช้คำหยาบ เน้นการพูดคุยและการเป็นตัวอย่างที่ดี เป้าหมายคือขอแค่ให้ลูกโตมาเป็นคนดี ส่วนความเก่งค่อยไปเรียนรู้เอาเอง
จุดเปลี่ยนสำคัญของการมีลูกทำให้เขามองหา “ความมั่นคง” มากกว่าความมั่งคั่งหรืออิสรภาพทางการเงินแบบในอดีต ซึ่งหากเขามีลูกเร็วกว่านี้ เช่น ช่วงปี 2017 เขาเล่าว่า อาจจะไม่กล้าเสี่ยงลงทุนใน DeFi จนเปลี่ยนชีวิตได้เหมือนที่ผ่านมา “เพราะความกล้าเสี่ยงจะลดลงเมื่อมีภาระต้องดูแล”
และเราก็อดถามไม่ได้ถึงเคล็ดลับในการดูแลครอบครัว คุณคิมเล่าว่าหัวใจสำคัญคือ “อย่าให้ภรรยาเครียด” เพราะถ้าภรรยามีความสุข ลูกก็จะมีความสุข และบ้านก็จะมีความสุข
อีกบทบาทคือ “ผู้บริหารการลงทุน” (CIO – Chief Investment Officer) ความรับผิดชอบอยู่เหนือความซิ่ง ในฐานะ CIO ของ Merkle Capital บทบาทของคุณคิมเปลี่ยนจากการเป็นนักลงทุนรายย่อยที่คล่องตัว มาเป็นผู้แบกรับความรับผิดชอบต่อเงินของคนอื่น
หน้าที่หลักคือการดูแลภาพรวมกลยุทธ์การลงทุน วิเคราะห์แนวโน้มตลาด และมอบนโยบายให้กับผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) นำไปปฏิบัติ
เขาย้ำว่าหัวใจสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัยของเงินลูกค้า” เงินทุกบาทของลูกค้าต้องดูแลเสมือนเป็นพอร์ตของตัวเอง ความเสี่ยงที่รับได้ลดลงเมื่อเทียบกับการลงทุนส่วนตัว และต้องปฏิบัติตามกรอบนโยบายอย่างเคร่งครัด
คุณคิมย้ำว่า “ความรับผิดชอบต่อคำพูด” เป็นสิ่งสำคัญ การสวมหมวกของ CIO และต้องดูแลเงินคนอื่นทำให้เขาต้องระมัดระวังการสื่อสารออกสื่ออย่างมาก ต้องกลั่นกรองคำพูดเพราะทุกสิ่งที่พูดอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ติดตามและลูกค้า จากเดิมที่นึกจะพูดอะไรก็ได้
ข้อดีของการถูกกำกับดูแลแบบ CeFi คือในแง่ของ “ความปลอดภัยของลูกค้า” การที่กองทุนแตะต้อง DeFi โดยตรงไม่ได้กลายเป็นข้อดีที่ช่วยตัดความเสี่ยงเรื่อง Smart Contract Bugs, Rug Pulls หรือความผิดพลาดของอัลกอริทึม (เช่น กรณี LUNA) ออกไปได้ ทำให้เงินต้นของลูกค้าปลอดภัย

นิยามความสำเร็จจาก “ความมั่งคั่ง” สู่ “ความมั่นคงและความรับผิดชอบ ” เมื่อต้องรับบทบาทผู้บริหารกองทุน (CIO) และหัวหน้าครอบครัว มุมมองต่อความสำเร็จและการลงทุนได้เปลี่ยนจากเกมรุกที่เน้นกำไรสูงสุด เป็นเกมรับที่เน้นความปลอดภัย
ความสำเร็จสำหรับเขาคือ “การได้ตื่นมาทุกเช้าแล้วพบว่ายังได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก” (เรื่อง Crypto/DeFi) ควบคู่ไปกับการมีเวลาให้กับครอบครัว การมีลูกเหมือนการ “มีแฟนใหม่” ที่ต้องคอยเรียนรู้พฤติกรรมซึ่งกัน
ส่วนความสุขคือ “การมีเวลาให้ครอบครัว” ได้เห็นลูกเติบโต ยืนได้ เดินได้ พูดได้ ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่มีค่ามากกว่าเงินทอง และการได้เป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องต้องปรุงแต่ง หรือสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบเกินจริง โดยยอมรับความผิดพลาดได้ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้การใช้ชีวิตมีความยั่งยืนและสบายใจ
คุณคิมตอบประโยคแรกแบบไม่ลังเลว่า “บทบาทของผมในอนาคต ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแน่นอน” ยอมรับมีคนมาชวนเข้าสู่การเมือง
“เราแค่รู้สึกว่า ในมุมของการที่เราอยู่ตรงนี้ มันค่อนข้าง stable มันปลอดภัย เป็นโซนเซฟของเราแล้ว ผมอาจจะไม่ได้ซิ่งเหมือนเมื่อก่อน เพราะตอนนี้เริ่มมีบทบาทของความเป็นพ่อ เรามีลูก ดังนั้นสิ่งที่มองหามากขึ้นคือความเสถียรและความมั่นคง”
“เมื่อก่อน ผมแสวงหาเงินทองมากมาย เพื่อที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน แต่ปัจจุบัน เงินที่เราหามาได้ มันกลายเป็นว่าเราหาเพื่อครอบครัว หาเพื่อลูก จุดยืนของเราจึงเปลี่ยนไปสู่เรื่องของความมั่นคงมากขึ้น”
ดังนั้น เขายืนยันว่าจะไม่เข้าไปอยู่ในบทบาทใดก็ตามที่มันไม่มั่นคง อย่างเช่น บทบาทในองค์กรทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ดี เพราะในแวดวงการเมืองก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
“เราแค่รู้สึกว่า ในแวดวงนั้น เมื่อคุณเข้าไป คุณสามารถถูกสิ่งที่ไม่ดีกลืนกินได้ง่าย”
เขาย้ำหนักแน่นว่า ก็จะยังคงอยู่ในเส้นทางสายเทคโนโลยีและคริปโตต่อไป ไม่ย้ายไปทำอสังหาฯ หรือหุ้น เพราะมองว่าตนเองมีความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในโลกคริปโต/DeFi มาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็น “จุดได้เปรียบ” ที่สะสมมานาน (Unfair Advantage)
คุณคิมมองว่าบทบาทของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และการย้ายไปเล่นในเกมที่ตัวเองไม่ถนัดไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
เขาจะไม่ไป Explore อย่างอื่นเพิ่มแล้ว เพราะถือว่าได้เลือกจุดยืนของตัวเองแล้วและมีความสุขกับสิ่งที่เลือก และเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งโลกการเงินดั้งเดิม (TradFi) จะต้องขยับเข้ามาหา DeFi อย่างแน่นอน เมื่อวันนั้นมาถึง คนที่เข้าใจ DeFi อย่างลึกซึ้งและอยู่กับมันมาตลอดอย่างเขา จะกลายเป็นผู้ที่ “ได้เปรียบ” ที่สุด เพราะมีความรู้ความเข้าใจมากกว่าคนอื่นที่เพิ่งเข้ามา
แม้คุณคิมจะเห็นตัวอย่างของคนที่รวย และประสบความสำเร็จในวงการคริปโตหลายคนที่เลือกจะ “ไม่ออกสื่อเลย” เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตา
แต่สำหรับเขาตระหนักว่า “หนีออกจากวงการนี้ไม่ได้” เพราะชื่อเสียงและแบรนด์ “Kim DeFi Daddy” ติดตัวไปแล้วเพียงแต่จะ “ลดบทบาท” แทนการหายไปเลย โดยยังคงทำงานบริหารกองทุนและให้ความรู้ได้ แต่เปลี่ยนโฟกัสจากการสร้างชื่อเสียงส่วนตัว ไปสู่การสร้างทีม ดูแลครอบครัว และรักษาความมั่นคงในระยะยาวแทน
ในช่วงท้ายคุณคิม ฝากถึงคนรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุค AI เขามองว่า AI เป็นเครื่องมือที่ฉลาดและทำแทนมนุษย์ได้เกือบทุกอย่าง แต่มีสิ่งสำคัญที่อยากฝากเตือนคนรุ่นใหม่ไว้คือ
สองสิ่งที่ AI แทนที่มนุษย์ไม่ได้ คือ “วิจารณญาณในการตัดสินใจ” และ “ความรับผิดชอบ” เพราะข้อมูลจาก AI อาจไม่สมบูรณ์ หรือคำแนะนำอาจจะผิดพลาด AI เป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ไม่สามารถรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้ สุดท้ายมนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น
พร้อมแนะว่า “อย่าหยุดพัฒนาตนเอง” สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงานได้ แต่อย่าให้ความสะดวกสบายของ AI มาลดทอนคุณค่าในตัวเรา หรือทำให้เราใช้การคิดน้อยลง
บทสรุปของเรื่องราวชีวิต Kim DeFi Daddy ยังคงเลือกที่จะ “ดำดิ่ง” ในโลกคริปโตต่อไปในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่เน้นความมั่นคง ไม่วอกแวกไปเส้นทางอื่นหรือการเมือง พร้อมกับเตือนคนรุ่นใหม่ว่า ในยุคที่ AI เก่งขึ้น มนุษย์ต้องรักษา “วิจารณญาณและความรับผิดชอบ” ไว้ให้มั่นเพื่อไม่ให้ถูกเทคโนโลยีลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
สัมภาษณ์ เรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย