
พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในไทย แต่คำถามที่ตามมาสำหรับนักลงทุนคริปโทในไทย คือ “โครงสร้างอำนาจและแนวทางบริหารเศรษฐกิจ” ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่นี้ จะเอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมากน้อยเพียงใด
การเปลี่ยนรัฐบาลครั้งนี้จึงไม่ได้ถูกมองในมิติ “ใครสนับสนุนคริปโทมากกว่า” แต่เป็นคำถามว่า รัฐบาลใหม่จะเลือก เร่ง ปล่อย หรือจำกัด บทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบเศรษฐกิจอย่างไร
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ สิ่งที่จับตาไม่ใช่แค่คำประกาศเชิงนโยบาย แต่รวมถึงความต่อเนื่องของการกำกับดูแล ท่าทีต่อการออกกฎใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคธุรกิจในทางปฎิบัติด้วย
เพราะปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่น เงินทุน และทิศทางของตลาดคริปโทไทย ว่าจะสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง หรือจะสะดุดจากความไม่ชัดเจนของระบบอีกครั้ง
Crypto by eFinancethai จึงได้รวบรวมมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ 4 คน เพื่อถอดรหัสว่า ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ อุตสาหกรรมคริปโทและสินทรัพย์ดิจิทัลของไทยกำลังเผชิญ “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง” มากกว่ากัน
ผศ.ดร. อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน หรือ อ.เอ็ม ผู้ร่วมก่อตั้ง ForwardX อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์และเจ้าของเพจ “ติดเล่ากับอาจารย์เอ็ม” เปิดเผยกับสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยว่า “รัฐอาจไม่ดันคริปโท แต่ระบบจริงจะเดินผ่านเอกชนและกลุ่มทุน”
อ.เอ็ม มองประเด็นนี้ผ่าน “โครงสร้างอำนาจ” มากกว่าการเมืองเชิงนโยบาย โดยชี้ว่า หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. หรือ regulator ใด ๆ ไม่อาจหลุดพ้นจากอิทธิพลของฝ่ายบริหารได้ เพราะสุดท้ายโครงสร้างบอร์ดและการตัดสินใจสำคัญยังถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจรัฐ
เมื่อเทียบกับพรรคอื่น ภูมิใจไทยไม่ได้มีนโยบายด้านคริปโทหรือบล็อกเชนที่ชัดเจนเหมือนพรรคเพื่อไทยในอดีต แต่สิ่งที่ต่างคือ “ความสัมพันธ์กับผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศ” ซึ่งอ.เอ็มมองว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ดี และมีผลประโยชน์ไปในทิศทางเดียวกัน
นั่นทำให้เขามองว่า แม้รัฐบาลอาจไม่ผลักดันนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับรัฐแบบโจ่งแจ้ง แต่ยุคนี้กลับอาจเป็น “ยุคเฟื่องฟูของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล”
เพราะสิ่งที่ติดขัดจริง ๆ ของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น ETF, Futures, ความชัดเจนด้านกฎหมาย การดูแลสินทรัพย์ หรือโครงสร้างบัญชี มีแนวโน้มถูกผลักดันผ่านภาคเอกชนที่ “คุยกับรัฐบาลได้”
ในมุมของอ.เอ็ม นโยบายรัฐอาจไม่ใช่ตัวแปรหลัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือรัฐบาล “ไม่ขัด” และเปิดพื้นที่ให้ ecosystem เดินต่อได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมคริปโทจะเติบโตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างอำนาจเอื้อให้ภาคเอกชนขยับตัวได้มากเพียงใด มากกว่าการประกาศเชิงสัญลักษณ์จากรัฐ
นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่มีนโยบายด้านสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโทฯ ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ทั้งในเชิงการส่งเสริมหรือการกำกับดูแล แต่ก็ไม่ได้มีสัญญาณเชิงลบหรือท่าทีที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้แต่อย่างใด
โดยนายนเรศ มองว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ก.ล.ต. หรือ ธปท. ก็น่าจะยังคงดำเนินนโยบายต่อเนื่องจากกรอบเดิมที่วางไว้ ทำให้ในระยะสั้น ภาพรวมของกติกาและโครงสร้างการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นายนเรศมองว่าเป็นเรื่องสำคัญและต้องติดตาม คือท่าทีของรัฐบาลต่อการจัดเก็บ ภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Capital Gains Tax) ว่าจะมีการทบทวน ปรับรูปแบบ หรือยกเลิกในอนาคตหรือไม่
ในมุมมองส่วนตัวของเขา ไม่ได้เห็นด้วยกับการยกเลิกภาษีดังกล่าว แต่มองว่ารัฐควรออกแบบโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับช่วงการเติบโตของอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้ภาษีกลายเป็นภาระที่ฉุดรั้งการพัฒนา และลดความสามารถในการแข่งขันของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ นายนเรศมองว่า หากต้องการให้อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เติบโต รัฐบาลควรมีบทบาทในการสนับสนุนหรืออย่างน้อยก็ไม่สร้างอุปสรรคเพิ่มเติม เนื่องจากในหลายประเทศ ภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทเชิงนโยบายอย่างจริงจังในการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้ปล่อยให้เป็นภาระของหน่วยงานราชการเพียงฝ่ายเดียว
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์และผู้อำนวยการ Binance TH Academy มองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการทำธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะในมิติของ “เสถียรภาพทางการเมือง” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนลงทุนระยะยาวของผู้ประกอบการคริปโท
โดยดร.กร ชี้ว่า การที่ตลาดทุนไทยตอบรับเชิงบวกหลังการเลือกตั้ง สะท้อนความคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะไม่ยืดเยื้อ และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่องมากขึ้น
ทั้งนี้ ดร.กร กล่าวว่า การเมืองมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนค่อนข้างมาก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายเฉพาะด้านสินทรัพย์ดิจิทัล แต่รวมถึงความชัดเจนของทิศทางประเทศโดยรวมด้วย
หากการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจจะเดินได้ง่าย นักลงทุนต่างชาติจะกล้าตัดสินใจมากขึ้น เงินทุนมีแนวโน้มไหลเข้า ซึ่งทั้งหมดส่งผลทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมคริปโทและเทคโนโลยีการเงิน
สำหรับสิ่งที่เขาอยากเห็นจากรัฐบาลชุดใหม่มากที่สุด คือไม่ใช่มีเพียงนโยบายด้านคริปโทโดยตรง แต่คือการมีนโยบายเศรษฐกิจที่ “ชัดเจน” และ “ต่อเนื่อง” ควบคู่กับกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่เอื้อต่อการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต. มีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสอดคล้องกัน
ทั้งนี้ ดร.กร ยอมรับว่ายังไม่เห็นนโยบายคริปโทที่ชัดเจนจากพรรคภูมิใจไทยในเชิงรายละเอียด แต่คาดว่า ทีมเศรษฐกิจของพรรคมีความแข็งแรง และหากรัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจหลักให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ก่อน
ซึ่งจะทำให้ประเด็นคริปโทและเศรษฐกิจดิจิทัลจะกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในลำดับถัดไป โดยเฉพาะเมื่อการกำหนดนโยบายเชิงปฏิบัติจะขึ้นอยู่กับทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
อ.ตั๊ม หรือ พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านบิตคอยน์ และผู้ก่อตั้ง RightShift มองประเด็นชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในมุมที่ลึกกว่าการเมืองเชิงพรรค โดยตั้งคำถามต่อ “โครงสร้างของระบบการปกครองและระบบเงิน” มากกว่าตัวบุคคลหรือรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง
โดยอ.ตั๊ม มองว่า ระบบรัฐบาลที่มีวาระเพียง 4 ปี มีข้อจำกัดในตัวเอง เพราะระยะเวลาที่สั้นไม่เอื้อต่อการวางนโยบายระยะยาวหรือการรักษาวินัยทางการเงินอย่างจริงจัง
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว อ.ตั๊มชี้ว่า นโยบายของทุกพรรคการเมืองมักหลีกเลี่ยงไม่พ้นการอัดฉีดเงิน การพักหนี้ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งแม้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระยะสั้น แต่ในภาพใหญ่กลับซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและทำให้มูลค่าของเงินในระบบลดลงอย่างต่อเนื่อง
จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงทำให้ประชาชนบางส่วนเริ่มมองหาทางเลือกอื่น นอกเหนือจากการถือเงินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของเขา Bitcoin เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับระบบเงินที่สามารถขยายปริมาณได้ตามดุลยพินิจของรัฐ
อ.ตั๊มย้ำว่า การพยายามแก้ปัญหาด้วยการเลือกคนดีหรือออกกฎระเบียบเพิ่มเติม ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของผู้ที่ไม่ประสงค์ดีได้อย่างแท้จริง เพราะกฎเกณฑ์เหล่านั้นยังอยู่ภายใต้อำนาจมนุษย์
ท้ายที่สุด อ.ตั๊มกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนรัฐบาลหรือการขยายวาระการดำรงตำแหน่ง คือการตั้งคำถามกับ “ระบบเงิน” ที่สังคมใช้
หากเงินเป็นสิ่งที่ผลิตได้ยากและอยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ ไม่ว่าใครจะมีอำนาจ ทุกฝ่ายก็ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นรากฐานของการมองอนาคตระยะยาวได้มากกว่าการเมืองในรอบเลือกตั้งแต่ละครั้ง

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย