
รวม 10 มุมมองจากนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญชื่อดังทั้งในไทยและต่างประเทศ เมื่อบิตคอยน์ร่วงแรงกว่า 40% จากจุดสูงสุด บางรายมองเป็นจุดซื้อ บางรายเตือนว่ายังอาจลงได้อีก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก
หลังจากที่ราคาบิตคอยน์ร่วงลงอย่างหนักในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากระดับราว 89,000 ดอลลาร์ในวันที่ 30 มกราคม สู่ระดับต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์ภายในไม่กี่วัน และล่าสุดก็ร่วงเฉียดหลุด 70,000 ดอลลาร์แล้ว
แรงขายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยในรอบสัปดาห์ราคาได้ลงแล้วกว่า 20% และห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH) ที่ 126,000 ดอลลาร์ ไปแล้วกว่า 40%
ท่ามกลางความผันผวนที่รุนแรงนี้ เราได้รวบรวม 10 มุมมองจากนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อสะท้อนความเห็นที่หลากหลายว่า ราคาบิตคอยน์ในตอนนี้อยู่ตรงไหนของวัฏจักรตลาด และควรเตรียมตัวอย่างไรในช่วงต่อจากนี้
Peter Schiff นักเศรษฐศาสตร์สายทองคำชื่อดัง และผู้วิจารณ์บิตคอยน์ตัวยง ได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ของตนว่า แม้ราคา Bitcoin จะเคยปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า แต่เมื่อพิจารณาในเชิงผลตอบแทนระยะยาว บิตคอยน์กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าพันธบัตรรัฐบาลและไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ด้วยซ้ำ
โดย Schiff มองว่า Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วย “ความเชื่อ” มากกว่า ปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง
Schiff ยังย้ำอีกว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่แท้จริง โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่อัตราเงินเฟ้อสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น และตลาดทุนเข้าสู่ภาวะปั่นป่วน
ทั้งนี้ Schiff ยังพาดพิงถึงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ที่หันมาสนับสนุน Bitcoin ว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ “ขัดแย้งในตัวเอง” พร้อมเปรียบเทียบกับประธานาธิบดีจีนที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ผลิตจริง และซื้อทองคำจริง มากกว่าจะเข้าไปสนับสนุนสินทรัพย์เก็งกำไรอย่างคริปโท
“ผู้นำจีนฉลาดเกินกว่าจะสนใจบิตคอยน์ ขณะที่พวกเราเผาทุนและทรัพยากรไปเปล่า ๆ พวกเขากลับกำลังสร้างโรงงานและซื้อทองคำ” Schiff กล่าว
Robert Kiyosaki นักเขียนหนังสือขายดี พ่อรวย สอนลูก ยังคงสนับสนุนการถือครอง Bitcoin อย่างชัดเจน แม้ในช่วงที่ราคาปรับฐานแรง
โดย Kiyosaki ระบุว่า การที่ตลาดคริปโทฯ ทองคำ และโลหะเงินร่วงลงพร้อมกันในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่สัญญาณความล้มเหลวของสินทรัพย์เหล่านี้ แต่เป็น “โอกาสซื้อ” สำหรับนักลงทุนที่มองการณ์ไกล
Kiyosaki เสริมว่า เวลาตลาดร่วง คนจนมักรีบขายสินทรัพย์ แต่คนรวยกลับถือเงินสดไว้เพื่อรอช้อนซื้อ พร้อมย้ำว่า เขายังถือทั้งทองคำ โลหะเงิน และ Bitcoin อยู่ครบ โดยมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ขายออกไปเพื่อใช้ซื้อบ้านใหม่ และรู้สึกเสียใจด้วยซ้ำที่ต้องขายในช่วงที่มองว่ายังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว
โดย Kiyosaki มองว่า Bitcoin, ทองคำ และเงิน เป็นทรัพย์สินที่ “แท้จริง” และจะมีบทบาทสำคัญในการรักษามูลค่าความมั่งคั่งในช่วงที่ระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะเมื่อความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และนโยบายการเงินของรัฐบาลเริ่มสั่นคลอน
“ตลาดกำลังลดราคาอยู่ แล้วคุณล่ะจะทำยังไง?” Kiyosaki กล่าว
แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล on-chain อย่าง CryptoQuant ระบุว่า บิตคอยน์กำลังเข้าสู่ช่วง “ตลาดหมี” อย่างเต็มตัว โดยชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายประการในโครงสร้างของตลาด ไม่ว่าจะเป็นแรงขายจากฝั่งสถาบัน, ปริมาณ Stablecoin ที่หดตัว และการหลุดแนวรับทางเทคนิคสำคัญอย่างเส้น MA365
ข้อมูลจาก CryptoQuant ชี้ว่าในปี 2026 นักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน Bitcoin ETF กลายเป็น “ผู้ขาย” ไปแล้วกว่า 16,000 BTC ตรงกันข้ามกับปี 2025 ที่เคยซื้อรวมกว่า 46,000 BTC
นอกจากนี้ ตลาด Stablecoin อย่าง USDT ก็มีมูลค่าลดลงต่อเนื่องเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่องที่หายไปจากระบบ
ขณะที่นักลงทุนฝั่งสหรัฐฯ ก็ยังไม่แสดงสัญญาณกลับเข้าตลาดอย่างชัดเจน Coinbase Premium ยังติดลบ และแรงซื้อจากต่างประเทศก็ลดลง รวมถึงราคา BTC ยังหลุดเส้น MA365 เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ CryptoQuant มองว่าอาจนำไปสู่การทดสอบระดับราคาใหม่ในโซน 60,000 ดอลลาร์ หรือต่ำกว่านั้น
อีกทั้ง เมื่อเปรียบเทียบกับรอบตลาดหมีในปี 2018 และ 2022 การปรับตัวลงของ BTC รอบนี้กลับเกิดขึ้นเร็วและแรงกว่ามาก โดยหลังจากหลุดเส้น MA365 ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ราคาได้ร่วงลงกว่า 23% ภายในเวลาเพียง 83 วัน ขณะที่รอบปี 2022 ร่วงเพียง 6% ในช่วงเวลาเท่ากัน
“เมื่อทั้งสถาบันไม่ซื้อ ตลาดไม่มีสภาพคล่อง และแนวรับสำคัญถูกเจาะลงมา เราคงต้องยอมรับว่านี่คือภาพของตลาดหมีที่แท้จริง” CryptoQuant กล่าว
แม้ราคาบิตคอยน์จะปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ Michael Saylor ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Strategy และบริษัทมหาชนที่ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงยืนยันในกลยุทธ์เดิม นั่นคือการ “ซื้อและถือไว้” โดยไม่สนใจความผันผวนของราคาในระยะสั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ Saylor ประกาศว่า MicroStrategy ได้เข้าซื้อบิตคอยน์เพิ่มอีก 855 BTC ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 87,974 ดอลลาร์ ทำให้ยอดถือครองทั้งหมดของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 713,502 BTC ที่ราคาต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 76,052 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ซึ่งสูงกว่าราคาบิตคอยน์ ณ ปัจจุบันแล้ว
แม้ตลาดจะเต็มไปด้วยความกลัว แต่ Saylor ยังคงแสดงจุดยืนผ่านข้อความสั้น ๆ ตามสไตล์ของเขา เช่น “Buy Bitcoin. Don’t Sell the Bitcoin.” ซึ่งตอกย้ำว่า เขายังคงเชื่อมั่นในบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งอนาคต ที่ควรถูกถือครองแบบไม่มีเงื่อนไขระยะสั้นเข้ามาแทรกแซง
“ความผันผวนคือของขวัญจากซาโตชิ…สำหรับคนที่เชื่อมั่นอย่างแท้จริง” Saylor ระบุ
ข้อมูลล่าสุดจาก Santiment ชี้ให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ยังคงผูกติดกับปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะการเมืองและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่ยังสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงคริปโทด้วย
ในช่วงที่ Bitcoin ร่วงลงสู่ระดับ 72,800 ดอลลาร์ Santiment ระบุว่า เป็นช่วงเดียวกับที่เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ จากการลงมติร่างงบประมาณของรัฐสภา ซึ่งหากไม่ผ่าน รัฐบาลอาจต้อง “ชัตดาวน์” ชั่วคราว
ความไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้เกิดแรงเทขายจากนักลงทุนทั่วโลก ทั้งในตลาดหุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล และทองคำ ถือเป็นการตอบสนองแบบ “risk-off” ที่นักลงทุนลดความเสี่ยงโดยพร้อมเพรียง
แม้สุดท้ายร่างกฎหมายจะผ่านไปได้ ทำให้ราคาฟื้นตัวกลับบางส่วน แต่ความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของตลาดยังคงอยู่ และสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของนักลงทุนรายใหญ่
โดย Santiment รายงานว่า “วาฬ” ที่ถือครอง BTC ระหว่าง 10–10,000 BTC ได้เทขายออกไปกว่า 50,000 เหรียญในช่วง 2 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยกลับกำลังเร่งสะสม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตรงข้ามกับช่วงขาขึ้นตามปกติ
Santiment เตือนว่า แม้ราคาจะดูเหมือนฟื้นตัว แต่ตราบใดที่ความไม่แน่นอนด้านการเมือง, อัตราดอกเบี้ย และโครงสร้างเงินทุนของสหรัฐฯ ยังไม่ชัดเจน เราอาจยังไม่เห็นแรงซื้อจริงจากสถาบันหรือ “smart money” กลับเข้าสู่ตลาดคริปโทได้ในเร็ววัน
“ความไม่แน่นอนในวอชิงตัน อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คริปโทยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่” Santiment กล่าว
PlanB นักวิเคราะห์ชื่อดัง โดยมีผู้ติดตามกว่า 2.1 ล้านคน ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในโมเดล Stock-to-Flow ของเขาว่า บิตคอยน์ยัง “ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป” แม้ราคาจะร่วงลงแรงจากจุดสูงสุดรอบล่าสุด
โดย PlanB ยังยืนยันว่า มูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ตามโมเดลของ Stock-to-Flow แล้วควรอยู่ที่ระดับ 500,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
PlanB วิเคราะห์ว่า บิตคอยน์ปิดเดือนมกราคมที่ระดับ 78,000 ดอลลาร์ ซึ่งลดลงราว 40% จาก ATH ที่ 126,000 ดอลลาร์ พร้อมกับ RSI ที่ตกลงมาอยู่ที่ 49 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50 และบ่งชี้ว่าเข้าสู่ช่วงตลาดหมี คล้ายกับรอบปี 2014, 2018 และ 2022
เขาได้เสนอ 3 ความเป็นไปได้สำหรับจุดต่ำสุดของรอบนี้ ตั้งแต่
ทั้งนี้ PlanB ยังได้ทำโพลให้ผู้ติดตามของเขามาร่วมโหวต โดยมีผู้เข้ามาร่วมโหวตกว่า 19,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ (ราว 47%) มองว่าแนวรับสำคัญจะอยู่ที่ช่วง 50,000–60,000 ดอลลาร์ ขณะที่มีราว 14% ที่เชื่อว่าราคาจะร่วงลงไปถึงระดับ 25,000 ดอลลาร์
แม้จะยอมรับว่า “ไม่มีโมเดลไหนแม่นยำ 100%” แต่ PlanB ยังมองว่าแนวโน้มในระยะกลางยังเป็นขาขึ้น หากพิจารณาจากวัฏจักร Halving ซึ่งรอบนี้อาจเกิดการเลื่อนของตลาดกระทิง จากปีที่ 1–2 ไปสู่ปีที่ 3–4 หลัง Halving แทน
แชมป์ กิตติทัศน์ เบญจเจริญพัฒน์ ยูทูปเบอร์ผู้ก่อตั้งช่อง I Learn A Lot ได้โพสต์ลง Facebook ว่า การร่วงลงของบิตคอยน์ในตอนนี้ อาจเป็นการเข้าสู่ “ช่วงแห่งความจริง” หรือ Reality Check หลังจากที่ตลาดเคยพุ่งแรงจากความคาดหวังในปี 2025 ซึ่งเป็นปีแห่ง euphoria และแรงขับเคลื่อนทางการเมือง
เขาชี้ว่า แม้รัฐบาลและผู้นำหลายภาคส่วนจะออกตัว “โปรคริปโต” ไม่ว่าจะเป็นโดนัลด์ ทรัมป์, ประธานเฟดคนใหม่, หรือแม้แต่ ซีอีโอของกองทุนยักษ์ใหญ่
แต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่าง ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น, ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์, และภาวะการเงินตึงตัว คือสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดคริปโทเข้าสู่ภาวะหดตัว สภาพคล่องหาย นักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย และราคา Bitcoin ร่วงเหลือไม่ถึง 75,000 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่วัน
นอกจากนี้ กิตติทัศน์ยังเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของ วัฏจักร 4 ปีของคริปโท ที่มักจะมี “ช่วงพุ่งแรง” ในปีแรกและปีที่สองหลัง Halving ก่อนเข้าสู่ช่วงปรับฐานแรงในปีที่สาม ซึ่งก็คือปี 2026 พอดี
โดยกิตติทัศน์มองว่า นี่อาจเป็นจังหวะการ “ล้าง Leverage” และ “สลัดเม่า” ออกจากระบบ เพื่อสร้างฐานใหม่ก่อนเข้าสู่รอบถัดไป
“แม้ macro จะแย่ แต่ Halving Cycle ยังคงเป็น pattern ที่แข็งแกร่งที่สุดในคริปโต” — กิตติทัศน์ กล่าว
ลุงโฉลก สัมพันธารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chaloke Dot Com มองว่า แนวโน้มของ Bitcoin ในตอนนี้ยังคงเป็นขาลงอย่างชัดเจน
แม้ในช่วงต้นปี 2026 จะมีสัญญาณดีดตัวขึ้นเล็กน้อย (false buy signal) แต่ในมุมมองของลุงโฉลก นั่นคือเพียงการดีดกลับเพื่อ “หลอกให้ Long” เท่านั้น ซึ่งสุดท้ายราคาก็ยังกลับลงมาตามเทรนด์หลัก
ในมุมมองของลุงโฉลก มองว่า Bitcoin อาจมีโอกาสย่อตัวลงไปทดสอบระดับ 30,000 ดอลลาร์ ได้ในรอบนี้
“การมี Mindset ที่ถูกต้อง คือการวาง Position ให้เราพอใจทั้งตอนตลาดขึ้น และตอนตลาดลง” ลุงโฉลก กล่าว
สัญชัย ปอปลี ซีอีโอของ Cryptomind Group ระบุว่า ความผันผวนของตลาดในตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ Bitcoin แต่เป็นผลสะท้อนจาก “ความไม่มั่นคงของระบบการเงินโลก” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของทองคำ ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเหนือความคาดหมายในรอบหลายสิบปี
โดยสัญชัย กล่าวว่า ทองคำพุ่งทำ All-Time High แตะ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และ 30% ในแค่เดือนมกราคม
การเคลื่อนไหวที่รุนแรงจนดูคล้าย “เหรียญมีม” มากกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยที่คุ้นเคย โดยมีแรงหนุนสำคัญจากความพยายาม De-Dollarization ของธนาคารกลางทั่วโลก, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์, การ “ชัตดาวน์” ของรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤตหนี้ที่เริ่มกดดันเฟดให้ต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องอีกครั้ง
ในขณะที่ทองคำถูกมองว่าเป็น “เกราะป้องกัน” จากวิกฤต สัญชัยมองว่า Bitcoin ยังทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะ “ดาบแห่งโอกาส” ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากการที่ราคา BTC ย่อตัวลงมากกว่า 35% จากจุดสูงสุด และเงินทุนยังไหลออกจาก Bitcoin Spot ETF อย่างต่อเนื่องกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าวัฏจักรของ Bitcoin มักจะ ตามหลังทองคำราว 100–150 วัน และตอนนี้คือช่วงเวลาเดียวกับในอดีตรอบก่อนที่บิตคอยน์เริ่มฟื้นตัวเมื่อเทียบกับราคาทองคำ เขาจึงมองว่า มีความเป็นไปได้ว่า “เงินจากทอง” จะเริ่มไหลเข้าสู่ Bitcoin อีกครั้งในช่วงเดือนมีนาคมนี้
สัญชัย เสริมว่า คำตอบอาจไม่ใช่การเลือกระหว่างทองคำหรือ Bitcoin แต่อาจเป็นการถือทั้งสองควบคู่กัน” ทองคำทำหน้าที่เป็น “เกราะ” ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงและรักษามูลค่าในช่วงวิกฤต ขณะที่ Bitcoin ทำหน้าที่เป็น “ดาบ” ที่สร้างโอกาสจากการเติบโตของสภาพคล่อง และมี Upside สูงกว่าในระยะยาว
“เมื่อโลกการเงินกำลังเคลื่อนจาก ‘ความเชื่อมั่น’ ไปสู่ ‘ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง’ การถือเพียงสินทรัพย์เดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป” สัญชัย กล่าว
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการ FETCO ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับตัวลงของราคาบิตคอยน์ในรอบนี้ อาจเป็นการสิ้นสุด “โปรโมชันรอบแรก” ที่เกิดจากความคาดหวังทางการเมืองและนโยบายสนับสนุนคริปโทในสหรัฐฯ
โดยดร.กอบศักดิ์ชี้ว่า หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งและประกาศจุดยืน “Pro-Crypto” ผู้นำหน่วยงานกำกับดูแลที่ต่อต้านคริปโท เช่น ประธาน SEC และรองประธานเฟด ต่างทยอยลาออก เปิดทางให้เกิดความคาดหวังใหม่ เช่น การอนุมัติ Bitcoin ETF และแนวคิด “Strategic Bitcoin Reserve” ของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า เมื่อรายละเอียดของ Strategic Bitcoin Reserve ถูกเปิดเผย กลับกลายเป็นเพียงการ “ยึดเหรียญ” จากแหล่งต่าง ๆ มากกว่าจะเป็นการลงทุนด้วยเงินสดใหม่เข้าสู่ตลาด ทำให้นักลงทุนจำนวนมาก “ผิดหวัง” และแรงขับเคลื่อนต่อจากนั้นก็อ่อนแรงลง จนนำไปสู่การปรับฐานจากระดับสูงสุดที่ 126,210 ดอลลาร์กลับลงมาสู่ระดับ 70,600 ดอลลาร์ซึ่งใกล้เคียงกับจุดเดิมเมื่อ 14 เดือนก่อน
ดร.กอบศักดิ์ เสริมว่านักลงทุนยังต้องจับตาว่า “เจ้าของไอเดีย Crypto Capital” จะมีโปรใหม่ออกมาอีกหรือไม่ เพราะตอนนี้ทรัมป์กำลังเผชิญกับสารพัดปัญหา ทั้งอิหร่าน กรีนแลนด์ เวเนซุเอลา จีน ไปจนถึงมินนิโซตา จนอาจไม่มีเวลาสานต่อนโยบายคริปโทตามที่เคยสัญญาไว้
“มาดูกันครับว่า เจ้าของไอเดีย Crypto Capital จะมีโปรใหม่ออกมาหรือไม่… แต่ที่แน่ ๆ โปรแรกคงจบผลตรงนี้!” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
อ้างอิง : PeterSchiff Kiyosaki CryptoQuant Saylor Santiment PlanB ILearnalot Cryptomind Chaloke Dr.KOB

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย