
หากจะถามว่า Bitcoin ถูกวิจารณ์เรื่องอะไรมากที่สุด หนึ่งในคำตอบที่มักถูกยกขึ้นมาคือ “มันไม่มีมูลค่า” หรือที่เรียกว่า Intrinsic Value ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เชื่อใน Bitcoin คำอธิบายนี้แทบจะเป็นบทสรุป เพราะเมื่อไม่มีมูลค่าในตัวเอง มันก็ถูกมองว่าไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำอธิบายนี้อาจจะ “ง่ายเกินไป” สำหรับสิ่งที่ Bitcoin กำลังท้าทายอยู่ เพราะหากลองขยายคำถามให้ลึกขึ้น จะพบว่า สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถาม ไม่ได้มีแค่ตัว Bitcoin เพียงอย่างเดียว
แต่มันลามไปถึงนิยามของคำว่า “มูลค่า” ที่เราใช้กันมาทั้งระบบเพราะในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนแบบดั้งเดิม มองว่ามูลค่าต้องมีพื้นฐานรองรับ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ กระแสเงินสด หรือการใช้งานจริง
อีกฝั่งหนึ่งกลับตั้งคำถามว่า มูลค่า…จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่ และเมื่อคำถามเริ่มเปลี่ยน คำตอบเกี่ยวกับ Bitcoin ก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย
จะเห็นว่าคำตอบ แตกออกเป็นสองโลกอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือ นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนแบบดั้งเดิม อีกฝั่งคือ Bitcoiner ที่มองโลกการเงินต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ถ้ามองตามหลักของเศรษฐศาสตร์ทั่วไปและการลงทุนแบบดั้งเดิม “มูลค่า” ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ต้องมีที่มาและสามารถอธิบายได้จากพื้นฐานบางอย่าง
โดยทั่วไป สินทรัพย์ที่มีมูลค่าจะต้องเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ความสามารถในการสร้างรายได้หรือกระแสเงินสด, การใช้งานที่ชัดเจนในโลกเศรษฐกิจจริง หรือการเป็นสินทรัพย์ที่สามารถจับต้องได้
แนวคิดนี้ทำให้มูลค่าไม่ใช่เรื่องของ “ความเชื่อเพียงอย่างเดียว” แต่เป็นสิ่งที่สามารถประเมิน วิเคราะห์ และเปรียบเทียบได้
แต่เมื่อ Bitcoin เริ่มเป็นที่รู้จักและมีคนสนใจมากขึ้น กรอบคิดนี้ก็เริ่มถูกนำมาตั้งคำถามทันที เพราะ Bitcoin ไม่ได้สร้างรายได้แบบแน่นอน ไม่มีดอกเบี้ย และไม่ได้มีสินทรัพย์ใดรองรับโดยตรง
ทำให้ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า มูลค่าของ Bitcoin จึงไม่ได้เกิดจากพื้นฐาน แต่เกิดจาก “ความต้องการของตลาด” หรือความเชื่อของผู้ถือเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลสำคัญว่า หากความเชื่อนั้นเปลี่ยนไป มูลค่าก็อาจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
อีกประเด็นหนึ่งคือ เรื่องของความผันผวน สินทรัพย์ที่ถูกมองว่าเป็น “Store of Value” ควรมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง แต่ Bitcoin กลับมีความผันผวนสูง ทำให้ยังถูกตั้งคำถามว่าเหมาะสมกับบทบาททางเศรษฐกิจหรือไม่
เมื่อรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จึงมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันว่าหากสินทรัพย์หนึ่งไม่สามารถอธิบายมูลค่าด้วยพื้นฐานได้ ก็ยากที่จะเรียกมันว่า “มีมูลค่าที่แท้จริง” ในความหมายแบบดั้งเดิม และนี่คือจุดตั้งต้นของคำวิจารณ์ที่ว่า Bitcoin “ไม่มี Intrinsic Value”
Peter Schiff เป็นหนึ่งในนักวิจารณ์ Bitcoin ที่มีจุดยืนชัดเจนมาโดยตลอด เขามองว่า Bitcoin ไม่ได้มีมูลค่าที่แท้จริง และราคาที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากแรงเก็งกำไรเป็นหลัก มากกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจใด ๆ
ในมุมมองของ Schiff สินทรัพย์ที่ควรมีมูลค่าจะต้องมี “ที่มา” ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานจริงหรือความสามารถในการสร้างรายได้ แต่ Bitcoin ไม่ได้มีคุณสมบัติเหล่านั้น จึงไม่สามารถอธิบายมูลค่าได้ในกรอบเดียวกับสินทรัพย์ทั่วไป
Schiff ยังมองอีกว่า ความต้องการที่ผลักดันราคา Bitcoin นั้นเกิดจากความเชื่อของนักลงทุนเป็นหลัก ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเมื่อความเชื่อนั้นลดลง ราคาก็มีโอกาสปรับตัวลงอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ เขายังเปรียบเทียบ Bitcoin กับทองคำ ซึ่งในสายตาของเขา ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพราะมีประวัติยาวนาน ใช้งานได้จริง และได้รับการยอมรับมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Bitcoin ยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองในระดับนั้นได้
ด้าน Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเศรษฐศาสตร์ มองว่า Bitcoin ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจจริงในแบบที่สินทรัพย์ทั่วไปควรจะเป็น ไม่มีรายได้ ไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ได้ให้ประโยชน์เชิงการผลิตหรือบริการที่ชัดเจน สิ่งที่ผลักดันราคา จึงไม่ใช่พื้นฐาน แต่เป็นความคาดหวังของนักลงทุนว่า “จะมีคนมาซื้อในราคาที่สูงกว่า”
ขณะที่ Nouriel Roubini นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้ฉายาว่า “Dr.Doom” มองว่าตลาดคริปโทมีลักษณะของฟองสบู่ขนาดใหญ่ ที่ขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรและพฤติกรรมของฝูงชน เขามองว่า Bitcoin ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเงินในความหมายที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หรือหน่วยวัดมูลค่า และยังมีความผันผวนสูงเกินกว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่มั่นคงได้
เมื่อรวมมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้เข้าด้วยกัน จะเห็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจนว่า Bitcoin ในสายตาของพวกเขา ไม่ได้มีมูลค่าที่อธิบายได้จากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วย “ความเชื่อ” และความคาดหวังของผู้ถือเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลว่า หากความเชื่อนั้นเปลี่ยนไป ราคาก็อาจปรับตัวลงได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง คือบทบาทของ Bitcoin ในฐานะ “เงิน” เพราะในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ เงินที่ดีควรสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีเสถียรภาพ ทั้งในแง่ของการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หน่วยวัดมูลค่า และที่เก็บมูลค่า
แต่ Bitcoin กลับมีความผันผวนสูง ทำให้ยังถูกมองว่ายากที่จะทำหน้าที่เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกเศรษฐกิจจริง
ด้วยเหตุนี้ ข้อสรุปของนักเศรษฐศาสตร์สายวิพากษ์จึงมักไปในทิศทางเดียวกันว่า หากสินทรัพย์หนึ่งไม่สามารถอธิบายมูลค่าด้วยพื้นฐานได้ ก็ยากที่จะเรียกมันว่า “มีมูลค่าที่แท้จริง” ในความหมายแบบดั้งเดิม
และนี่เอง คือเหตุผลที่ Bitcoin มักถูกนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นเพียงฟองสบู่ หรือสินทรัพย์เก็งกำไร มากกว่าสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในระยะยาว
ในฝั่งนักลงทุนไทย มุมมองต่อ Bitcoin ก็มีความชัดเจนไม่แพ้นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ในฐานะนักลงทุนสาย VI มองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่มีพื้นฐานในการประเมินมูลค่า”
เพราะในกรอบการลงทุนแบบดั้งเดิม สินทรัพย์ควรสามารถวิเคราะห์มูลค่าได้จาก รายได้, กระแสเงินสดหรือความสามารถในการสร้างผลตอบแทน
แต่ Bitcoin ไม่ได้มีองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ในแบบเดียวกับหุ้นหรือสินทรัพย์ทั่วไป ราคาที่เพิ่มขึ้นจึงถูกมองว่าเกิดจากการที่มีคนยอมซื้อในราคาที่สูงขึ้นมากกว่าจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของตัวสินทรัพย์
ขณะที่ พิชัย จาวลา มอง Bitcoin ในอีกมิติหนึ่ง โดยไม่ได้โฟกัสแค่เรื่อง “มูลค่า” แต่ตั้งคำถามไปถึง “โครงสร้างของตลาด” และพฤติกรรมของนักลงทุน ผ่านแนวคิด “คนส่วนน้อย vs คนส่วนใหญ่”
พิชัยเปรียบว่า Bitcoin เป็นเพียง “หน่วยคอมพิวเตอร์หน่วยหนึ่ง” ที่ผู้คนไปให้ค่ากันเอง และมองว่าเป็นสิ่งที่ “อ่อนแอที่สุดในโลก” เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งเขามองว่าเป็นระบบที่แข็งแกร่งที่สุด
โดยเขาเชื่ออีกว่า ข่าวดีเกี่ยวกับ Bitcoin ถูก Price in ไปเกือบหมดแล้วทำให้ upside จำกัด แต่ downside อาจรุนแรงกว่าที่หลายคนคาด และเปรียบการเข้าไปลงทุนในช่วงที่ทุกอย่างดูดีว่า “เหมือนวิ่งเก็บเศษเหรียญบนทางด่วน”
เมื่อมองจากนักเศรษฐศาสตร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ จะเห็นว่ารวมมุมมองของนักนี้เข้าด้วยกัน จะเห็นภาพที่สอดคล้องกันว่า Bitcoin อาจไม่ได้มีมูลค่าที่มั่นคงในแบบที่นักลงทุนแบบดั้งเดิมคุ้นเคย
และนี่คืออีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องในโลกของการลงทุน
ฝั่งนักเศรษฐศาสตร์ตั้งคำถามว่า Bitcoin ไม่มี Intrinsic Value แต่ฝั่ง Bitcoiner กลับมองว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ Bitcoin แต่เป็น “นิยามของมูลค่า” ที่แตกต่างกันตั้งแต่ต้น
สำหรับพวกเขา มูลค่าไม่ได้จำเป็นต้องมาจากรายได้หรือกระแสเงินสดเสมอไป แต่สามารถเกิดจาก “คุณสมบัติ” และ “บทบาท” ของสิ่งนั้นในระบบเศรษฐกิจ
ในมุมมองของ Michael Saylor ผู้ก่อตั้งบริษัท Strategy หรือเดิมที่รู้จักกันในชื่อ MicroStrategy ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ถือบิตคอยน์มากที่สุดในโลก กล่าวไว้ว่า Bitcoin คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีคุณค่าเพราะ “ความขาดแคลน”
Bitcoin ถูกออกแบบให้มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ และไม่สามารถเพิ่มได้โดยใครก็ตาม ซึ่งในสายตาของ Saylor ความขาดแคลนที่ตรวจสอบได้ทางคณิตศาสตร์นี้ ทำให้ Bitcoin มีความน่าเชื่อถือมากกว่าสินทรัพย์แบบดั้งเดิมอย่างทองคำ
Saylor มองว่า มูลค่าของ Bitcoin ไม่ได้มาจากการสร้างรายได้ แต่มาจากความสามารถในการ “เก็บรักษามูลค่า” ได้ในระยะยาว เมื่อนำ Bitcoin ไปเทียบกับสินทรัพย์อื่น อสังหาริมทรัพย์ ปัญหาคือเคลื่อนย้ายยาก ส่วนทองคำ ปัญหาคือเก็บและขนย้ายมีต้นทุน
จากปัญหาดังกล่าว Bitcoin จึงถูกมองว่าเป็น “Digital Gold” หรือทองคำในโลกดิจิทัล ที่สามารถเก็บและเคลื่อนย้ายมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพในโลกที่เชื่อมต่อกัน
ด้าน Jack Dorsey มองว่า Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็บมูลค่า แต่มันคือ “เงิน” เขาแยก Bitcoin ออกจากคริปโทอื่นอย่างชัดเจน โดยมองว่า Bitcoin ควรถูกมองเป็นระบบการชำระเงิน ไม่ใช่สินทรัพย์เก็งกำไร
ในมุมมองนี้ มูลค่าของ Bitcoin ไม่ได้อยู่ที่การถือเพื่อรอราคาเพิ่มขึ้น แต่เกิดจาก “การถูกใช้งานจริง” ในชีวิตประจำวัน เขาย้ำว่า หาก Bitcoin ไม่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นระบบการชำระเงินที่ผู้คนใช้จริงได้ มันอาจค่อย ๆ สูญเสียความสำคัญลงในระยะยาว
โดยแนวคิดของ Dorsey ก็ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ Bitcoin ใน whitepaper ของ Satoshi Nakamoto ที่ระบุชัดว่า Bitcoin คือ “Peer-to-Peer Electronic Cash System” ไม่ใช่แค่สินทรัพย์สำหรับเก็บมูลค่า
อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง RightShift และบิตคอยน์เนอร์ชื่อดังในไทย ระบุว่า แนวคิดเรื่อง Intrinsic Value อาจเป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจผิดมาตั้งแต่ต้น
“Intrinsic Value เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีอะไรในโลกนี้หรือจักรวาลนี้ ที่มีสิ่งที่เรียกว่า Intrinsic Value” อ.ตั๊ม กล่าว
อ.ตั๊ม มองว่า “มูลค่า” ไม่ใช่สิ่งที่ติดอยู่กับวัตถุ แต่เป็นเรื่องของความต้องการของมนุษย์ในแต่ละช่วงเวลา สิ่งเดียวกันอาจมีค่ามากสำหรับคนหนึ่ง แต่ไม่มีค่าเลยสำหรับอีกคน
เมื่อมูลค่าไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในตัววัตถุ สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามจึงเปลี่ยนไปเป็นว่าสิ่งนั้น “ให้คุณค่าอะไรกับมนุษย์” ในมุมมองของอาจารย์ตั๊ม เงินไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับใช้จ่าย แต่คือ “เทคโนโลยีในการเก็บออม”
พูดง่าย ๆ คือ มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเก็บ “พลังงาน” จากการทำงานในวันนี้ ไว้ใช้ในอนาคตได้ การมีเงินจึงทำให้มนุษย์ไม่จำเป็นต้องออกไปล่าสัตว์หรือหาอาหารทุกวัน แต่สามารถเก็บผลลัพธ์จากแรงงานไว้ และนำไปใช้เมื่อใดก็ได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สังคมและอารยธรรมสามารถพัฒนาได้
นอกจากนี้ เงินยังเป็นตัวกลางที่ทำให้เกิด “การแบ่งงานกันทำ” ผู้คนสามารถเลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัด สร้างผลผลิตส่วนเกิน (Excess) แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าและบริการอื่นในอนาคต ส่งผลให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ตั๊มตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มนุษย์อาจถูกทำให้เข้าใจบทบาทของเงินผิดไป จากเดิมที่เงินควรเป็นเครื่องมือสำหรับ “เก็บออม” กลับถูกมองว่าเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อ “ใช้จ่าย”
ซึ่งเป็นผลจากระบบเงินเฟียต (Fiat Money) ที่สามารถถูกสร้างขึ้นได้โดยนโยบายของรัฐ ทำให้ผู้คนไม่สามารถเก็บมูลค่าไว้ในรูปของเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องหันไปเก็บมูลค่าในสินทรัพย์อื่นแทน เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือของสะสมต่าง ๆ
ดังนั้น การพยายามหาว่า Bitcoin มี “มูลค่าในตัวเอง” หรือไม่ อาจเป็นคำถามที่ตั้งผิดตั้งแต่แรก ในมุมมองนี้ สิ่งที่ควรถามไม่ใช่ว่า Bitcoin มีมูลค่าไหม แต่คือ มันทำหน้าที่อะไรได้ดีแค่ไหนในระบบเศรษฐกิจ
หากจะนำสองฝั่งนี้มานั่งถกกัน ต่อให้ผ่านไปอีก 10 ปี บทสนทนานี้ก็คงยังไม่จบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง Bitcoin อาจไม่ใช่สิ่งที่ “ไม่มีตัวตน” อย่างที่ถูกวิจารณ์ เพราะตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา มันได้พิสูจน์บางอย่างให้เห็นแล้ว
ทั้งการอยู่รอดผ่านวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า การค่อย ๆ ถูกยอมรับในระดับสถาบัน การมี Bitcoin ETF หลายประเทศเริ่มหันมาสนใจ และการ กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถูกพูดถึงในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์นั้นอาจยังไม่สมบูรณ์ เพราะสิ่งที่ Bitcoin กำลังเผชิญ ไม่ใช่แค่ความผันผวนของราคา แต่คือการถูกทดสอบในระดับ “แนวคิด” ว่ามันสามารถทำหน้าที่เป็นเงิน หรือเป็นที่เก็บมูลค่าในระยะยาวได้จริงหรือไม่
สุดท้ายแล้ว ความขัดแย้งเรื่อง Bitcoin อาจไม่ใช่เรื่องว่า “มันมีค่าหรือไม่มีค่า” แต่คือ เรากำลังใช้ “นิยามของมูลค่า” คนละแบบ ฝั่งหนึ่งต้องการพื้นฐานที่วัดได้ อีกฝั่งมองว่ามูลค่าคือสิ่งที่มนุษย์ให้ความหมาย
และนี่เอง คือเหตุผลที่คำถามเดิม “Bitcoin มี Intrinsic Value หรือไม่” ยังคงไม่มีคำตอบเดียวมาจนถึงวันนี้ และบางที คำตอบนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่การถกเถียง แต่อยู่ที่กาลเวลา เพราะสำหรับสินทรัพย์ที่เพิ่งมีอายุเพียง 17 ปี เรื่องราวของ Bitcoin อาจยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
อ้างอิง : brooking.edu efinancethai beincrypto businessinsiders cnbc interest stuff FollowtheMoney finance.yahoo osl

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย