
ทุกวันนี้ แทบทุกครั้งที่เราจะต้องทำธุรกรรมสำคัญ เราก็มักต้องหยิบบัตรประชาชนขึ้นมาเสมอ เปิดบัญชีธนาคาร เข้าโรงพยาบาล สมัครบริการออนไลน์ หรือแม้แต่การถ่ายสำเนาบัตร พร้อมเขียนว่า “สำเนาถูกต้อง ใช้สำหรับ…เท่านั้น” จนกลายเป็นภาพที่เราคุ้นชินไปโดยไม่ทันตั้งคำถาม
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เอกสารที่เราให้ไป เราจะรู้ได้ยังไง ว่าเขาจะไม่เอาไปทำอะไรอย่างอื่น ในยุคที่ข่าวฐานข้อมูลรั่วไหลเกิดขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์รู้ชื่อ-นามสกุล เลขบัตร อีกทั้งยังรู้ยันที่อยู่ของเราได้อย่างแม่นยำ
ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized) ที่สังคมไทยใช้กันมานาน เริ่มแสดงให้เห็นข้อจำกัดชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลส่วนตัวหนึ่งชุดถูกถ่ายสำเนา กระจาย และเก็บอยู่ในหลายองค์กร โดยที่เจ้าของข้อมูลแทบไม่มีอำนาจควบคุม
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็เดินหน้าสู่ยุคดิจิทัลผ่านโครงการอย่าง NDID, แอปฯ ThaID หรือแนวคิด Digital Wallet ซึ่งสะท้อนว่ารัฐเองก็กำลังปรับตัวครั้งใหญ่
แต่ในระดับสากล หลายประเทศเริ่มก้าวไปอีกขั้น ด้วยการนำเทคโนโลยี “บล็อกเชน” มาใช้เป็นรากฐานของระบบตัวตนดิจิทัลที่ตั้งเป้าให้ ปลอมแปลงได้ยาก ลดจุดเสี่ยงการแฮ็ก และเปิดโอกาสให้ “เราเป็นเจ้าของเอง 100%”
บทความนี้จะพาไปสำรวจภาพใหญ่ของโลก ตั้งแต่ประเทศที่นำบัตรประชาชนขึ้นบล็อกเชนจริง ระบบ Mobile ID ที่รองรับคนนับล้านในเอเชีย ไปจนถึงแนวคิด Self-Sovereign Identity ในโลก Web3
หากวันหนึ่ง “บัตรประชาชน” กลายเป็นกุญแจดิจิทัลบนบล็อกเชน ชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร และเราพร้อมแค่ไหนสำหรับอนาคตที่ตัวตนของเราอาจไม่ต้องพกบัตรประชาชนติดกระเป๋าอีกต่อไป
บัตรประชาชนแบบพลาสติกที่เราใช้กันมานาน ถูกออกแบบมาเพื่อโลกออฟไลน์ โลกที่การทำธุรกรรมต้องไปแสดงตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ต้องยื่นเอกสารตัวจริง และต้องมีสำเนาเก็บไว้เป็นหลักฐาน
แต่ปัจจุบัน พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้เราโอนเงินผ่าน Mobile Banking มากกว่าใช้เงินสด เปิดบัญชีออนไลน์แบบที่ไม่ต้องไปธนาคาร หรือยื่นภาษีผ่านเว็บไซต์ เรียกได้ว่าสมัยนี้ทุกอย่างแทบจะทำบนออนไลน์ได้หมดแล้ว
แล้วปัญหาคืออะไร ? ปัญหาคือ โครงสร้าง “ตัวตน” ของเรายังยึดโยงอยู่กับระบบเดิม
แม้บริการจำนวนมากจะย้ายขึ้นออนไลน์ แต่กระบวนการยืนยันตัวตนในไทยยังอิงกับเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และภาพถ่ายบัตรประชาชนอยู่เสมอ หลายครั้งเราต้องอัปโหลดสำเนาบัตร เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง หรือยืนยันตัวตนซ้ำ ๆ กับหลายหน่วยงาน
สิ่งนี้สะท้อนว่า การอัปโหลดสำเนาบัตรประชาชนไม่ใช่การใช้ “ระบบดิจิทัลที่แท้จริง” แต่เป็นเพียงการแปลงเอกสารกระดาษให้เป็นไฟล์แล้วส่งต่อออนไลน์เท่านั้น โครงสร้างเบื้องหลังยังคงเป็นระบบแบบเดิม เพียงแค่เปลี่ยนช่องทางเท่านั้น
ในชีวิตจริง สำเนาบัตรประชาชนของคนไทยหนึ่งคนอาจกระจายอยู่ในธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม โรงพยาบาล บริษัทประกัน แพลตฟอร์มออนไลน์ และหน่วยงานรัฐอีกหลายแห่ง
แล้วถ้าข้อมูลเรารั่วไหลละ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?
ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Centralized Database) ทำให้แต่ละองค์กรต้องเก็บข้อมูลลูกค้าไว้เอง ซึ่งหมายความว่า “ความเสี่ยง” เพิ่มขึ้นตามจำนวนองค์กรที่ถือข้อมูล ยิ่งมีการถ่ายสำเนามากเท่าไร โอกาสเกิด Data Breach ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อบัญชีโซเชียลมีเดียถูกแฮ็ก เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านได้ แต่หากเลขบัตรประชาชนหรือข้อมูลสำคัญรั่วไหล เราแทบไม่มีทางแก้ไขได้เลย เพราะมันคือข้อมูลถาวรที่ผูกกับตัวตนตลอดชีวิต
นี่คือข้อจำกัดสำคัญของระบบตัวตนแบบเดิม มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับภัยคุกคามไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน
ทุกครั้งที่เปิดบัญชีใหม่ สมัครบริการใหม่ หรือทำ KYC กับแพลตฟอร์มใหม่ เราต้องยืนยันตัวตนซ้ำ ๆ แม้ข้อมูลจะเหมือนเดิมทั้งหมด กระบวนการเหล่านี้สร้างต้นทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ
ในระดับประเทศ ต้นทุนการจัดเก็บ ตรวจสอบ และปกป้องข้อมูลมหาศาลเหล่านี้คือภาระด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี
เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ระบบตัวตนที่ยึดโยงกับบัตรพลาสติกและฐานข้อมูลรวมศูนย์จึงเริ่มไม่สอดคล้องกับบริบทใหม่
ที่สำคัญคือ “บัตรประชาชนจะหายไปหรือไม่” แต่คือ “เราจะออกแบบระบบตัวตนแบบใหม่อย่างไร ให้ปลอดภัยกว่าเดิม และให้เจ้าของข้อมูลมีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม”
เมื่อปัญหาหลักของบัตรประชาชนแบบเดิมคือการรวมศูนย์ข้อมูล การปลอมแปลง และการที่เจ้าของข้อมูลไม่มีอำนาจควบคุม บล็อกเชนจึงถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานความเชื่อถือ” รูปแบบใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องตัวตนไปโดยสิ้นเชิง
ระบบเดิมบังคับให้แต่ละองค์กรต้องเก็บสำเนาบัตรประชาชนไว้เอง ทำให้ข้อมูลกระจายอยู่หลายที่และเพิ่มจุดเสี่ยงการรั่วไหล แต่หากนำบล็อกเชนมาใช้ ตัวตนดิจิทัลสามารถอ้างอิงผ่านรหัสเข้ารหัส (Cryptographic Proof) แทนการส่งสำเนาเอกสารจริง
แทนที่เราจะต้องส่งไฟล์ หรือสำเนาบัตรประชาชนให้ทุกหน่วยงาน ระบบสามารถให้เรา “พิสูจน์ว่าเป็นเรา” ผ่านกุญแจดิจิทัลได้ โดยที่ข้อมูลต้นฉบับไม่จำเป็นต้องถูกคัดลอกซ้ำไปเรื่อย ๆ
หัวใจของบล็อกเชนคือระบบกุญแจสาธารณะ–กุญแจส่วนตัว (Public/Private Key) เจ้าของตัวตนถือกุญแจส่วนตัวไว้เอง และใช้มันลงลายเซ็นดิจิทัลเพื่อยืนยันตัวตน
เมื่อมีการตรวจสอบ ระบบจะไม่ถามหา “สำเนาบัตร” แต่จะตรวจสอบลายเซ็นดิจิทัลแทน ซึ่งปลอมแปลงได้ยากกว่าการปลอมเอกสารหลายเท่า
แนวคิด Decentralized Identifier หรือ DID คือการสร้างรหัสประจำตัวที่ไม่ผูกติดกับฐานข้อมูลขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ผูกกับกุญแจเข้ารหัสของผู้ใช้งานโดยตรง
หนึ่งคนสามารถมีหลาย DID สำหรับบริบทต่าง ๆ เช่น ใช้ตัวตนหนึ่งสำหรับธุรกรรมการเงิน และอีกตัวตนสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ ลดความเสี่ยงจากการที่ข้อมูลชุดเดียวถูกติดตามหรือเชื่อมโยงทุกกิจกรรมในชีวิต
ในระบบปัจจุบัน หากต้องพิสูจน์ว่าอายุเกิน 20 ปี เรามักต้องส่งสำเนาบัตรที่มีข้อมูลครบทุกอย่าง แต่ในระบบที่ใช้แนวคิด Verifiable Credential เราสามารถยืนยันเฉพาะ “คุณสมบัติที่จำเป็น” โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด นี่คือการเปลี่ยนจากการ “ส่งข้อมูล” ไปสู่การ “พิสูจน์คุณสมบัติ”
พุูดง่าย ๆ คือ บล็อกเชนไม่ได้เข้ามาแทนบัตรประชาชนเพียงในรูปแบบดิจิทัล แต่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างของความน่าเชื่อถือ จากระบบที่ต้องเชื่อใจหน่วยงานกลาง มาเป็นระบบที่อาศัยคณิตศาสตร์และการเข้ารหัสเป็นหลัก
ในความเป็นจริง “Digital ID” ไม่จำเป็นต้องใช้บล็อกเชนเสมอไป หลายประเทศมีระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ทำงานได้ดีบนฐานข้อมูลรวมศูนย์ของรัฐหรือองค์กรขนาดใหญ่
ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า ทำดิจิทัลได้ไหม แต่คือ โครงสร้างเบื้องหลังเป็นแบบไหน
Digital ID ทั่วไปมักจะทำงานผ่านฐานข้อมูลกลางของรัฐหรือผู้ให้บริการ เช่น เมื่อเราล็อกอินผ่านแอปภาครัฐ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บและตรวจสอบผ่านเซิร์ฟเวอร์ของหน่วยงานนั้น
ข้อดีคือควบคุมง่าย บริหารจัดการชัดเจน แต่ข้อจำกัดคือ หากฐานข้อมูลถูกแฮ็ก ข้อมูลผู้ใช้จำนวนมากอาจรั่วไหลพร้อมกัน และผู้ใช้ไม่มีอำนาจควบคุมข้อมูลจริง พูดง่าย ๆ คือ มันเป็นดิจิทัลก็จริง แต่ยังคง “รวมศูนย์อำนาจ” แบบเดิม
แต่บล็อกเชนไม่ได้แค่ทำให้บัตรประชาชนอยู่ในรูปแบบไฟล์ มันเปลี่ยนวิธีการพิสูจน์ตัวตนจาก “การส่งข้อมูล” ไปเป็น “การพิสูจน์สิทธิ์ผ่านลายเซ็นเข้ารหัส”
ในระบบที่ออกแบบอย่างเหมาะสม ข้อมูลสำคัญไม่จำเป็นต้องเก็บรวมไว้ที่เดียว และการยืนยันตัวตนอาศัยกลไก cryptography แทนการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์กลางเพียงจุดเดียว นั่นหมายความว่า ต่อให้มีองค์กรใดองค์กรหนึ่งถูกโจมตี ระบบโดยรวมก็ยังไม่ล่มทั้งโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า “บล็อกเชน” ไม่ใช่ยาวิเศษ หากระบบยังถูกควบคุมโดยหน่วยงานเดียวทั้งหมด ต่อให้ใช้บล็อกเชนก็อาจไม่ได้แตกต่างจาก Digital แบบรวมศูนย์มากนัก
การใช้บล็อกเชนจึงมีความหมายก็ต่อเมื่อ:
หากเพียงแค่นำข้อมูลเดิมไปใส่ในเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังคงโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ไว้เหมือนเดิม บล็อกเชนก็อาจเป็นเหมือน “buzzword” โดยไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
แนวคิดบัตรประชาชนบนบล็อกเชนไม่ใช่แค่ทฤษฎีเพียงอย่าเดียว หลายประเทศเริ่มทดลองและนำไปใช้จริงในระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โครงการนำร่อง ไปจนถึงระบบระดับประเทศ
สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีการนำ “บัตรประชาชนขึ้นบล็อกเชน” โดยตรง แต่ไทยได้วางรากฐานด้าน Digital ID ไว้พอสมควร ผ่านระบบ NDID (National Digital ID) ซึ่งเป็นโมเดลที่เชื่อมโยงหน่วยงานรัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถยืนยันตัวตนข้ามองค์กรได้โดยไม่ต้องส่งเอกสารซ้ำ ๆ
อีกก้าวสำคัญคือความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ. : ETDA) และ IBM ในการพัฒนาแนวทางมาตรฐานด้าน Decentralized Key Management System (DKMS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการกุญแจเข้ารหัสแบบกระจายศูนย์ เพื่อพัฒนามาตรฐานรองรับการใช้ลายมือดิจิทัล และการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ DKMS คือ “โครงสร้างพื้นฐานความเชื่อถือ” ที่จะรองรับการพิสูจน์ตัวตนด้วยลายเซ็นดิจิทัลอย่างปลอดภัย และอาจต่อยอดไปสู่ระบบที่ลดการพึ่งพาฐานข้อมูลรวมศูนย์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ปัจจุบัน โครงการเหล่านี้ยังอยู่ในระดับโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐาน หรืออยู่ในการศึกษา ยังไม่ได้มีการใช้งานบัตรประชาชนบนบล็อกเชนจริงในชีวิตประจำวันของคนไทย
แม้จะมีแอปพลิเคชันอย่าง ThaID ที่เปิดให้ประชาชนแสดงข้อมูลบัตรประชาชนในรูปแบบดิจิทัลได้ แต่การใช้งานยังไม่ได้แพร่หลายมากนัก หลายบริการยังคงใช้วิธีการเดิม เช่น การแสดงบัตรตัวจริง หรือการถ่ายสำเนาบัตรประกอบเอกสารอยู่ดี
สรุปคือ ไทยกำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” ระหว่างระบบตัวตนแบบดั้งเดิมกับโครงสร้างดิจิทัลยุคใหม่ เรายังไม่ได้ก้าวไปถึงขั้นบัตรประชาชนบนบล็อกเชนเต็มรูปแบบเหมือนบางประเทศ แต่ก็เริ่มวางรากฐานสำคัญด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย และโครงสร้างกุญแจเข้ารหัสไว้แล้ว
อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าจับตาคือ ราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งประกาศย้ายระบบ “บัตรประชาชนดิจิทัลแห่งชาติ” ของประชาชนกว่า 800,000 คน ขึ้นสู่เครือข่าย Ethereum อย่างเป็นทางการ หลังจากก่อนหน้านี้เคยใช้ทั้ง Hyperledger Indy และ Polygon มาก่อน
รัฐบาลภูฏานให้เหตุผลว่า Ethereum มีความโปร่งใส ความปลอดภัย และความเป็นเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ที่แข็งแกร่งกว่า โดยการย้ายระบบครั้งนี้ได้รับความสนใจในระดับโลก ถึงขั้นที่ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เข้าร่วมในพิธีเปิดตัว พร้อมผู้นำประเทศ และคาดว่าการย้ายข้อมูลประชาชนทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2026
จุดเด่นของโมเดลภูฏานคือการผลักดันแนวคิด Self-Sovereign Identity (SSI) อย่างจริงจัง หมายความว่า ตัวตนดิจิทัลถูกออกแบบให้ประชาชนถือครองและควบคุมข้อมูลของตนเอง โดยอาศัยคุณสมบัติของบล็อกเชน เช่น ความเปลี่ยนแปลงย้อนหลังไม่ได้ (immutability) และสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอย่าง Zero-Knowledge Proof เพื่อยืนยันข้อมูลโดยไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด
ในขณะที่หลายประเทศยังอยู่ในขั้นทดลองหรือใช้บางส่วน ภูฏานถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่นำระบบ SSI ขึ้นเครือข่ายสาธารณะอย่าง Ethereum ในระดับชาติเต็มรูปแบบ
น่าสนใจว่าภูฏานไม่ได้มองบล็อกเชนแค่ในมิติของตัวตนดิจิทัลเท่านั้น ประเทศนี้ยังเป็นหนึ่งในรัฐบาลที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก จากการขุดด้วยพลังงานน้ำสะอาดในประเทศ สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลบนเทคโนโลยีกระจายศูนย์อย่างจริงจัง
โมเดลของภูฏานจึงแตกต่างจากบราซิลหรือมาเลเซียที่ใช้บล็อกเชนแบบปิดภายใต้รัฐ เพราะภูฏานเลือกใช้เครือข่ายสาธารณะ (public blockchain) เป็นฐานของระบบตัวตน ซึ่งเป็นแนวทางที่ใกล้เคียงกับอุดมการณ์ Web3 มากที่สุดในกลุ่มประเทศที่กล่าวมา
ในปี 2023 บราซิลประกาศนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับระบบบัตรประชาชนดิจิทัล ครอบคลุมประชาชนกว่า 200 ล้านคน ผ่านเครือข่ายบล็อกเชนแบบปิด (permissioned blockchain) ที่พัฒนาโดย Serpro หน่วยงานประมวลผลข้อมูลของรัฐ
เป้าหมายหลักของโครงการ ได้แก่
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ บราซิลไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้งานภายในประเทศ
ล่าสุดในปลายปี 2025 หน่วยงานบริการประมวลผลข้อมูลระดับชาติของบราซิล กำลังขยายบริการด้าน Digital Identity และ API ตรวจสอบข้อมูลประชาชน (CPF / CNPJ) ไปยังต่างประเทศ รวมถึงความร่วมมือกับ London Stock Exchange Group (LSEG) เพื่อเสริมระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล
นอกจากนี้ ยังมีสัญญากับรัฐบาลในแอฟริกา และการนำเสนอระบบ GovID รวมถึงใบขับขี่ดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานกว่า 85 ล้านคนอีกด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บราซิลกำลังเปลี่ยนจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” เป็น “ผู้ส่งออกโครงสร้างพื้นฐานตัวตนดิจิทัล” ไปยังตลาดโลก
แม้ระบบของบราซิลจะเป็นบล็อกเชนแบบปิดภายใต้การกำกับของรัฐ แต่ก็สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า Digital Identity ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือภาครัฐอีกต่อไป หากสามารถกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างรายได้และอิทธิพลทางเทคโนโลยีในระดับนานาชาติได้ด้วย
โมเดลของบราซิลจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้บล็อกเชนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โครงสร้างรัฐ พร้อมต่อยอดสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในระดับโลก ไม่ใช่เพียงการออก “บัตรประชาชนดิจิทัล” เท่านั้น แต่คือการสร้างระบบความเชื่อถือทั้งระบบขึ้นมาใหม่
เกาหลีใต้กำลังเดินหน้าใช้เทคโนโลยี Blockchain-Based Digital ID ในระดับชาติ โดยตั้งเป้าให้ประชาชนราว 45 ล้านคนใช้งาน Mobile ID แทนบัตรประชาชนแบบกายภาพ และขยายครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2025
จุดเด่นของโมเดลนี้คือการออกแบบภายใต้แนวคิด Decentralized Identity (DID) และ Self-Sovereign Identity (SSI) ข้อมูลตัวตนถูกเก็บไว้ในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ รัฐไม่สามารถติดตามได้ว่าประชาชนนำ ID ไปใช้ที่ไหนหรืออย่างไร
ระบบดังกล่าวถูกพัฒนาให้รองรับการใช้งานในหลายมิติ ทั้งภาคการเงิน สาธารณสุข ภาษี และการคมนาคม พร้อมต่อยอดสู่ Digital Residence Card สำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าบัตรจริง
อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ก่อนหน้านี้มีการใช้งานใบขับขี่ดิจิทัลบนบล็อกเชนผ่านแอป PASS และทดสอบระบบในหลายภูมิภาคก่อนขยายระดับประเทศมาก่อนแล้ว
โมเดลของเกาหลีใต้จึงสะท้อนอีกแนวทางหนึ่งของโลก คือการใช้บล็อกเชนเพื่อสร้างระบบตัวตนที่ให้ประชาชนถือข้อมูลของตนเองมากขึ้น ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มความปลอดภัยของรัฐ แต่พยายามปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเจ้าของข้อมูลในยุคดิจิทัลด้วย
มาเลเซียกำลังเร่งผลักดัน MyDigital ID ให้เป็นโครงสร้างยืนยันตัวตนหลักของประเทศ โดยตั้งเป้ามีผู้ลงทะเบียน 17 ล้านบัญชีภายในปี 2026 นี้ จากเดิมราว 7.3 ล้านบัญชีในปี 2025 การเติบโตส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาทุจริตทางการเงินออนไลน์ที่พุ่งสูง ทำให้ภาครัฐและธนาคารเร่งยกระดับมาตรการยืนยันตัวตน
MyDigital ID ถูกเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ (NRD) แบบเรียลไทม์ และเริ่มถูกนำไปใช้ในระบบ onboarding และการยืนยันธุรกรรมของธนาคารและฟินเทค โดยมีหลายสถาบันเข้าร่วมทดสอบใน sandbox ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐ
ล่าสุดในปี 2025 มาเลเซียเตรียมขยายระบบสู่ QR-Based Digital ID สำหรับการเดินทาง โดยมีความร่วมมือระหว่าง Malaysian Institute of Microelectronic Systems และบริษัทบล็อกเชน Zetrix AI บนโครงสร้าง Malaysia Blockchain Infrastructure (MBI) เป้าหมายคือเปลี่ยนจากการตรวจพาสปอร์ตแบบกระดาษ สู่การใช้ QR Code และข้อมูลดิจิทัลแทน
แผนระยะยาวยังมุ่งสู่ Cross-Border Interoperability โดยหวังเชื่อมต่อระบบตัวตนดิจิทัลกับประเทศอย่างสิงคโปร์ จีน และสหรัฐฯ ภายใน 3–5 ปี
ภาพรวมของมาเลเซียจึงสะท้อนโมเดลที่เน้น “ความปลอดภัยและการลดทุจริต” เป็นหลัก โดยใช้บล็อกเชนเป็นโครงสร้างสนับสนุน แต่ยังคงฐานข้อมูลรัฐเป็นแกนกลาง ขณะเดียวกันก็พยายามต่อยอดสู่ระบบตัวตนดิจิทัลที่เชื่อมต่อข้ามประเทศในอนาคตด้วย
เมื่อพูดถึงบัตรประชาชนบนบล็อกเชนหรือ Digital ID หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องนโยบายระดับประเทศ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ “ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน” อย่างพวกเรา หากระบบถูกออกแบบอย่างเหมาะสม ประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นก็มีหลายด้าน
หนึ่งในความน่ารำคาญที่คนไทยเจอคือ การถ่ายสำเนาบัตร เซ็นรับรอง และส่งเอกสารทุกครั้งที่ทำธุรกรรม หากใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลที่อิงลายเซ็นเข้ารหัส เราอาจไม่ต้องส่งไฟล์บัตรให้ทุกองค์กรอีกต่อไป แต่ใช้การ “พิสูจน์สิทธิ์” แทนการ “ส่งเอกสาร”
นั่นหมายถึงข้อมูลส่วนตัวจะไม่ถูกคัดลอกกระจายไปหลายที่เหมือนเดิม
ยิ่งมีการเก็บสำเนาบัตรมากเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งมากเท่านั้น หากระบบเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลไว้ทุกองค์กร มาเป็นการตรวจสอบผ่านโครงสร้างเข้ารหัส โอกาสเกิด Data Breach ขนาดใหญ่ก็อาจลดลง
แม้อาจไม่ทำให้การโกงหายไป 100% แต่สามารถลดวการโจมตีได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในระบบปัจจุบัน การเปิดบัญชีหรือทำ KYC อาจใช้เวลาหลายขั้นตอน แต่หากมี Digital ID ที่ได้รับการรับรองแล้ว การยืนยันตัวตนสามารถทำได้ภายในไม่กี่วินาที ลดขั้นตอนซ้ำซ้อนทั้งสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจ
สิ่งนี้สำคัญมากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ความเร็วคือความได้เปรียบ
ในโมเดลที่ใกล้เคียงกับแนวคิด Self-Sovereign Identity ผู้ใช้สามารถเลือกเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น เช่น ยืนยันว่า “บรรลุนิติภาวะแล้ว” โดยไม่ต้องเปิดเผยวันเดือนปีเกิดทั้งหมด
นี่คือการเปลี่ยนจากระบบที่องค์กร “ขอข้อมูลทั้งชุด” ไปสู่ระบบที่ผู้ใช้ “ให้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น”
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อระบบถูกออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนบัตรพลาสติกให้กลายเป็นไฟล์ในมือถือเท่านั้น
แม้บัตรประชาชนบนบล็อกเชนจะถูกมองว่า เป็นก้าวสำคัญของยุคดิจิทัล แต่คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเทคโนโลยีทำได้หรือไม่ หากคือเรากำลังออกแบบ “โครงสร้างอำนาจ” แบบไหนอยู่เบื้องหลังระบบนั้น
ในทางทฤษฎี บล็อกเชนสามารถลดการรวมศูนย์และเพิ่มความปลอดภัยได้ แต่ในทางปฏิบัติ หากระบบยังถูกควบคุมโดยหน่วยงานเดียวทั้งหมด หรือโหนดทั้งหมดอยู่ภายใต้รัฐเพียงฝ่ายเดียว โครงสร้างก็อาจไม่ได้แตกต่างจากฐานข้อมูลรวมศูนย์แบบเดิมมากนัก เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเทคโนโลยีเท่านั้น
อีกประเด็นที่ต้องคิดให้รอบด้านคือเรื่องความเป็นส่วนตัว หาก Digital ID ถูกเชื่อมโยงกับทุกบริการ ตั้งแต่การเงิน สุขภาพ ไปจนถึงการเดินทาง ระบบอาจกลายเป็นศูนย์รวมข้อมูลพฤติกรรมของประชาชนโดยไม่ตั้งใจ คำถามคือ ใครมองเห็นข้อมูลเหล่านั้น และมีขอบเขตการเข้าถึงอย่างไร
ในโมเดลที่ให้ประชาชนถือกุญแจดิจิทัลเอง ก็มีความท้าทายอีกแบบหนึ่ง หากทำกุญแจหาย หรืออุปกรณ์ถูกขโมย จะมีระบบกู้คืนที่ปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ และซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปหรือเปล่า เทคโนโลยีที่ปลอดภัยที่สุด หากใช้งานยากเกินไป ก็อาจไม่สามารถขยายสู่ประชาชนทั้งประเทศได้จริง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่หรือทักษะด้านไซเบอร์เพียงพอ หากการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นเร็วเกินไปโดยไม่มีทางเลือกสำรอง อาจทำให้บางกลุ่มถูกกันออกจากระบบโดยไม่ตั้งใจ
ท้ายที่สุด เทคโนโลยีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อกฎหมายรองรับและหน่วยงานต่าง ๆ ยอมรับให้ใช้ได้จริง หาก Digital ID ยังต้องใช้ควบคู่กับการถ่ายสำเนาบัตรหรือแสดงเอกสารตัวจริง ระบบใหม่ก็อาจกลายเป็นเพียง “ชั้นเพิ่มของความยุ่งยาก” แทนที่จะลดภาระของประชาชน
ดังนั้น ความท้าทายของบัตรประชาชนบนบล็อกเชนไม่ใช่เรื่องเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการออกแบบนโยบาย ความโปร่งใส และความไว้วางใจของสังคม เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่อยู่ในระบบนั้นไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือ “ตัวตน” ของเราเอง
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ตัวตนของเราถูกผูกไว้กับบัตรพลาสติก ฐานข้อมูลกลาง และองค์กรที่เป็นผู้ถือข้อมูลแทนเรา เราเป็นเจ้าของข้อมูลในทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ เราแทบไม่มีอำนาจควบคุมว่าข้อมูลถูกเก็บ ใช้ หรือส่งต่ออย่างไร
โลก Web3 เสนอแนวคิดที่ต่างออกไป มันตั้งคำถามกับโมเดลเดิม และเสนอภาพของอนาคตที่ตัวตนดิจิทัลสามารถผูกกับกุญแจเข้ารหัสที่เราถือเอง ไม่ใช่ผูกกับบัญชีของแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แนวคิดอย่าง Decentralized Identifier (DID) และ Self-Sovereign Identity (SSI) จึงไม่ได้เป็นเพียงศัพท์เทคนิค แต่คือความพยายามเปลี่ยนโครงสร้างความเชื่อถือของอินเทอร์เน็ตทั้งระบบ
อย่างไรก็ตาม อนาคตไม่ได้มีเพียงสองทาง ระหว่าง “รวมศูนย์ทั้งหมด” กับ “กระจายศูนย์เต็มรูปแบบ” ในความเป็นจริง แต่ละประเทศกำลังทดลองโมเดลของตัวเอง บางแห่งเน้นความมั่นคงของรัฐ บางแห่งให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของประชาชนมากกว่า และบางแห่งพยายามหาจุดสมดุลระหว่างสองด้าน
สำหรับประเทศไทย เราอาจยังไม่ได้ไปถึงขั้นบัตรประชาชนบนบล็อกเชนเต็มรูปแบบ แต่การวางรากฐานด้าน Digital ID, NDID และมาตรฐานการจัดการกุญแจเข้ารหัส คือสัญญาณว่าการเปลี่ยนผ่านได้เริ่มต้นแล้ว
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะใช้บล็อกเชนหรือไม่” แต่คือ “จะออกแบบระบบอย่างไรให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด และไม่สูญเสียสิทธิในการควบคุมตัวตนของตนเอง”
ในวันที่บริการทุกอย่างตั้งแต่การเงิน การแพทย์ ไปจนถึงการเลือกตั้ง อาจเชื่อมโยงกับตัวตนดิจิทัลทั้งหมด ระบบตัวตนจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญพอ ๆ กับไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต
และเมื่อถึงวันนั้น บัตรประชาชนอาจไม่ใช่แค่แผ่นพลาสติกในกระเป๋าอีกต่อไป แต่คือ “กุญแจดิจิทัล” ที่เปิดประตูสู่โลกเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ คำถามคือ เราจะถือกุญแจนั้นเอง หรือฝากให้ใครถือแทนเราเหมือนที่ผ่านมา
อ้างอิง : biometricupdate etda cointelegraph coingeek biometricupdate consensys etda efinancethai

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย