
ตลอดเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโทเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางทั้งความหวังและความไม่แน่นอน เทคโนโลยีบล็อกเชนค่อย ๆ ถูกยกให้เป็นรากฐานของระบบการเงินยุคใหม่ นักลงทุนสถาบันเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และสินทรัพย์ดิจิทัลค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
แต่การเติบโตที่รวดเร็วของอุตสาหกรรมคริปโทฯ มันไม่ได้เดินควบคู่ไปกับกรอบกฎหมาย นวัตกรรมขยายตัวในระดับโลกภายในเวลาอันสั้น ขณะที่กติกาทางการเงินแบบดั้งเดิมยังปรับตัวไม่ทัน ความเหลื่อมจังหวะนี้เองที่กลายเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมา
ในสหรัฐอเมริกา ความไม่ชัดเจนระหว่างอำนาจของ SEC และ CFTC ทำให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินธุรกิจภายใต้ความเสี่ยงด้านกฎหมาย หลายโครงการเลือกย้ายฐานออกนอกประเทศ
ขณะที่บางรายต้องเผชิญกับการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังในสิ่งที่ก่อนหน้านั้นยังไม่มีกรอบชัดเจน สภาพเช่นนี้ถูกเรียกว่า “การควบคุมผ่านการบังคับใช้กฎหมาย” และกลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
การผลักดันร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act of 2025 หรือ CLARITY Act จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะนี่คือความพยายามสร้างกติกาแบบเป็นระบบครั้งแรกที่มุ่งกำหนดเส้นแบ่งอำนาจ กำหนดนิยามของสินทรัพย์ดิจิทัล และจัดวางโครงสร้างตลาดคริปโทให้ชัดเจนในระดับประเทศ
โดยหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านการบังคับใช้ ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังอาจกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับการกำกับดูแลคริปโททั่วโลกด้วย
CLARITY Act จึงไม่ใช่เพียงกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง แต่คือสัญญาณว่าอุตสาหกรรมคริปโตกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “ความชัดเจน” จะกลายเป็นปัจจัยกำหนดผู้ชนะในระยะยาว
หนึ่งในปมสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโทในสหรัฐอเมริกาตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือความไม่ชัดเจนด้านเขตอำนาจกำกับดูแล ระหว่าง SEC และ CFTC
ทั้งสองหน่วยงานต่างมีบทบาทเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล แต่กฎหมายที่ใช้อยู่ถูกออกแบบมานานก่อนยุคบล็อกเชน ทำให้การตีความต้องอาศัยกรอบเดิมมาปรับใช้กับเทคโนโลยีใหม่
ในช่วงที่ผ่านมา SEC ภายใต้แนวคิดที่อ้างอิงการทดสอบแบบ Howey Test มีจุดยืนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมากเข้าข่ายเป็น “หลักทรัพย์” โดยเฉพาะเมื่อมีการเสนอขายเพื่อระดมทุน
ขณะที่ CFTC แสดงท่าทีเปิดกว้างต่อการมองสินทรัพย์บางประเภท โดยเฉพาะที่มีลักษณะกระจายศูนย์ ว่าเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ความเห็นที่แตกต่างนี้ทำให้ตลาดอยู่ในพื้นที่สีเทา และเกิดสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า “สงครามเขตอำนาจ” ระหว่างสองหน่วยงาน
ผลลัพธ์คือ ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง โครงการหนึ่งอาจเชื่อว่า ตนอยู่ภายใต้กรอบของ CFTC แต่กลับถูกตั้งคำถามจาก SEC ในภายหลัง
แพลตฟอร์มซื้อขายไม่แน่ใจว่าสินทรัพย์ใดสามารถลิสต์ได้โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี และนักลงทุนเองก็ขาดความมั่นใจในมาตรฐานการกำกับดูแลที่ใช้บังคับจริง
ที่สำคัญ การกำกับดูแลในลักษณะ “การควบคุมผ่านการบังคับใช้กฎหมาย” ทำให้แนวทางปฏิบัติถูกกำหนดจากคดีความเป็นรายกรณี มากกว่าการมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนล่วงหน้า ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางกฎหมายให้กับธุรกิจ แต่ยังทำให้สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมลังเลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดคริปโทอย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย
ในภาพรวม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีการกำกับดูแล แต่อยู่ที่การขาด “กรอบกำกับที่ชัดเจน” ที่จะกำหนดว่า สินทรัพย์ประเภทใดอยู่ภายใต้กติกาใด และหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
ความไม่แน่นอนนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดความพยายามทางนิติบัญญัติในการสร้างโครงสร้างตลาดคริปโทที่เป็นระบบมากขึ้น ผ่านร่างกฎหมายอย่าง CLARITY Act
CLARITY Act หรือชื่อเต็มว่า Digital Asset Market Clarity Act of 2025 คือร่างกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อสร้าง “กฎหมายที่ชัดเจน” ให้กับตลาดคริปโทในสหรัฐฯ เป็นความพยายามครั้งสำคัญของสภาคองเกรสในการยุติความไม่แน่นอนด้านการกำกับดูแล และแทนที่ยุคของการตีความด้วยกรอบกฎหมายที่ชัดเจน
หัวใจของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่คำถามพื้นฐานที่สุดของอุตสาหกรรม: สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานใด
CLARITY Act จัดหมวดหมู่สินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็นกลุ่มที่ชัดเจน เช่น
จากนั้นจะกำหนดเส้นแบ่งอำนาจระหว่าง SEC และ CFTC ตามลักษณะของสินทรัพย์ ไม่ใช่ปล่อยให้การตีความขึ้นอยู่กับแนวทางบังคับใช้ย้อนหลังอีกต่อไป
นอกจากการแบ่งเขตอำนาจ กฎหมายยังสร้างโครงสร้างกำกับดูแลสำหรับตัวกลางในตลาด เช่น แพลตฟอร์มซื้อขาย โบรกเกอร์ และดีลเลอร์ โดยกำหนดมาตรฐานด้านการเปิดเผยข้อมูล การคุ้มครองลูกค้า การแยกทรัพย์สิน และการปฏิบัติตามกฎ AML/KYC อย่างชัดเจน
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือแนวคิด control-based maturity framework ซึ่งจะกำหนดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านของโครงการบล็อกเชนจากช่วงระดมทุนที่มีลักษณะใกล้เคียงหลักทรัพย์ ไปสู่สถานะที่กระจายศูนย์และอยู่ภายใต้กรอบของสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้
สรุปคือ CLARITY Act ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มข้อกำหนดใหม่ให้กับอุตสาหกรรมคริปโท แต่เป็นการวางโครงสร้างตลาดทั้งระบบใหม่ เพื่อสร้างความชัดเจน ความโปร่งใส และความสามารถในการคาดการณ์กติกาได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาวของอุตสาหกรรมนี้
หัวใจสำคัญของ CLARITY Act คือการยุติความกำกวมระหว่างสองหน่วยงานกำกับดูแลหลักของสหรัฐฯ ได้แก่ SEC และ CFTC ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต่างมีบทบาททับซ้อนกันในตลาดคริปโท จนเกิดความไม่แน่นอนทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงปฏิบัติ
ภายใต้กรอบเดิม SEC มีแนวโน้มมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมากเข้าข่ายเป็น “หลักทรัพย์” โดยเฉพาะเมื่อมีการเสนอขายเพื่อระดมทุน ขณะที่ CFTC แสดงจุดยืนว่าสินทรัพย์บางประเภท โดยเฉพาะที่มีลักษณะกระจายศูนย์และไม่ผูกกับสิทธิในกิจการ อาจถือเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์” ความแตกต่างนี้ทำให้ตลาดอยู่ในพื้นที่สีเทา และเปิดช่องให้เกิดการตีความที่ไม่สอดคล้องกัน
CLARITY Act เข้ามาวางเส้นแบ่งใหม่อย่างเป็นระบบ โดยกำหนดว่า:
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การทำให้ “การเปลี่ยนผ่าน” จากช่วงระดมทุนไปสู่ตลาดรองมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นอัตโนมัติ เมื่อสินทรัพย์พ้นจากบริบทการระดมทุนและเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ก็จะอยู่ภายใต้กรอบของสินค้าโภคภัณฑ์โดยชัดแจ้ง ลดความเสี่ยงจากการตีความย้อนหลัง
กล่าวได้ว่า CLARITY Act ไม่ได้มอบ “เค้กทั้งก้อน” ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่แบ่งหน้าที่ตามลักษณะความเสี่ยงของกิจกรรมอย่างมีตรรกะ ช่วงที่มีความเสี่ยงใกล้เคียงหลักทรัพย์อยู่ภายใต้ SEC ขณะที่กิจกรรมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลอยู่ภายใต้ CFTC พร้อมกลไกความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน
การจัดสรรอำนาจเช่นนี้มีเป้าหมายชัดเจน คือ ลดความขัดแย้งเชิงสถาบัน สร้างความแน่นอนให้ตลาด และทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจได้โดยไม่ต้องกังวลว่า “วันหนึ่งจะมีใครมาเปลี่ยนกติกา”
CLARITY Act ไม่ได้เพียงแค่จะแบ่งหน้าที่ระหว่าง SEC และ CFTC เพียงอย่างเดียว แต่จะกำหนดกรอบการคุ้มครองที่สำคัญสำหรับ DeFi ด้วย
หนึ่งในประเด็นที่อุตสาหกรรมจับตามองมากที่สุดคือ การปฏิบัติต่อ DeFi โดยภายใต้ CLARITY Act กฎหมายฉบับนี้พยายามสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่าง “ตัวกลางทางการเงิน” กับ “ผู้พัฒนาเทคโนโลยี”
ภายใต้กรอบกฎหมายดังกล่าว โปรโตคอลหรือแอปพลิเคชัน DeFi จะได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนแบบเดียวกับแพลตฟอร์มซื้อขายหรือโบรกเกอร์ หากระบบนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง และไม่ได้ควบคุมสินทรัพย์ของผู้ใช้งานโดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ ผู้พัฒนาโค้ด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน หรือผู้ที่มีบทบาทในการดูแลโครงสร้างเครือข่ายโดยไม่ถือครองเงินลูกค้า จะไม่ถูกปฏิบัติเหมือนสถาบันการเงินแบบรวมศูนย์
ขณะเดียวกัน กฎหมายยังให้ความชัดเจนทางกฎหมายแก่โครงการ DeFi ในการออกและจำหน่ายโทเคนของตนเอง ใช้ระบบกำกับดูแลแบบกระจายศูนย์ และรองรับสิทธิในการถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง หรือ self-custody อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม การยกเว้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า DeFi จะอยู่นอกเหนือการกำกับดูแลทั้งหมด อำนาจด้านการต่อต้านการฉ้อโกงและการปั่นราคายังคงอยู่กับหน่วยงานกำกับดูแล
ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังไม่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากมุ่งเน้นเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล จึงยังไม่ได้ครอบคลุมสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น เช่น หลักทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน หรืออนุพันธ์ดิจิทัล
อีกทั้งแม้จะยกเว้น DeFi จากกฎของตัวกลางในระดับรัฐบาลกลาง แต่ไม่ได้ลบล้างกฎหมายระดับรัฐ ทำให้อุตสาหกรรม DeFi ยังอาจเผชิญกับความไม่สอดคล้องของกฎระเบียบในแต่ละรัฐแทน
นอกเหนือจาก DeFi แล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ CLARITY Act ให้ความสำคัญคือ สเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงินที่ได้รับอนุญาต ซึ่งถูกจัดแยกออกมาเป็นหมวดเฉพาะอย่างชัดเจน
ภายใต้กรอบ CLARITY Act ผู้ออกสเตเบิลคอยน์จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานด้านการธนาคารในระดับรัฐหรือรัฐบาลกลาง สะท้อนแนวคิดที่มองว่าสเตเบิลคอยน์มีบทบาทใกล้เคียงกับเครื่องมือการชำระเงิน มากกว่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยผู้ออกต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการกำกับ ตรวจสอบ และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม บทบาทของ CLARITY Act ยังถูกออกแบบให้ทำงานควบคู่กับกฎหมายอีกฉบับหนึ่งคือ GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins Act) ซึ่งมุ่งเน้นการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์โดยเฉพาะ
ภายใต้กรอบการทำงานร่วมกันนี้:
หาก GENIUS Act ดูแล “ตัวเหรียญ” และเสถียรภาพทางการเงิน CLARITY Act จะดูแล “รางรถไฟ” ที่เหรียญเหล่านั้นวิ่งอยู่ การมีเพียงกฎหมายด้านสเตเบิลคอยน์โดยไม่กำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน อาจสร้างความเสี่ยงเชิงระบบได้ในระยะยาว
การออกแบบให้สองกฎหมายทำงานเสริมกันจึงสะท้อนวิธีคิดใหม่ของผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ ที่มองคริปโทไม่ใช่เพียงสินทรัพย์เก็งกำไร แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเงินดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
แม้ CLARITY Act จะเป็นกฎหมายของสหรัฐฯ แต่ผลกระทบของมันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศ เพราะ สหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของตลาดทุนและนวัตกรรมทางการเงินของโลก ทั้งในแง่เงินทุน สถาบันการเงิน บริษัทเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานด้านการลงทุน เมื่อสหรัฐฯ กำหนดมาตรฐานใหม่ ตลาดโลกมักต้องปรับตัวตาม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ในอุตสาหกรรมคริปโท บริษัทระดับโลกจำนวนมากมีนักลงทุนสหรัฐฯ มีลูกค้าสหรัฐฯ หรือมีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินสหรัฐฯ หากต้องการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผู้ประกอบการย่อมต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายของสหรัฐฯ ไปโดยปริยาย ดังนั้น แม้บริษัทจะตั้งอยู่ในยุโรป เอเชีย หรือภูมิภาคอื่น ก็มักต้องออกแบบโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสหรัฐฯ
ประวัติศาสตร์ภาคการเงินเคยแสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อสหรัฐฯ ปรับกฎเกณฑ์ครั้งใหญ่ ผลสะเทือนจะขยายออกไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหลังวิกฤตการเงินปี 2008 หรือมาตรฐานด้านการป้องกันการฟอกเงินที่ประเทศต่าง ๆ นำไปปรับใช้เป็นแนวทางเดียวกัน คริปโทเองก็มีแนวโน้มเดินตามเส้นทางเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดไทยมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับทิศทางของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ หาก CLARITY Act ช่วยสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนและลดความเสี่ยงเชิงระบบ ก็อาจส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งรวมถึงนักลงทุนไทยด้วย
CLARITY Act จึงไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายของประเทศหนึ่ง แต่เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการจัดระเบียบอุตสาหกรรมคริปโทในระดับโลก
แม้ CLARITY Act จะได้รับเสียงสนับสนุนอย่างกว้างขวางในฐานะก้าวสำคัญของการสร้างความชัดเจนให้ตลาดคริปโท แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้ปราศจากข้อถกเถียง หลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของกรอบกำกับดูแลที่เป็นระบบ ขณะที่บางฝ่ายตั้งคำถามถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจตามมา
หนึ่งในข้อกังวลหลักคือความเสี่ยงของการใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแล โดยเฉพาะในกรณีที่โครงการอาจพยายามปรับโครงสร้างหรือออกแบบโทเคนให้เข้าข่าย “สินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล” เร็วกว่าที่ควร เพื่อหลุดพ้นจากกรอบของกฎหมายหลักทรัพย์
หากเกณฑ์การประเมินความกระจายศูนย์ของบล็อกเชนยังเปิดช่องให้ตีความได้ ความไม่แน่นอนรูปแบบใหม่ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
อีกประเด็นสำคัญคือ ความพร้อมของ CFTC ในการรับบทบาทที่เพิ่มขึ้น ภายใต้ CLARITY Act CFTC จะมีอำนาจกำกับดูแลตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลในตลาด spot รวมถึงตัวกลางอย่างแพลตฟอร์มซื้อขายและโบรกเกอร์ ซึ่งแตกต่างจากบทบาทดั้งเดิมที่เน้นตลาดอนุพันธ์
นักวิจารณ์บางส่วนจึงตั้งคำถามว่า หน่วยงานมีทรัพยากร บุคลากร และงบประมาณเพียงพอหรือไม่ในการกำกับดูแลตลาดคริปโทที่มีความผันผวนสูงและเข้าถึงนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก
ในส่วนของ DeFi แม้กฎหมายจะพยายามสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับตัวกลางทางการเงิน แต่ก็ยังมีข้อกังวลว่าการกำหนดนิยาม “ไม่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง” อาจซับซ้อนในทางปฏิบัติ หากระบบใดมีองค์ประกอบกึ่งรวมศูนย์หรือมีอิทธิพลจากกลุ่มบุคคลใดมากเกินไป
นอกจากนี้ CLARITY Act ยังมุ่งเน้นสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลเป็นหลัก จึงยังไม่ได้ครอบคลุมสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท เช่น หลักทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน หรือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ดิจิทัลทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามว่ากรอบกฎหมายใหม่นี้จะครอบคลุมตลาดในอนาคตได้เพียงใด
CLARITY Act อาจเป็นก้าวสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในการสร้างกรอบกำกับดูแลตลาดคริปโทอย่างเป็นระบบ แต่เส้นทางของกฎหมายฉบับนี้ยังไม่จบลง แม้จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว กระบวนการในวุฒิสภาและการเจรจาระหว่างผู้มีส่วนได้เสียหลักยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นอย่าง “ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์” (stablecoin yield)
ล่าสุด ทำเนียบขาวได้จัดการประชุมรอบที่สามระหว่างตัวแทนอุตสาหกรรมคริปโทและกลุ่มธนาคาร เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นจุดชี้ชะตาของร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทฉบับใหญ่ของสหรัฐฯ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
หัวใจของความขัดแย้งอยู่ที่คำถามว่า ควรอนุญาตให้มีการจ่ายผลตอบแทนจากการถือหรือใช้สเตเบิลคอยน์หรือไม่ โดยฝั่งธนาคารกังวลว่าการเปิดทางให้จ่าย yield จะดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคารดั้งเดิมและกระทบเสถียรภาพ
ขณะที่บริษัทคริปโทมองว่าการห้ามอย่างเด็ดขาดจะบั่นทอนนวัตกรรมและลดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ
ดังนั้น แม้ CLARITY Act จะถูกมองว่าเป็นสัญญาณของ “ความชัดเจน” แต่ความชัดเจนนั้นยังอยู่ในกระบวนการกำหนดทิศทางสุดท้าย อนาคตของกฎหมายคริปโทสหรัฐฯ อาจขึ้นอยู่กับข้อสรุปในประเด็นสเตเบิลคอยน์ และผลลัพธ์ของการเจรจาระหว่างอุตสาหกรรมคริปโท ภาคธนาคาร และผู้กำหนดนโยบาย
ในวันที่คริปโทกำลังเชื่อมโยงกับระบบการเงินหลักมากขึ้นทุกวัน ก้าวต่อไปจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนวัตกรรม แต่คือการหาจุดสมดุลที่ทั้งระบบยอมรับได้
อ้างอิง : fintechweekly a16z coinshares bankingsenategov aminagroup arnoldporter

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย