
ร่างกฎหมาย CLARITY Act กำลังเข้าสู่ด่านสำคัญในวุฒิสภาสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันรอบใหม่จากกลุ่มธนาคารที่ต้องการให้แก้เงื่อนไขเรื่องผลตอบแทนของ stablecoin ก่อนโหวตวันที่ 14 พ.ค. นี้
จากเดิมที่กฎหมายฉบับนี้ถูกจับตาในฐานะกฎหมายแบ่งอำนาจกำกับคริปโทระหว่าง SEC และ CFTC วันนี้ประเด็นมันกลับขยายไปไกลกว่านั้น
เพราะ CLARITY Act กำลังกลายเป็นสนามต่อรองระหว่างระบบธนาคารเดิม ธุรกิจ stablecoin และการเมืองสหรัฐฯ ที่มีผลประโยชน์คริปโทเข้ามาเกี่ยวข้อง
กลุ่มล็อบบี้ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ยื่นจดหมายถึงคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขเงื่อนไขเรื่องผลตอบแทนของ stablecoin ในร่างกฎหมาย CLARITY Act เพียงไม่กี่วันก่อนการพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายในวันที่ 14 พ.ค. นี้
ประเด็นที่ธนาคารกังวลคือ ถ้ากฎหมายเปิดช่องให้แพลตฟอร์มคริปโทสามารถให้ผลตอบแทน รางวัล หรือแรงจูงใจบางรูปแบบกับผู้ถือ stablecoin ได้ สิ่งเหล่านี้อาจทำหน้าที่คล้าย “ดอกเบี้ยเงินฝาก” และดึงเงินออกจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะสภาคองเกรสกำลังเข้าใกล้ช่วงหยุด Memorial Day ในวันที่ 21 พ.ค. ซึ่งหากร่าง CLARITY Act ไม่สามารถผ่านคณะกรรมาธิการได้ทันเวลา ร่างกฎหมายอาจหลุดจากวาระวุฒิสภา และทำให้การเจรจาที่ดำเนินมาเกือบ 1 ปีต้องกลับไปเริ่มใหม่
อย่างไรก็ตาม CLARITY Act ยังไม่ได้ผ่านเป็นกฎหมาย แต่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาที่สำคัญของวุฒิสภาสหรัฐฯ และยังมีหลายประเด็นที่ต้องต่อรองกันก่อนจะไปถึงโต๊ะประธานาธิบดี ซึ่งทำเนียบขาวตั้งเป้าไว้ว่าจะผ่านให้ทันภายใน 4 ก.ค. นี้
CLARITY Act หรือ Digital Asset Market Clarity Act คือร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายหลักในการสร้างความชัดเจนให้กับตลาดคริปโท ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดควรอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานใด และผู้ประกอบธุรกิจคริปโทต้องปฏิบัติตามกติกาแบบไหน
ประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายนี้คือ มันจะกำหนดให้ชัดเจนว่า เหรียญหรือโทเคนแบบไหนคือหลักทรัพย์ แบบไหนคือสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล ตลาดซื้อขายหรือแพลตฟอร์มคริปโทควรถูกกำกับอย่างไร และกิจกรรมแบบใดในโลก DeFi ควรถูกมองเป็น “ตัวกลางทางการเงิน” หรือเป็นเพียง “โครงสร้างเทคโนโลยี”
ภายใต้แนวคิดของร่างกฎหมายนี้ SEC จะยังมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการออกเสนอขายสินทรัพย์ที่มีลักษณะใกล้เคียงหลักทรัพย์ โดยเฉพาะช่วงระดมทุน ขณะที่ CFTC จะมีบทบาทมากขึ้นในการกำกับตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล โดยเฉพาะตลาด spot และตัวกลางที่เกี่ยวข้อง
อีกประเด็นสำคัญคือ DeFi หรือระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ เพราะ CLARITY Act พยายามแยกให้ชัดว่า ผู้พัฒนาโค้ด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน หรือโปรโตคอลที่ไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ของลูกค้าโดยตรง ไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนแพลตฟอร์มการเงินแบบรวมศูนย์ทั้งหมด
แต่ในขณะเดียวกัน หากโครงการใดมีบทบาทเป็นตัวกลาง ควบคุมทรัพย์สินของผู้ใช้ หรือมีอำนาจจัดการธุรกรรมในลักษณะคล้ายผู้ให้บริการทางการเงิน ก็อาจยังต้องอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแล
เป้าหมายของกฎหมายนี้ คือการวางกติกาให้ชัดขึ้น เพื่อให้ธุรกิจรู้ล่วงหน้าว่าต้องทำตามกฎอะไร นักลงทุนได้รับการคุ้มครองมากขึ้น และสหรัฐฯ ก็จะสามารถรักษานวัตกรรมคริปโทให้อยู่ในประเทศ แทนที่จะปล่อยให้บริษัทเหล่านี้ย้ายไปเติบโตในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การเขียนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคริปโทไม่ง่าย เพราะคริปโทไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกต่อไป แต่เริ่มเชื่อมโยงกับการชำระเงิน การเก็บมูลค่า การปล่อยกู้ DeFi และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ stablecoin ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่สุดของร่างกฎหมายนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมคริปโทในสหรัฐฯ คือความไม่ชัดเจนว่า ใครควรเป็นผู้กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลกันแน่ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC กับคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า หรือ CFTC
เดิมที SEC มักมองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจำนวนมากมีลักษณะใกล้เคียง “หลักทรัพย์” โดยเฉพาะโทเคนที่ถูกออกมาเพื่อระดมทุน
ขณะที่ CFTC มีแนวโน้มมองสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีการกระจายศูนย์สูง ว่าอาจเข้าข่ายเป็น “สินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล” มากกว่า
ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้ผู้ประกอบการคริปโทต้องดำเนินธุรกิจท่ามกลางความเสี่ยงทางกฎหมาย หลายบริษัทไม่แน่ใจว่าสินทรัพย์ใดสามารถลิสต์ซื้อขายได้ แพลตฟอร์มใดต้องขึ้นทะเบียนกับใคร และกิจกรรมแบบไหนอาจถูกมองว่าผิดกฎหมาย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ CLARITY Act ถูกผลักดันขึ้นมา เพื่อสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนกว่าเดิม และลดปัญหาการกำกับดูแลผ่านการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมคริปโทวิจารณ์มาโดยตลอด
แต่ในเวอร์ชันล่าสุด สมรภูมิของ CLARITY Act ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำถามว่า SEC หรือ CFTC ควรคุมคริปโทอีกต่อไป เพราะเมื่อ stablecoin เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในระบบการเงิน คำถามใหม่ที่ใหญ่กว่าคือ stablecoin ควรถูกมองเป็นแค่เครื่องมือชำระเงิน หรือกำลังจะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของเงินฝากธนาคาร
ประเด็นเรื่องผลตอบแทนของ stablecoin เป็นปัญหาที่พูดคุยกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะใน Section 404 ของร่างกฎหมาย ซึ่งมีเป้าหมายห้ามแพลตฟอร์มคริปโทจ่าย “interest or yield” หรือผลตอบแทนที่มีลักษณะคล้ายดอกเบี้ยเงินฝากบน stablecoin
ในมุมของธนาคาร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ stablecoin ในฐานะเครื่องมือชำระเงินเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาอยู่ที่ stablecoin ที่มี yield, reward หรือ incentive ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า การถือ stablecoin บนแพลตฟอร์มคริปโทให้ประโยชน์คล้ายกับการฝากเงินในธนาคาร
ก่อนหน้านี้ วุฒิสมาชิก Thom Tillis และ Angela Alsobrooks ได้บรรลุข้อตกลงกับทั้งสองพรรคเมื่อวันที่ 1 พ.ค. โดยหลักการคือ ห้ามบริษัทคริปโทจ่าย passive yield บน stablecoin ที่คล้ายดอกเบี้ยเงินฝากที่ถือไว้เฉย ๆ ก็ได้ดอกเบี้ย แต่ยังอนุญาตให้แจกได้ในกรณีที่ผูกกับการใช้งาน ธุรกรรม หรือกิจกรรมบนแพลตฟอร์มได้
แต่หลังจากวุฒิสภากำหนดวันโหวต กลุ่มธนาคารกลับยื่นจดหมายเรียกร้องให้ตัดกรอบผลตอบแทนทั้งหมดออกจากร่างกฎหมาย เพราะมองว่า ผลตอบแทนเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นช่องทางเลี่ยงกฎหมาย และกลายเป็นผลตอบแทนทางอ้อมที่ทำหน้าที่เหมือนดอกเบี้ย
กลุ่มธนาคารยังระบุอีกว่า ภาษากฎหมายใน Section 404 ยังมีช่องโหว่ เช่น การเปิดทางให้กระดานเทรด หรือตัวกลาง จ่ายผลตอบแทนผ่าน membership program หรือ reward program ตราบใดที่ไม่ถูกคำนวณหรือแจกจ่ายเหมือนดอกเบี้ยเงินฝากโดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ ฝั่งธนาคารไม่ได้ต้องการห้ามแค่คำว่า “ผลตอบแทน” หรือ “ดอกเบี้ย” แต่ต้องการปิดทางไม่ให้แพลตฟอร์มคริปโทใช้ชื่ออื่นแทนดอกเบี้ย เช่น reward, incentive, membership benefit หรือผลตอบแทนจากการถือ stablecoin เป็นระยะเวลาหนึ่ง
นี่จึงเป็นจุดปะทะสำคัญ เพราะในสายตาของธนาคาร stablecoin ควรเป็นเพียงเครื่องมือชำระเงิน ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ใช้พักเงินเพื่อรับผลตอบแทน ขณะที่ฝั่งคริปโทมองว่า reward และ incentive เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันและนวัตกรรมทางการเงิน
แม้กลุ่มธนาคารจะอธิบายการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและเสถียรภาพทางการเงิน แต่หากมองลึกลงไป ประเด็นนี้คือการแข่งขันโดยตรงระหว่างระบบธนาคารเดิมกับแพลตฟอร์มคริปโท
หัวใจของธนาคารคือ “เงินฝาก” เพราะเงินฝากจากประชาชนและธุรกิจคือฐานสำคัญที่ธนาคารใช้ในการปล่อยสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือสินเชื่อภาคเกษตร หากเงินฝากไหลออกจากธนาคารไปยังแพลตฟอร์มคริปโทมากขึ้น ความสามารถของธนาคารในการปล่อยกู้ก็อาจลดลงตามไปด้วย
กลุ่มธนาคารเคยเตือนว่า stablecoin ที่ให้ผลตอบแทนอาจทำให้สินเชื่อผู้บริโภค ธุรกิจขนาดเล็ก และภาคเกษตรลดลง 20% หรือมากกว่านั้น เพราะเงินที่เคยอยู่ในระบบธนาคารอาจถูกย้ายไปอยู่ใน stablecoin ที่ให้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจมากกว่า
นี่คือเหตุผลที่ธนาคารในสหรัฐฯ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง เพราะในมุมของพวกเขา เงินฝากไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชี แต่คือแหล่งทุนที่หล่อเลี้ยงสินเชื่อในชุมชน ท้องถิ่น และธุรกิจขนาดเล็กทั่วประเทศ
แต่ฝั่งคริปโทก็มองว่า นี่คือการพยายามปกป้องระบบธนาคารเดิมจากการแข่งขัน เพราะหาก stablecoin สามารถให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้ได้มากกว่าเงินฝากธนาคาร ผู้บริโภคก็ควรมีทางเลือกในการใช้เงินของตนเอง
ดังนั้น ประเด็นเรื่องผลตอบแทน stablecoin จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในร่างกฎหมาย แต่เป็นคำถามใหญ่ของระบบการเงินว่า ในอนาคต ผู้บริโภคจะเก็บเงินไว้ที่ธนาคารเหมือนเดิม หรือจะย้ายบางส่วนไปอยู่บนแพลตฟอร์มคริปโทที่ทำหน้าที่ใกล้เคียงบัญชีเงินฝากมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะที่ฝั่งธนาคารกังวลว่า CLARITY Act อาจเปิดช่องให้ stablecoin แข่งขันกับเงินฝากมากเกินไป ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโทบางส่วนนำโดย Coinbase กระดานเทรดรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ กลับมองว่าร่างกฎหมายฉบับล่าสุดเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความชัดเจนให้ตลาด
เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. 2569 Paul Grewal ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Coinbase โพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “มันพร้อมแล้ว”
ขณะที่ Faryar Shirzad หัวหน้าฝ่ายนโยบายของ Coinbase มองว่า นี่คือ “ก้าวสำคัญ” ต่อการคุ้มครองผู้บริโภค การสนับสนุนนวัตกรรม และการทำให้เทคโนโลยีคริปโทเติบโตในสหรัฐฯ แทนที่จะไหลไปยังต่างประเทศ
จุดยืนนี้น่าสนใจ เพราะก่อนหน้านี้ Coinbase เคยถอนการสนับสนุน CLARITY Act มาก่อนในช่วงปลายปีที่แล้ว โดย Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase เคยระบุว่า ร่างกฎหมายในเวลานั้น “อันตรายมากกว่ามีประโยชน์” และถ้าเลือกได้ “ขอไม่มีร่างนี้ ดีกว่ามีกฎหมายที่ผิดทิศผิดทาง”
ตอนนั้น Coinbase กังวลว่าร่างกฎหมายอาจกระทบต่อ DeFi, tokenized equities, ความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน รวมถึงอาจลดบทบาทของ CFTC และเพิ่มอำนาจให้ SEC มากเกินไป
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าร่างกฎหมายอาจกระทบต่อ stablecoin yield ซึ่งเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่หลายแพลตฟอร์มใช้แข่งขันกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิม
แต่การที่ Coinbase กลับมาส่งสัญญาณหนุนร่างกฎหมายฉบับล่าสุด สะท้อนว่า CLARITY Act ไม่ใช่กฎหมายที่นิ่งอยู่กับที่ แต่เป็นร่างกฎหมายที่ถูกต่อรอง ปรับแก้ และเปลี่ยนแปลงมาตลอดตามแรงกดดันจากหลายฝ่าย
สำหรับฝั่งคริปโท ความชัดเจนทางกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากสหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างกรอบกำกับดูแลที่คาดการณ์ได้ บริษัทคริปโทอาจเลือกไปเติบโตในประเทศอื่นที่มีกฎชัดกว่า และสหรัฐฯ อาจเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางการเงินยุคใหม่
ดังนั้น แม้ฝั่งธนาคารจะยังมองว่าร่างกฎหมายเปิดช่องมากเกินไป แต่ฝั่งคริปโทบางส่วนกลับมองว่า ร่างฉบับปัจจุบันดีพอที่จะเดินหน้าต่อแล้ว นี่สะท้อนให้เห็นว่า CLARITY Act กำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองระบบการเงินเดิมกับการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่เติบโต
นอกจากศึกระหว่างธนาคารกับ stablecoin แล้ว CLARITY Act ยังต้องเผชิญกับอีกด่านใหญ่คือการเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะความกังวลของพรรคเดโมแครตว่าร่างกฎหมายดังกล่าวอาจเอื้อผลประโยชน์ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และครอบครัว
ก่อนหน้านี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ เคยมีการโหวต procedural vote เกี่ยวกับกฎหมาย stablecoin แต่ถูกเดโมแครตบล็อกด้วยคะแนน 49-48 โดยให้เหตุผลว่าร่างกฎหมายยังต้องมีมาตรการคุ้มครองที่เข้มขึ้น ทั้งในด้านการป้องกันการฟอกเงิน ผู้ออกเหรียญต่างชาติ และความรับผิดของผู้ที่ละเมิดกฎหมาย
อีกประเด็นที่ทำให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น คือธุรกิจคริปโทที่เชื่อมโยงกับทรัมป์เช่น meme coin ของ Trump ที่มีรายงานว่าทำเงินจำนวนมากให้ผู้สร้าง รวมถึง World Liberty Financial ซึ่งเป็นบริษัทคริปโทที่เชื่อมโยงกับครอบครัวทรัมป์ และมี stablecoin ที่ชื่อว่า USD1 ด้วย
ประเด็น USD1 ยิ่งถูกจับตามากขึ้นไปอีกหลังมีรายงานว่า กองทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะใช้ USD1 มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้นใน Binance ซึ่งเป็นกระดานเทรดคริปโทที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เรื่องนี้ทำให้เดโมแครตบางส่วนกังวลว่า กฎหมาย stablecoin อาจเอื้อให้ธุรกิจคริปโทที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองได้รับประโยชน์โดยตรง
Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต จึงผลักดันแนวคิดที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐที่มาจากการเลือกตั้งและครอบครัวควรถูกห้ามไม่ให้ถือครอง ควบคุม หรือโปรโมตธุรกิจ stablecoin เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
ในขณะที่ฝั่งรีพับลิกันมองว่า เดโมแครตอาจไม่ได้คัดค้านตัวกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อาจไม่ต้องการให้ทรัมป์ได้ชัยชนะทางการเมืองแบบข้ามพรรคในประเด็นคริปโท ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่เขาให้ความสำคัญ
ดังนั้น CLARITY Act จึงไม่ได้เป็นแค่การถกเรื่องกฎคริปโท แต่กลายเป็นพื้นที่ที่การกำกับดูแล stablecoin การแข่งขันของระบบธนาคาร และผลประโยชน์ทางการเมืองของสหรัฐฯ มาปะทะกันในร่างกฎหมายฉบับเดียว
วันที่นักลงทุนคริปโทต้องจับตาคือ 14 พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภามีกำหนดพิจารณาแก้ไขร่าง CLARITY Act หากร่างกฎหมายสามารถผ่านขั้นตอนนี้ได้ ก็จะมีโอกาสเดินหน้าต่อในวุฒิสภา
แต่หากการเจรจายังติดขัด โดยเฉพาะประเด็นผลตอบแทน stablecoin หรือข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์คริปโทของนักการเมือง ร่างกฎหมายก็อาจสะดุดก่อนเข้าสู่ช่วงหยุด Memorial Day ในวันที่ 21 พ.ค.
ความเสี่ยงคือ หากร่างกฎหมายไม่ผ่านคณะกรรมาธิการก่อนช่วงเวลาดังกล่าว ดีลที่หลายฝ่ายเจรจากันมาเกือบ 1 ปีอาจต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ ซึ่งจะยืดความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ของตลาดคริปโทสหรัฐฯ ออกไปอีก
โดย Kara Calvert รองประธานฝ่ายนโยบายสหรัฐฯ ของ Coinbase ระบุในงาน Consensus 2026 ว่า ร่างกฎหมายต้องได้เสียงอย่างน้อย 60 เสียงในวุฒิสภา และต้องมีแรงหนุนจากทั้งสองพรรคจึงจะเดินหน้าสู่กฎหมายได้
ขณะเดียวกัน ทำเนียบขาวยังตั้งเป้าให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไปถึงโต๊ะประธานาธิบดีภายในวันที่ 4 ก.ค. ซึ่งถือเป็นไทม์ไลน์ที่ค่อนข้างเร่ง เพราะกฎหมายยังต้องผ่านทั้งกระบวนการในวุฒิสภา การประสานกับสภาผู้แทนราษฎร และการจัดการประเด็นทางการเมืองที่ยังค้างอยู่
หาก CLARITY Act ผ่านได้สำเร็จ สหรัฐฯ จะมีกรอบกำกับดูแลตลาดคริปโทที่ชัดขึ้น บริษัทคริปโทอาจมีความมั่นใจมากขึ้นในการลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศ ขณะที่ stablecoin จะถูกวางบทบาทให้อยู่ภายใต้กรอบที่ชัดเจนมากขึ้น
แต่หากร่างกฎหมายสะดุด ความไม่แน่นอนแบบเดิมก็จะยังอยู่ต่อไป ทั้งในเรื่องอำนาจของ SEC และ CFTC บทบาทของ stablecoin และขอบเขตที่แพลตฟอร์มคริปโทสามารถแข่งขันกับระบบธนาคารได้
CLARITY Act เป็นร่างกฎหมายที่ตอนแรกหลายฝ่ายอาจคิดว่าจะผ่านได้ไม่ยาก โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐฯ เดินหน้ากฎหมาย stablecoin อย่าง GENIUS Act มาแล้ว ทำให้ตลาดคาดหวังว่า กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทฉบับนี้น่าจะเป็นก้าวต่อไปที่ต่อเนื่องกัน
แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่า CLARITY Act ผ่านยากกว่าที่คิด เพราะร่างกฎหมายไม่ได้แตะเพียงเรื่อง “ใครกำกับคริปโท” ระหว่าง SEC และ CFTC อีกต่อไป แต่เริ่มกระทบผลประโยชน์ของหลายฝ่ายโดยตรง ทั้งธนาคารที่กังวลเรื่องเงินฝากไหลออกจากระบบ และนักการเมืองที่กังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในธุรกิจคริปโท
ด้วยเหตุนี้ CLARITY Act จึงกลายเป็นร่างกฎหมายที่ตลาดคริปโทต้องจับตาอย่างมาก เพราะหากผ่านได้สำเร็จ สหรัฐฯ จะมีกรอบกำกับดูแลคริปโทที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในแง่การแบ่งบทบาทของหน่วยงานกำกับ การดูแลแพลตฟอร์มซื้อขาย DeFi และ stablecoin
ความชัดเจนนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจคริปโทจำนวนมากลังเลที่จะลงหลักปักฐานในสหรัฐฯ และเลือกที่จะไปลงทุนในประเทศอื่นที่เป็นมิตรมากกว่าแทน
ทำหใ้หาก CLARITY Act ผ่านได้จริง สหรัฐฯ อาจกลับมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโทโลกอีกครั้ง ทั้งในแง่เงินทุน นวัตกรรม และความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบัน
ดังนั้น แม้ CLARITY Act จะไม่ใช่ร่างกฎหมายที่ผ่านง่ายอย่างที่หลายคนเคยคาด แต่หากสามารถหาจุดสมดุลระหว่างนวัตกรรม เสถียรภาพของธนาคาร และความโปร่งใสทางการเมืองได้ กฎหมายฉบับนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของตลาดคริปโทสหรัฐฯ ในระยะยาว

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย