
เมื่อตลาดบิตคอยน์เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ สถาบันการเงินและระดับประเทศเข้ามามีบทบาท สภาพแวดล้อมของตลาดได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นเหมือน “คาสิโน” ของรายย่อยกลายเป็นสมรภูมิที่มี “มนุษย์” (สถาบัน) เข้ามา สร้างบ้านทับที่ทำกินของ “มด” (รายย่อย) ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดแนวทางในการปรับตัวของรายย่อยมีดังนี้
1.#เข้าใจสนามรบใหม่
เลิกมองตลาดเป็น “คาสิโน” ในอดีตตลาดบิตคอยน์ขับเคลื่อนโดยรายย่อย ซึ่งมักมีพฤติกรรมเก็งกำไรระยะสั้นเหมือนเล่นพนัน แต่ปัจจุบันผู้เล่นเปลี่ยนเป็น “สถาบันการเงิน” และ “ระดับประเทศ” ซึ่งมีความได้เปรียบ
-ขนาดเงินทุน เงินทุนสถาบันมีขนาดใหญ่กว่าตลาดคริปโตเดิมเป็น 100 เท่า การขยับตัวของสถาบันสามารถกำหนดทิศทางราคาได้
-ความสามารถในการรอ สถาบันและรัฐบาลสามารถรอได้ 3-5 ปี หรือนานกว่านั้นเพื่อทยอยสะสมของ โดยไม่หวั่นไหวต่อราคาที่ผันผวน ในขณะที่รายย่อยมักทนไม่ได้ ต้องรีบขายหรือถูกล้างพอร์ตเพราะใช้ Leverage สูง
2.#เลือกเส้นทางเดินให้ชัดเจน
รายย่อยเปรียบเสมือน “มดที่เคยหากินในป่า วันหนึ่งมนุษย์เข้ามาสร้างบ้านทับที่” หากมดยังวิ่งพล่านขวางทางก็จะถูกเหยียบตาย (รายย่อยที่เทรดมั่วซั่ว) ทางรอดคือต้องรู้จักหลบหลีกให้ทันจังหวะก้าวเดินของมนุษย์ (เทรดเดอร์มืออาชีพ) หรือไม่ก็ย้ายรังหนีไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแล้วเฝ้ามองความเจริญเติบโตนั้นอยู่ห่างๆ (เก็บออมบิตคอยน์)
หากยืนยันจะเทรดทำกำไรระยะสั้น คุณไม่สามารถเทรดแบบมือสมัครเล่นได้อีกต่อไป แต่ต้อง “ยกระดับเป็นมืออาชีพ” การเทรดต้องเป็น Full-time job หรือวิชาชีพที่ต้องศึกษาอย่างหนัก ทั้ง Technical, Fundamental และ Quant
ต้องอ่านเกมสถาบันให้ออก เข้าใจวิธีคิดของ Market Maker, เข้าใจเรื่องหน้าตัก และเป้าหมายของสถาบันที่บางครั้งไม่ได้ต้องการกำไรสูงสุด แต่ต้องการรักษาราคาหรือสะสมของ ต้องรู้จังหวะ “หลบ” เมื่อเงินใหญ่ขยับ
กลยุทธ์สำหรับผู้ที่ไม่อยากเสี่ยงสู้กับยักษ์ใหญ่ ให้เปลี่ยนมุมมองจากการ “เก็งกำไร” มาเป็นการ “การออมเพื่อปิดประตูความเสี่ยง” อ.ตั๊ม มอง Bitcoin เป็น Risk-Free Asset หรือสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง ในแง่ของการไม่ถูกเสื่อมค่าโดยรัฐบาล แทนที่จะมองว่าเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่เสี่ยงสูง
เลิกสนราคาในระยะสั้น หากเข้าใจว่าระบบการเงินเก่ากำลังเสื่อมค่าจากการพิมพ์เงิน บิตคอยน์คือ “ปฏิกิริยาตอบโต้” ต่อความล่มสลายนั้น หน้าที่ของรายย่อยคือสะสมเพื่อรักษามูลค่าในระยะยาวตัดเสียงรบกวน (Noise) รายวันออกไป
เก็บออมแบบผสมผสาน อาจใช้กลยุทธ์ปิดความเสี่ยงหลายชั้น เช่น ถือทองคำเพื่อปิดความเสี่ยงบิตคอยน์ และถือบิตคอยน์เพื่อปิดความเสี่ยงทองคำและการเสื่อมค่าของเงิน
อ.พิริยะ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “อย่ามัวแต่ก้มเก็บเศษเหรียญบนทางด่วน ในขณะที่รถบรรทุกประวัติศาสตร์กำลังวิ่งเข้ามา” หมายความว่า รายย่อยไม่ควรเสียเวลาไปกับการเก็งกำไรเล็กๆ น้อยๆ รายวัน แต่ควรเงยหน้ามองภาพใหญ่ และวางตำแหน่งตัวเอง (Positioning) ให้ปลอดภัยในระยะยาว
บิตคอยน์ถือเป็น “Risk-Free Asset” (สินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง) โดยนิยาม “ความเสี่ยง” ที่แตกต่างจากกรอบคิดทางการเงินดั้งเดิม มองผ่านเลนส์ของโครงสร้างระบบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
1.#เป็นหลุมหลบภัยจากการเสื่อมค่าของเงิน
อาจารย์ตั๊มมองว่าความเสี่ยงที่แท้จริงในปัจจุบันคือการถือ “เงินสด” ภายใต้ระบบที่รัฐบาลสามารถพิมพ์เงินออกมาได้ไม่จำกัด ซึ่งทำให้เงินเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ
การซื้อบิตคอยน์จึงไม่ใช่การลงทุนเพื่อเก็งกำไร แต่เป็น “การเอาความเสี่ยงของการเสื่อมค่าของเงินออกไป” จากชีวิต การถือบิตคอยน์คือการทำตัวเองให้ปลอดภัยจากการบริหารที่ผิดพลาดและการพิมพ์เงินของรัฐบาล หรือเป็นการ “ปิดประตูความเสี่ยง” นั่นเอง
2.#เป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ของผลตอบแทน
ในเชิงการลงทุน อาจารย์ตั๊มมองว่าบิตคอยน์ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานวัดผลตอบแทนขั้นต่ำ (Hurdle Rate) ที่สินทรัพย์อื่นต้องเอาชนะให้ได้
หากบิตคอยน์สามารถสร้างผลตอบแทนทบต้นได้สูง เช่น เกิน 50% ต่อปีการที่นักลงทุนเลือกที่จะ “ไม่ถือ” บิตคอยน์ แล้วนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ถือเป็น “ความเสี่ยง” ที่จะได้รับผลตอบแทนแพ้บิตคอยน์ หรือเป็นค่าเสียโอกาสมหาศาล
ดังนั้น การถือบิตคอยน์จึงเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนการขยับไปสินทรัพย์อื่นคือการรับความเสี่ยงเพิ่ม
3.#คุณสมบัติที่เหนือกว่า “พันธบัตรรัฐบาล” ในระบบการเงินเก่า
พันธบัตรรัฐบาลถูกมองว่าเป็น Risk-Free Asset แต่ในยุคใหม่ บิตคอยน์มีคุณสมบัติที่ดีกว่าในการเป็นสินทรัพย์ฐาน (Base Asset)
บิตคอยน์มีความสามารถในการเป็นหลักประกัน มีสภาพคล่องสูง และสามารถโอนย้ายข้ามโลกได้ทันที ซึ่งดีกว่าระบบพันธบัตรเดิม
ในอนาคตความเสี่ยงของสินทรัพย์ต่างๆ จะถูกนำมาประเมินเทียบกับบิตคอยน์ แทนที่จะเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรเหมือนในปัจจุบัน
สถาบันการเงินจำเป็นต้องใช้วิธีการสะสมบิตคอยน์แบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” หรือการ “นวด” ตลาด เพื่อนำเงินทุนขนาดใหญ่เข้าไปอยู่ในสินทรัพย์ที่มีจำกัด โดยให้กระทบต่อราคาน้อยที่สุดเพื่อให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีที่สุด
1.#ขนาดเงินทุนที่ใหญ่เกินกว่าตลาด
เงินทุนของสถาบันการเงินที่ไหลเวียนอยู่นั้นมีขนาดมหึมา (หลายร้อย Trillion USD) เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของบิตคอยน์ที่มีขนาดเพียงประมาณ 1 Trillion USD. เปรียบเสมือนการพยายามยัดสิ่งของขนาดใหญ่ผ่านรูเล็กๆ หากสถาบันอัดฉีดเงินเข้าไปตูมเดียว จะทำให้ราคาบิตคอยน์พุ่งกระโดดขึ้นไปหลายเท่าตัวทันที ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้ของในราคาที่แพงเกินจริง
2.#สถาบันการเงินปฏิบัติตัวตามหลักการของผู้ซื้อที่มีสติ
สถาบันไม่ดีใจเมื่อของที่กำลังจะซื้อมีราคาแพงขึ้น เป้าหมายของเขาคือการเก็บของ (Accumulate) ให้ได้มากที่สุดในราคาที่นิ่งที่สุด การค่อยๆ ซื้อจึงเป็นการควบคุมไม่ให้ราคาดีดตัวขึ้นไปก่อนที่พวกเขาจะเก็บของได้ครบตามเป้าหมาย
3.#หลีกเลี่ยงการเป็นคนรับของแพง
หากสถาบันรีบร้อนซื้อจนราคาพุ่งสูงขึ้น ตัวสถาบันเองจะกลายเป็น “Exit Liquidity” หรือผู้ที่เข้ามารับซื้อของแพงจากกองทุนอื่นหรือรายย่อยที่เทขายทำกำไรใส่ ซึ่งเป็นการเสียเปรียบในเชิงกลยุทธ์
4.#เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของตลาด
ในระหว่างกระบวนการสะสมของ สถาบันมักใช้ Market Maker ในการ “ทุบ” หรือทดสอบแนวรับ (Support) เป็นระยะ หากทุบแล้วราคาหลุดลงไป พวกเขาจะพอใจมากเพราะจะได้เก็บของในราคาที่ถูกลง แต่หากทุบแล้วราคาไม่หลุด (เอาอยู่) ก็เป็นการยืนยันว่าฐานราคานั้นแข็งแกร่งพอที่จะเป็นฐานสำหรับการขึ้นในรอบถัดไป
5.#มีความสามารถในการรอ
ต่างจากรายย่อยที่ต้องการกำไรเร็ว สถาบันมีกรอบเวลาการลงทุนที่ยาวนาน 3-5 ปี ทำให้พวกเขาสามารถรอได้และค่อยๆ ทยอย Deploy เงินทุนเข้าสู่ตลาดอย่างใจเย็น ไม่จำเป็นต้องไล่ราคา
มีความแตกต่างจากรายย่อยและสถาบันการเงินอย่างสิ้นเชิง โดยมีลักษณะเป็น “เกมยาว” ที่เคลื่อนตัวช้าแต่ทรงพลัง
1.#เคลื่อนตัวช้าแต่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว
ประเทศมีกระบวนการตัดสินใจที่ช้ากว่าสถาบันการเงินมาก เนื่องจากติดขัดเรื่องระบบราชการ การร่างกฎหมาย และการผ่านสภา
เป้าหมาย ไม่ได้เข้ามาเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจและการเมืองในระยะยาว ระดับ 10-20 ปีขึ้นไป
2.#วิธีการครอบครองบิตคอยน์
“ยึด” และ “ขุด” ประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วิธีนำเงินคงคลังไปกดซื้อบิตคอยน์ในตลาด (Market Buy) เหมือนรายย่อย แต่ใช้วิธีที่ซับซ้อนกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่องบประมาณและราคาตลาด
ตัวอย่างประเทศภูฏาน ใช้พลังงานน้ำส่วนเกินจากเขื่อนมาขุดบิตคอยน์อย่างเงียบๆ มานานหลายปี จนปัจจุบันมีสะสมกว่า 60,000 – 70,000 BTC ซึ่งกลายเป็นทุนสำรองประเทศที่นำมาใช้พัฒนาเมืองและเศรษฐกิจได้
3.#แรงจูงใจทางภูมิรัฐศาสตร์
ปลดแอกและสร้างอำนาจต่อรอง (Geopolitical Leverage)
-ทางรอดจากการคว่ำบาตร: ประเทศที่มีทรัพยากร (เช่น รัสเซีย, อิหร่าน, เวเนซุเอลา) แต่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตร (Sanctions) สามารถใช้บิตคอยน์เป็นทางออกในการขายพลังงาน (Energy Monetization) โดยไม่ต้องผ่านระบบธนาคารโลกหรือดอลลาร์สหรัฐฯ
-เปลี่ยนขยะเป็นทองคำ: ประเทศไทยและประเทศเกษตรกรรมมีศักยภาพในการเปลี่ยน “ของเสีย” เช่น ก๊าซมีเทนจากบ่อขยะ (ซึ่งปกติต้องเผาทิ้ง) มาปั่นไฟขุดบิตคอยน์ เพื่อสร้างรายได้และลดต้นทุนค่าไฟในประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
4.#บทบาทใหม่ของบิตคอยน์ในระดับรัฐ : สินทรัพย์ฐาน (Base Asset)
-ในอนาคต ประเทศต่างๆ จะมองบิตคอยน์เป็น “Risk-Free Asset” หรือสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงที่ใช้เป็นทุนสำรอง (Strategic Reserve) ควบคู่กับทองคำ เพื่อค้ำจุนเสถียรภาพทางการเงินของชาติ แทนที่จะถือแต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว
ที่มา : บทสัมภาษณ์ อ.พิริยะ สัมพันธารักษ์ ผู้ก่อตั้ง Right Shift และ Managing Director, Chaloke Dot Com ในรายการ CryptoVerse [Live]

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย