Petro คริปโทน้ำมันของเวเนซุเอลา จากความหวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ สู่บทเรียนความล้มเหลว

รูป Petro คริปโทน้ำมันของเวเนซุเอลา จากความหวังแก้วิกฤตเศรษฐกิจ สู่บทเรียนความล้มเหลว

efinAI


ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ขณะที่ในไทย ผู้คนบางส่วนก็เริ่มแห่กักตุนน้ำมัน ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและกระทบต่ออุปทานพลังงานในระยะต่อไป

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า ทรัพยากรพลังงานยังคงเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมัน การใช้มาตรการคว่ำบาตร หรือการใช้พลังงานเป็นอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ

ในโลกที่พลังงานยังคงมีบทบาทเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกที่บางประเทศจะพยายามนำทรัพยากรธรรมชาติของตนมาแปลงเป็นเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ 

โดยหนึ่งในความพยายามที่ออกมาให้เห็นก็คือโครงการ “Petro” ของเวเนซุเอลา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกนำเสนอว่าเป็น คริปโทเคอร์เรนซีที่มีน้ำมันหนุนหลังเป็นเหรียญแรกของโลก แม้จะฟังดูดี แต่เหรียญดังกล่าวกลับยุติการใช้งานภายใน 5 ปี 

บทความนี้จะพาไปสำรวจกรณีศึกษาของ Petro ตั้งแต่จุดเริ่มต้น แนวคิดเบื้องหลัง ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้ “เหรียญน้ำมันดิจิทัล” นี้ต้องจบลงอย่างรวดเร็ว

วิกฤตเงินเฟ้อทะลุเพดาน และทางออกที่ชื่อว่า “คริปโท”

เวเนซุเอลา คือหนึ่งในประเทศที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หากใครที่เคยเห็นภาพธนบัตรที่เกลื่อนตามถนน เหมือนกับไม่มีค่า เหมือนเป็นกระดาษแผ่นนึง นั่นจะต้องมีประเทศเวเนซุเอลาอยู่ในนั้นแน่นอน

ในช่วงปี 2017–2018 อัตราเงินเฟ้อของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นเกิน 4,000% ต่อปี ส่งผลให้เงินสดแทบไร้ค่า ประชาชนต้องใช้ธนบัตรจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อสินค้าเพียงเล็กน้อย หลายร้านค้าต้องปรับราคาสินค้าทุกวันเพื่อให้ทันกับการลดลงของค่าเงิน 

อีกทั้งประเทศยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนอาหาร ยา และสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างหนัก รวมถึงค่าเงินโบลิวาร์ก็แทบจะไม่มีค่าใด ๆ เลย

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจเวเนซุเอลา ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว มาจากทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก การบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาด รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินจากสหรัฐฯ ซึ่งทำให้รัฐบาลเวเนซุเอลาเข้าถึงตลาดทุนและเงินตราต่างประเทศได้ยากขึ้น

เมื่อระบบการเงินของประเทศเริ่มล้มเหลว รัฐบาลจึงพยายามมองหาเครื่องมือใหม่ที่จะช่วยนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศ และหนึ่งในแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาใช้ก็คือ เทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซี

Petro (PTR) คืออะไร? และกลไกหนุนหลัง

Petro (PTR) คือคริปโทเคอร์เรนซีที่ออกโดยรัฐบาลเวเนซุเอลา เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2018 ภายใต้การนำของประธานาธิบดี นิโค ลัส มาดูโร โดยถูกนำเสนอว่าเป็น คริปโทเคอร์เรนซีของรัฐเหรียญแรกของโลกที่มีทรัพยากรธรรมชาติหนุนหลัง

แนวคิดดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงของประเทศ ทั้งภาวะเงินเฟ้อที่สูง การอ่อนค่าของเงินโบลิวาร์ และมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินจากสหรัฐฯ

รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงมองว่า Petro จะเป็นเครื่องมือใหม่ในการระดมเงินตราต่างประเทศและลดการพึ่งพาระบบการเงินแบบดั้งเดิม ที่ถูกจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะการเข้าถึงตลาดทุนและการกู้เงินจากต่างประเทศ

หัวใจสำคัญของ Petro คือแนวคิดที่ว่า เหรียญแต่ละหน่วยจะมีมูลค่าอ้างอิงกับทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ซึ่งเวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลและถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก

รัฐบาลประกาศว่า 1 Petro จะมีมูลค่าเทียบเท่ากับน้ำมันดิบ 1 บาร์เรลของเวเนซุเอลา ทำให้ราคาเริ่มต้นของเหรียญจึงอ้างอิงกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งในช่วงเปิดตัวอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในแผนเริ่มต้น รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศว่าจะออกเหรียญทั้งหมด 100 ล้าน Petro โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้มากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนต่างชาติผ่านการเปิดขายเหรียญล่วงหน้า (Pre-sale)

การเปิดขาย Petro เริ่มต้นในเดือน กุมภาพันธ์ 2018 โดยรัฐบาลอ้างว่า ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก และระบุว่าสามารถระดมทุนได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ในช่วงแรก

โดยเหรียญ Petro ถูกออกแบบให้สามารถซื้อได้ด้วย เงินตราต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์หรือยูโร หรือ คริปโทเคอร์เรนซี เช่น Bitcoin และ Ethereum

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่อนุญาตให้ซื้อ Petro ด้วยเงินโบลิวาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินของประเทศเอง ทำให้ประชาชนเวเนซุเอลาจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงเหรียญดังกล่าวได้โดยตรง

แม้ Petro จะถูกโฆษณาว่าเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีน้ำมันหนุนหลัง แต่ในความเป็นจริงก็มีคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับ ความโปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นว่าผู้ถือเหรียญสามารถแลก Petro เป็นน้ำมันจริงได้หรือไม่ รวมถึงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับระบบที่ใช้ค้ำประกันมูลค่าเหรียญ

ข้อกังวลเหล่านี้ ประกอบกับบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ทำให้ Petro กลายเป็นประเด็นถกเถียงในเวทีระหว่างประเทศตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งมองว่าโครงการนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินที่มีต่อรัฐบาลเวเนซุเอลา

ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อ Petro

ตั้งแต่ริเริ่มโครงการ Petro ของเวเนซุเอลาก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในบริบทของมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลสหรัฐใช้กดดันรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร

ก่อนการเปิดตัว Petro เวเนซุเอลาถูกสหรัฐฯ จำกัดการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด โดยในปี 2017 รัฐบาลสหรัฐได้ออกมาตรการคว่ำบาตรที่ห้ามสถาบันการเงินของสหรัฐซื้อพันธบัตรหรือให้เงินกู้แก่รัฐบาลเวเนซุเอลา

มาตรการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงบริษัทน้ำมันแห่งชาติ PDVSA ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลเวเนซุเอลาเผชิญข้อจำกัดอย่างหนักในการระดมทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการรีไฟแนนซ์หนี้ในตลาดการเงินโลก

หลังจากที่ เวเนซุเอลาประกาศเปิดตัว Petro ในปี 2018 รัฐบาลสหรัฐจึงมองว่าโครงการนี้อาจเป็นความพยายามของรัฐบาลมาดูโร ในการ หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน โดยใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางใหม่ในการระดมทุนจากนักลงทุนต่างชาติ

ความกังวลดังกล่าว ถูกสะท้อนผ่านจดหมายของวุฒิสมาชิกสหรัฐ Marco Rubio และ Robert Menendez ที่ส่งถึงกระทรวงการคลังสหรัฐ โดยระบุว่า รัฐบาลสหรัฐควรเตรียมเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อป้องกันการใช้คริปโทเคอร์เรนซีในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ในเดือนมีนาคม 2018 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งผู้บริหาร ที่ห้ามบุคคลและบริษัทสัญชาติอเมริกันซื้อหรือทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Petro โดยให้เหตุผลว่า การลงทุนในเหรียญดังกล่าวอาจเทียบเท่ากับการให้เงินกู้แก่รัฐบาลเวเนซุเอลาที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตร

มาตรการดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ มอง Petro ไม่ใช่เพียงโครงการคริปโทธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินของรัฐที่อาจถูกใช้เพื่อบ่อนทำลายมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ

ต่อมาในปี 2019 สหรัฐฯ ยังได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนโครงการ Petro ซึ่งยิ่งทำให้การยอมรับเหรียญดังกล่าวในตลาดโลกยากขึ้น

แรงกดดันจากสหรัฐ รวมถึงความกังวลเรื่องความโปร่งใสของโครงการ ทำให้ Petro ต้องเผชิญอุปสรรคตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จำกัดการยอมรับของเหรียญนี้ในเวทีการเงินระหว่างประเทศ

อวสานเหรียญน้ำมันดิจิทัล

สุดท้ายแล้ว จากปัญหาที่ถาโถมเข้ามา Petro ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็นเครื่องมือช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาได้อย่างที่รัฐบาลคาดหวัง 

แม้รัฐบาลจะพยายามผลักดันให้เหรียญถูกใช้งานภายในประเทศ ทั้งการชำระค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับราชการ การจ่ายภาษี หรือการผูกบางนโยบายเศรษฐกิจกับมูลค่าของ Petro แต่การใช้งานจริงยังคงจำกัด 

ขณะที่นักลงทุนคริปโทก็แทบไม่ยอมรับเหรียญดังกล่าว ทำให้ Petro ไม่สามารถกลายเป็นช่องทางระดมทุนระหว่างประเทศได้อย่างที่รัฐบาลตั้งใจไว้

อีกปัจจัยสำคัญคือปัญหาความเชื่อมั่นของตลาด นักลงทุนจำนวนมากตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของโครงการ โดยเฉพาะกลไก “น้ำมันหนุนหลัง” ที่รัฐบาลประกาศ แต่ไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าผู้ถือเหรียญสามารถตรวจสอบหรือจะแลกเป็นทรัพยากรจริงได้อย่างไร 

อีกทั้งโครงสร้างของเหรียญยังถูกควบคุมโดยรัฐเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของคริปโทเคอร์เรนซีแบบกระจายศูนย์ที่นักลงทุนให้ความเชื่อมั่น

นอกจากนี้ ในปี 2023 เวเนซุเอลายังเผชิญคดีคอร์รัปชันครั้งใหญ่ในภาคพลังงาน หลังมีการตรวจพบความผิดปกติทางการเงินในการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการขายน้ำมันของรัฐผ่านบริษัท PDVSA

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ Tareck El Aissami รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวน และยิ่งซ้ำเติมความกังวลเกี่ยวกับการกำกับดูแลและความโปร่งใสของระบบสินทรัพย์ดิจิทัลของรัฐเวเนซุเอลา

ท้ายที่สุด ในช่วงปลายปี 2023 รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ประกาศยุติการใช้งาน Petro และทยอยปิดแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับเหรียญดังกล่าว โดยกระบวนการยุติโครงการเสร็จสิ้นในช่วงต้นปี 2024 ปิดฉากคริปโทของรัฐที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็น “เหรียญน้ำมันดิจิทัล” ลงหลังดำเนินโครงการมาเกือบ 6 ปี

ขณะเดียวกัน เหรียญ Petro ที่ยังเหลืออยู่ในระบบก็ถูกสั่งให้ แปลงกลับเป็นเงินโบลิวาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินของประเทศ แม้ค่าเงินดังกล่าวยังคงเผชิญปัญหามูลค่าตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

การสิ้นสุดของ Petro จึงกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญของโลกคริปโท และนำไปสู่คำถามสำคัญว่า โลกสินทรัพย์ดิจิทัลได้เรียนรู้อะไรจากความล้มเหลวครั้งนี้

บทเรียนของความล้มเหลวจากมุมมองของผู้เขียน

จากกรณีของ Petro สะท้อนให้เห็นว่า การมีรัฐบาลเป็นผู้ออกเหรียญไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น จะได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโดยปริยาย แม้จะมีการอ้างถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมันมาเป็นหลักประกัน แต่หากกลไกของระบบไม่โปร่งใส และไม่สามารถตรวจสอบได้จริง นักลงทุนก็ย่อมตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์นั้น

ในโลกของคริปโท ความเชื่อมั่นของตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเหรียญที่ออกโดยเอกชนหรือโดยรัฐ หากขาดความโปร่งใส กลไกทางเศรษฐกิจไม่ชัดเจน หรือการกำกับดูแลไม่สามารถสร้างความไว้วางใจได้ สินทรัพย์นั้นก็ยากที่จะได้รับการยอมรับในระดับโลก

บทเรียนจาก Petro จึงชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ หากไม่มีระบบที่เปิดเผย ตรวจสอบได้ และได้รับความไว้วางใจจากตลาด

ในท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถืออาจเป็น “ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด” ของสินทรัพย์ดิจิทัล มากกว่าทรัพยากรที่ถูกนำมาเป็นหลักประกันเสียอีก

อ้างอิง : coindesk coindesk reuters reuters brookings investopedia

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

สหรัฐ ฉัตราพงษ์

สหรัฐ ฉัตราพงษ์

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย