
ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนวัยเริ่มทำงาน หรือทำงานมาสักพัก ข่าวเรื่อง AI มักทำให้ใจหวิวเหมือนกัน เพราะมันไม่ใช่เทคโนโลยีเฉพาะวงการ มันกระทบแทบทุกอาชีพ!
บทสนทนาของ NeoWealth Club EP.8 มีประเด็นที่น่าสนใจมาก ที่เราอยากหยิบมาขยายสำหรับคนทำงานโดยเฉพาะ
สิ่งที่ AI ทำไม่ได้ ไม่ใช่ความฉลาด แต่คือ “ความรับผิดชอบ”
AI ทำงานได้ เก่งขึ้นเรื่อย ๆ สร้างงานได้เร็วกว่าเรา แต่เวลาเกิดข้อผิดพลาด…ใครรับผล?
คุณใช้ AI ทำแคมเปญการตลาดแล้วมันพัง
บริษัทที่สร้าง AI ไม่ได้มารับผิดชอบแทนคุณ
สุดท้าย “มนุษย์” เป็นคนอนุมัติ เป็นคนตัดสินใจ และเป็นคนรับผลอยู่ดี
นี่คือเหตุผลว่าทำไมยุค AI ถึงไม่ใช่ยุคที่มนุษย์จะ “สบายขึ้นแล้วไม่ต้องทำอะไร”
แต่มันคือยุคที่คนทำงานต้อง “ขยับบทบาท” จากคนลงมือทำ ไปเป็นคนกำกับ-ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์
นี่แหละคือ “ประตูรอดของมนุษย์เงินเดือน”
ปัญหาของ First Jobber อาจไม่ใช่ไม่มีสกิลแต่คือ“ลงทุนผิดจุด”
ลองนึกภาพตาม เรียน 4 ปี หรือบางคนมากกว่านั้นเพื่อจะเก็บเกี่ยวทักษะบางอย่าง
แต่พอจบมา AI ทำ “เหมือนกัน” ได้เลย
มันเลยทำให้รู้สึกว่า “การเรียนที่ลงทุนไป” เหมือนซื้อหุ้นผิดแล้วมันลง
แต่ข้อสรุปที่สำคัญกว่าคือ
คุณอย่าเอาชีวิตไปวัดในสิ่งที่ “ทำได้ด้วยมือ” เพียงอย่างเดียว
เพราะเมื่อเครื่องมือใหม่มา ทุกคนใช้เครื่องมือเดียวกันได้หมด
ความต่างจะไปอยู่ที่คนที่ “กำกับทิศทาง” และ “รับผิดชอบผลลัพธ์” ได้จริง
อ.ขิง ยกตัวอย่างชัด ๆ คือสายอาร์ต
ไม่ใช่แข่งกันวาดไว วาดสวย วาดวันละกี่รูป
แต่คือรู้ว่า งานนี้ควรใช้ mood & tone แบบไหน ทำไปเพื่ออะไร สื่อสารกับใคร
และสุดท้ายกล้ารับผิดชอบว่า “ปล่อยงานแบบนี้” แล้วผลดีผลเสียคืออะไร
ยุคนี้ “ชื่อเสียง” คือทุนที่ AI สร้างแทนไม่ได้
ทางออกหากคุณยังเงินเดือนน้อย ยังไม่มีเงินเก็บ ยังไม่มั่นคง
ให้เริ่ม “สะสมทุนที่ไม่ต้องใช้เงินก่อน”
ทุนสำคัญที่สุดของคนทำงานยุคนี้คือ reputation หรือ proof of work
เพราะเวลามีคนสองคนฝีมือใกล้กัน
นายจ้างมักเลือกคนที่มีประวัติการทำงานที่ไว้ใจได้
สิ่งนี้ปลอมยาก และพิสูจน์ง่าย
แล้วคนทำงานเบื้องหลังล่ะ ไม่มีผลงานโชว์แบบหน้าฉาก?
ง่ายมากคุณต้อง “เก็บหลักฐาน” ของการทำงานให้ได้
ตามธรรมชาติของสายงานคุณ เช่น
-portfolio / case log ที่อธิบายว่า “คุณทำอะไรให้โปรเจกต์เดิน”
-reference จากคนที่ร่วมงาน
-บันทึกผลลัพธ์ที่วัดได้ (ก่อน-หลัง)
หรือแม้แต่ความสามารถในการสรุปปัญหาและเสนอทางออกอย่างเป็นระบบ
อย่ารอให้เป็นหัวหน้าก่อนแล้วค่อยรู้ว่า “ตอนรับคนเข้าทีม เขาดูอะไร” แต่ให้เริ่มสร้างหลักฐานตั้งแต่วันนี้
หากวันนี้ยังหางานไม่ได้ล่ะ?
ทางออกอาจไม่ใช่ “เรียนเพิ่มทันที”
แต่อาจเป็น “เอาตัวเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรมให้เร็วที่สุด”
หลายคนถูกฝังหัวว่า
เรียน = ได้งาน
พอหางานไม่ได้ ก็คิดว่า “ต้องเรียนเพิ่ม”
แต่การเรียนก็คือการลงทุน และลงทุนผิดก็เจ็บซ้ำได้
มุมที่น่าสนใจจาก อ.ขิง คือ
แทนที่จะเอาเวลาและเงินไป “เสี่ยง” กับระบบการศึกษาอีกรอบ
ลองใช้แนวคิดตรง ๆ แบบคนทำงาน
คือการไปอยู่กับบริษัทจริง โดยขอเป็นเด็กฝึกงานหลังเรียนจบก็ได้ อาจรับเงินน้อย หรือช่วงสั้น ๆ เพื่อแลก “ประสบการณ์ + โปรไฟล์”
เพราะเป้าหมายของคุณคือ “ทำให้ตลาดเห็นว่าคุณทำงานได้” ไม่ใช่ “สะสมใบรับรองให้สบายใจ” ทีนี้เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะมีทุนเพิ่ม นั่นคือ
ประสบการณ์ คนรู้จัก คนที่พร้อมรับรอง และผลงานที่คุณเคยรับผิดชอบและทำสำเร็จจริง และคุณเริ่ม “ต่อรอง” ได้จริง
ยุค AI ขยับจากคนทำ ไปเป็นหัวหน้าของเครื่องมือ
ประสบการณ์ใช้ AI ให้คุ้มในชีวิตทำงาน มันคล้ายทักษะ “หัวหน้า” ที่จะต้องสั่งงานให้ชัดว่าเอาอะไร ไม่เอาอะไร ตรวจงานได้ว่าถูกหรือมั่ว เชื่อมงานหลายส่วนให้เป็นผลลัพธ์เดียว และรับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบ
สรุปเข็มทิศสำหรับมนุษย์เงินเดือน 2 กลุ่ม
1.First Jobber
อย่าหวังว่าปริญญาจะเป็นโล่ ให้รีบเข้าไปคลุกในอุตสาหกรรม คุยกับคนเยอะ ๆ เรียนรู้จากรุ่นพี่ และสร้าง proof of work ให้ไวที่สุด
2.คนทำงานมาสักพักแต่ยังไม่มั่นคง
อย่ามองแค่โต๊ะตรงหน้า ให้มองทั้งระบบว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังถูก AI จ่อทางไหน แล้วคุณควรเอา AI มาเสริมตรงไหน และควรหนีออกจากงานซ้ำ ๆ ตรงไหน
ท้ายที่สุด AI อาจเก่งขึ้นทุกเดือน
แต่สิ่งที่มันไม่สามารถมาแทนคุณได้เลย คือ “การรับผิดชอบชีวิตตัวเอง”
และถ้าคุณเริ่มสะสม “ทุน” ที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้
AI จะไม่ใช่อวสานของมนุษย์เงินเดือน
แต่มันจะเป็นแรงผลักให้คุณไต่ขึ้นไปอยู่ “เหนือน้ำ” ได้จริง
รับชมคลิปเต็มได้ที่นี่ : AI เปลี่ยนเกม แล้วมนุษย์ยังมีบทบาทอะไร

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย