
จากบทสัมภาษณ์ “คุณทิว” ปกป้อง คล่องใจภักดี อดีตวาณิชธนากร , Bitcoiner และผู้ก่อตั้งเพจ อันเฟียต- Unfiat Thai Ratel ในรายการ CryptoVerse Live
เพื่อให้เห็นภาพปัจจุบัน เราต้องย้อนกลับไปดูพัฒนาการของบริษัท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญ
จุดเริ่มต้นเกิดจากปัญหาคลาสสิกของบริษัทที่มีเงินสดเหลือเยอะ แต่ไม่รู้จะเอาไปลงทุนอะไรให้งอกเงยชนะเงินเฟ้อ หากเก็บเงินสดไว้เฉยๆ มูลค่าจะลดลงตามกาลเวลาบริษัทจึงตัดสินใจนำเงินสดในมือมาเปลี่ยนเป็น Bitcoin เพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองคงคลัง โดยมีเป้าหมายเพื่อ “รักษาความมั่งคั่ง” ในระยะยาว
เมื่อ Saylor มองเห็นว่า Bitcoin คือสินทรัพย์ที่ขาดแคลนและมีศักยภาพสูง แถมคนยังไม่รู้จักบิตคอยน์มากนัก เขาจึงเปลี่ยนจากการ “ออม” เป็นการ “กวาดซื้อ” เพื่อรีบแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด
บริษัทใช้วิธี Secured Lending คือนำ Bitcoin ที่มีอยู่ไปวางเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคาร ซึ่งในยุคนั้นคือ Silvergate Bank เพื่อกู้เงินสดออกมาซื้อ Bitcoin เพิ่ม
ความเสี่ยงของการกู้แบบนี้เหมือนการเล่น Futures หรือ Margin Trading หากราคา Bitcoin ตกหนักถึงจุดหนึ่ง บริษัทอาจโดนบังคับขาย (Liquidate)
ซึ่งบริษัทเคยเกือบพลาดท่า ตอนนั้นช่วงปี 2021-2022 ที่ราคา Bitcoin ร่วงจาก 69,000 เหลือ 15,000 ดอลลาร์ บริษัทตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด โดนเรียกหลักประกันเพิ่ม แต่โชคดีที่บริษัทมีต้นทุน Bitcoin ในล็อตแรกๆ ต่ำมาก จึงสามารถนำ Bitcoin มาเติมเป็นหลักประกันได้ทัน และเมื่อธนาคาร Silvergate ล้มละลาย บริษัทจึงชำระหนี้คืนและปิดความเสี่ยงส่วนนี้ไป
ปัจจุบันบริษัทเปลี่ยนรูปแบบหนี้ทั้งหมดเป็นการกู้ยืมโดย ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured Debt) กล่าวคือ “เลิกเอา Bitcoin ไปค้ำประกัน” แต่หันมาใช้เครื่องมือทางการเงินในตลาดทุนแทน ทำให้ “ไม่มีความเสี่ยงโดนบังคับขาย Bitcoin” แม้ราคาจะตกหนักแค่ไหนก็ตาม
เปรียบเสมือนการกดเงินสดจากบัตรเครดิตมาลงทุน ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถยึด Bitcoin ได้ทันทีแม้ราคาจะผันผวน ทำให้บริษัทขจัดความเสี่ยงเรื่อง Margin Call ออกไปได้
ทำไมบริษัทถึงกู้เงินมาได้เรื่อยๆ โดยดอกเบี้ยต่ำ หรือบางครั้งดอกเบี้ย 0%? คำตอบอยู่ที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์นักลงทุนสถาบันอย่างชาญฉลาดนั่นเอง โดยในยุควิศวกรรมทางการเงิน บริษัทใช้เครื่องมือ ดังนี้
***ผ่ากลไก “วิศวกรรมทางการเงิน”
บริษัทออกตราสารหนี้ที่มีอายุ (เช่น 5 ปี) โดยเสนอเงื่อนไขที่ดูเหมือนจะเสียเปรียบให้คนซื้อคือ “ดอกเบี้ยต่ำมากหรือ 0%” และ “ราคาแปลงสภาพเป็นหุ้นที่สูงกว่าราคาตลาดมาก” (Premium)
ทำไมสถาบันถึงซื้อ? นักลงทุนกลุ่มสถาบัน หรือพวก Hedge Fund ไม่ได้ซื้อเพราะอยากได้ดอกเบี้ย หรืออยากถือยาวรอหุ้นขึ้น แต่ซื้อเพราะสิ่งที่แถมมาด้วยคือ “Call Option” (สิทธิ์ในการซื้อหุ้น) สถาบันเหล่านี้มองเห็นว่าหุ้น MSTR มีความผันผวนสูงกว่า Bitcoin เสียอีก (เพราะมีการใช้ Leverage) ยิ่งหุ้นผันผวน ราคา Option ยิ่งแพง พวกเขาจึงเข้ามาทำกำไรผ่านกลยุทธ์ Delta Neutral
ประโยชน์ต่อ MSTR คือ ได้เงินกู้มาฟรีๆ (ดอกเบี้ย 0%) เพื่อไปซื้อ Bitcoin โดยแลกกับการให้สิทธิ์แปลงเป็นหุ้นในอนาคต ซึ่งหากหุ้นขึ้นจริง บริษัทก็แค่ออกหุ้นเพิ่มทุนชำระหนี้แทนเงินสด
เมื่อตลาดหุ้นกู้แปลงสภาพเริ่มตึงตัว (เพราะการ Short หุ้นกดดันราคา) บริษัทจึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือหุ้นบุริมสิทธิ์ที่ “ไม่มีวันหมดอายุ” (Perpetual) จ่ายแต่ดอกเบี้ย ไม่ต้องคืนเงินต้นตลอดกาล โดยแบ่งเป็น 5 Series (STRK, STRF, STRD, STRC, STRE) เพื่อเจาะกลุ่มนักลงทุนที่แตกต่างกัน
2.1 STRK (Strike) : ให้ดอกเบี้ยประมาณ 8% + สิทธิ์แปลงเป็นหุ้น แต่ราคาแปลงสภาพสูงเสียดฟ้า (เช่น ต้องรอหุ้นขึ้นไปถึง 1,000 ดอลลาร์) เหมาะกับคนที่อยากได้ดอกเบี้ยและลุ้น Capital Gain เล็กน้อย
2.2 STRF (Strife): ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น (10%) แต่ตัดสิทธิ์แปลงสภาพทิ้ง เหมาะกับคนที่อยากกินดอกเบี้ยเพียวๆ และต้องการความปลอดภัยลำดับต้นๆ ในกลุ่มบุริมสิทธิ์
2.3 STRD (Stride): เป็นหนี้ที่มีความเสี่ยงสูงสุด สามารถถูกข้ามการจ่ายเงินปันผลได้โดยไม่ถือว่าผิดนัดชำระ แต่แลกมาด้วยผลตอบแทนสูงลิ่วถึงประมาณ 15%
2.4 STRC (Stretch) : ออกแบบมาคล้าย “Algorithmic Stablecoin ที่มี Bitcoin หนุนหลัง”
-จ่ายดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) จ่ายทุกเดือน (Monthly)
-บริษัทจะใช้กลไกแทรกแซงตลาดเพื่อตรึงราคาไว้ที่ราวๆ 100 ดอลลาร์ (เช่น ถ้าราคาตก จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดคนซื้อ)
-เครื่องมือนี้ประสบความสำเร็จสูงสุด ระดมทุน IPO ได้ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ เพราะทำให้นักลงทุนรู้สึกเหมือนฝากเงินกินดอกเบี้ยสูงในสินทรัพย์ที่ราคาไม่แกว่งมาก
2.5 STRE : เหมือน STRF แต่ขายเป็นสกุลเงิน “ยูโร” เพื่อดึงเงินจากนักลงทุนฝั่งยุโรป
นักลงทุนมักกังวลว่า “ถ้า Bitcoin ราคาตกบริษัทจะเจ๊งไหม?” คำตอบจากโครงสร้างทางการเงินปัจจุบันคือ “ยากมาก” ด้วยเหตุผลดังนี้
1. ไม่มีความเสี่ยงเรื่อง Margin Call
หนี้สินทั้งหมดในปัจจุบันเป็นแบบ Unsecured (ไม่มีหลักประกัน) เปรียบเหมือนบริษัทกดเงินสดจากบัตรเครดิตมาซื้อ Bitcoin หากราคา Bitcoin ร่วง เจ้าหนี้ (ผู้ถือหุ้นกู้) ไม่สามารถเดินมายึด Bitcoin หรือบังคับให้ขายได้ ตราบใดที่บริษัทยังจ่ายดอกเบี้ยตรงเวลา
2. สภาพคล่องเหลือเฟือ
ปัจจุบัน บริษัทมีเงินสดสำรอง (Fiat Reserve) เตรียมไว้ประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคำนวณแล้วว่าเพียงพอสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ต่างๆ ได้นานถึง 2.5 ปี โดยไม่ต้องพึ่งพากำไรจากธุรกิจซอฟต์แวร์หรือขาย Bitcoin เลย
3. จุดตายที่แท้จริง ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
ความเสี่ยงที่จะทำให้ MicroStrategy ถึงขั้นวิกฤตหรือล้มละลายได้ ไม่ใช่เพียงแค่ราคาผันผวนระยะสั้น แต่ต้องเกิดจากปัจจัยรุนแรง ดังนี้
-Bitcoin ล่มสลาย
นี่คือความเสี่ยงสูงสุดระดับมหภาค หากเครือข่าย Bitcoin พังทลาย ถูกแฮกจนระบบเสีย หรือมูลค่ากลายเป็นศูนย์ด้วยเหตุผลใดก็ตาม บริษัท MicroStrategy จะไม่สามารถอยู่รอดได้
บริษัทเปรียบเสมือน Entity ที่ผูกชะตาชีวิตไว้กับ Bitcoin หาก Bitcoin รอด บริษัทก็รอด แต่ถ้า Bitcoin ตาย บริษัทก็จบเห่ จึงไม่ต้องถามถึงความเสี่ยงอื่นหากเกิดกรณีนี้
-ราคาร่วงหนักและยาวนาน
บริษัทประเมินว่า Bitcoin ต้องราคาต่ำกว่า 8,000 ดอลลาร์ เป็นระดับราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าหนี้สินของบริษัทอย่างมาก เพียงแค่ราคาแตะ 8,000 ดอลลาร์ยังไม่ทำให้บริษัทล้ม แต่ราคาจะต้อง “แช่” อยู่ในระดับต่ำนานมากจนกระทั่งเงินสดสำรอง (Fiat Reserve) หมดลง บริษัทถึงจะเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้
แต่ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดสำรองประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคำนวณแล้วว่าเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ต่างๆ ได้นานถึง 30 เดือน (2 ปีครึ่ง) โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากธุรกิจซอฟต์แวร์หรือขาย Bitcoin ออกมาเลย ดังนั้น หากวิกฤตราคาตกต่ำไม่ยาวนานเกินกว่านี้ บริษัทก็จะยังประคองตัวผ่านไปได้
-หนี้ครบกำหนด
หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Notes) เป็นกลุ่มเดียวที่น่ากังวลเพราะ “ต้องคืนเงินต้น” เมื่อครบกำหนดสัญญา ต่างจากหุ้นบุริมสิทธิ์ที่ไม่ต้องคืนเงินต้นตลอดกาล
โดยรุ่นที่ครบกำหนดเร็วที่สุดคืออีกเกือบ 2 ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่ายังมีเวลาบริหารจัดการ แม้ถึงวันนั้นราคาหุ้นจะไม่ขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนไม่แปลงหนี้เป็นหุ้น และบริษัทต้องหาเงินสดมาคืน แต่เงินสดสำรองที่มีอยู่ในปัจจุบัน (Reserve) ก็ยังเพียงพอที่จะชำระหนี้ก้อนที่จะครบกำหนดนี้ได้ทันที และยังเหลือเงินไว้จ่ายดอกเบี้ยต่อได้อีกประมาณ 1 ปีด้วยซ้ำ จึงถือว่าความเสี่ยงนี้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
***Saylor ตัวพ่อแห่งการถม Bitcoin ด้วยเงิน Fiat
ความล้ำลึกของ Saylor คือเขาไม่ได้เพียงแค่มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์เก็งกำไร แต่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า Bitcoin คือ “หลักประกันชั้นเลิศ” ที่โลกการเงินยุคใหม่ต้องการ เขาจึงใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทางการเงิน สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์นักลงทุนสถาบัน ที่ต้องการดอกเบี้ยและความผันผวน เพื่อดึงดูดเงินจากระบบการเงินดั้งเดิม (Fiat) มาใช้ในการกวาดต้อน Bitcoin ให้ได้มากที่สุด
ในอนาคต ไม่ว่า Bitcoin จะถูกใช้เป็น “เงิน” สำหรับจับจ่ายใช้สอย หรือเป็นเพียง “สินทรัพย์ค้ำประกัน” อยู่เบื้องหลังระบบการเงินเหมือนทองคำในอดีต Saylor ก็ชนะทั้งคู่ เพราะบริษัทของเขาจะเป็น Entity ที่ถือครองสินทรัพย์นี้มากที่สุดในโลก
สไตล์การลงทุนส่วนตัวของคุณปกป้อง ใช้หลักการ “ออมเพื่อความมั่นคง ลงทุนเพื่อความมั่งคั่ง” โดยแบ่งเงินเป็น 2 ส่วนชัดเจน ส่วนแรกเก็บออมเพื่อความมั่นคงเป็น Bitcoin คุณปกป้องมองว่า Bitcoin คือ “เงินที่มั่นคงที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา” เขาเชื่อว่า Bitcoin จะกลายเป็นรากฐานใหม่ในการใช้ “ประเมินมูลค่า” ของทุกสรรพสิ่งในโลกอนาคต Bitcoin คือเงินรูปแบบแรกที่มนุษย์ “ออกแบบ” คุณสมบัติพื้นฐานขึ้นมาอย่างตั้งใจให้สมบูรณ์แบบ ต่างจากทองคำหรือเปลือกหอยที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ
ส่วนพอร์ตเก็งกำไรควรจัดสรรเงินเพียงส่วนน้อย เช่น 10-20% ซึ่งรวมถึงการลงทุนในหุ้น Strategy (MSTR) โดยการซื้อหุ้น MSTR นั้นให้มองเป็นการ “ลงทุน/เก็งกำไร” เพื่อความมั่งคั่ง
เขาเตือนว่าหุ้น MSTR มีความผันผวนมากกว่า Bitcoin เยอะมาก ในขณะที่ Bitcoin อาจลง 20-30% หุ้น MSTR อาจร่วงลงไปถึง 70% ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้เงินเย็นจริงๆ ที่พร้อมสูญเสียได้ทั้งหมด โดยที่ไม่เดือดร้อนต่อการใช้ชีวิต เพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนทวีคูณ
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เป็นคำแนะนำหรือชี้นำในการตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยนัย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม (Do Your Own Research) และพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

บรรณาธิการข่าว สินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย