
"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จาก IAA Consensus ที่มีการอัปเดทหลัง 1 ม.ค.2569 พบ 11 บริษัท (ไม่รวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์) ถูกโบรกเกอร์คาดการณ์ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4/68 (4Q/68) มีแนวโน้มเติบโตทั้งเทียบปีก่อน (YoY) และไตรมาสก่อน (QoQ) ประกอบด้วย
11 บจ. ถูกโบรกฯคาดกำไร 4Q/68 โตทั้ง YoY-QoQ | ||||||
ชื่อย่อหุ้น | บล. | คาดกำไร 4Q/68 (ลบ.) | %chg YoY | %chg QoQ | ราคาเหมาะสม (บ.) | %อัปไซด์* |
ADVANC | ฟินันเซียฯ | 12,900 | 39 | 7 | 348.70 | 1.96 |
เคจีไอ | 12,733 | 38 | 6 | 366 | 7.02 | |
ซีจีเอสฯ | 12,200 | 32 | 2 | 349 | 2.05 | |
BDMS | ฟิลลิป | 4,578 | 6 | 6 | 26 | 37.57 |
หยวนต้า | 4,390 | 1 | 1 | 31.60 | 67.20 | |
TRUE | ซีจีเอสฯ | 3,200 | พลิกกำไร | 104 | 14.70 | 22.50 |
เคจีไอ | 2,100 | พลิกกำไร | 34 | 14 | 16.67 | |
MTC | หยวนต้า | 1,775 | 15 | 3 | 52 | 76.27 |
พาย | 1,762 | 14 | 2 | 48 | 62.71 | |
ฟิลลิป | 1,752 | 13 | 1 | 39 | 32.20 | |
SCGP | เอเซีย พลัส | 1,336 | พลิกกำไร | 40 | 23 | 11.11 |
ดาโอ | 1,300 | พลิกกำไร | 36 | 22 | 6.28 | |
กรุงศรี | 1,296 | พลิกกำไร | 36 | 17.50 | -15.46 | |
ดีบีเอสวิคเคอร์ส | 1,240 | พลิกกำไร | 31 | 17 | -17.87 | |
บัวหลวง | 1,213 | พลิกกำไร | 27 | 21 | 1.45 | |
ทิสโก้ | 1,200 | พลิกกำไร | 26 | 23 | 11.11 | |
เคจีไอ | 1,100 | พลิกกำไร | 15 | 20 | -3.38 | |
ITC | หยวนต้า | 866 | 10 | 7 | 18.20 | 10.30 |
กรุงศรี | 836 | 6 | 3 | 20 | 21.21 | |
ทรีนีตี้ | 829 | 5 | 2 | 20.90 | 26.67 | |
บียอนด์ | 821 | 4 | 1 | 18.50 | 12.12 | |
OSP | ดาโอ | 816 | 44 | 17 | 20 | 12.99 |
ฟินันเซียฯ | 806 | 42 | 15 | 21 | 18.64 | |
เคจีไอ | 785 | 39 | 12 | 20 | 12.99 | |
STECON | เอเซีย พลัส | 260 | พลิกกำไร | 59 | 12.50 | 67.79 |
ทิสโก้ | 245 | พลิกกำไร | 48 | 10 | 34.23 | |
เคจีไอ | 179 | พลิกกำไร | 10 | 7.70 | 3.36 | |
KCG | ฟินันเซียฯ | 190 | 17 | 116 | 11 | 31.74 |
หยวนต้า | 179 | 10 | 103 | 12.20 | 46.11 | |
SAV | หยวนต้า | 148 | 17 | 16 | 16 | 36.75 |
ดาโอ | 141 | 11 | 10 | 18 | 53.85 | |
กรุงศรี | 135 | 6 | 5 | 18.10 | 54.70 | |
MAGURO | ดาโอ | 50 | 48 | 32 | 33 | 69.23 |
หยวนต้า | 50 | 48 | 32 | 31 | 58.97 | |
ลิเบอเรเตอร์ | 47 | 38 | 23 | 30.75 | 57.69 | |
หมายเหตุ : ข้อมูลเฉพาะหุ้นที่มีบทวิเคราะห์อัปเดทตั้งแต่ต้นปี (YTD) *อัปไซด์เทียบราคาปิด 16 ม.ค.69 **ไม่รวมหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ | ||||||
11 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในดัชนี SET100 จำนวน 7 บริษัท โดยกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มติดโผมากสุด จำนวน 4 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ติดโผจำนวน 2 บริษัท
บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ถูกนักวิเคราะห์คาดว่า ไตรมาส 4/68 จะมีกำไรสุทธิมากที่สุด 12,000 - 12,900 ล้านบาท เติบโตขึ้น 32 - 39% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 2 - 7% จากไตรมาสก่อน หนุนจากรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (58% ของรายได้รวม) คาดอยู่ที่ 33,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน หลังประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์ upsell และ cross-sell ที่ช่วยหนุนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) สูงขึ้น
นอกจากนี้ คาดว่า ADVANC ยังมีการควบคุมต้นทุนที่ดีขึ้น หลังมีการประเมินว่าต้นทุนการให้บริการรวมค่าเสื่อมราคาแและค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ที่ 22,900 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน และลดลง 1% จากไตรมาสก่อน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการรับรู้ประโยชน์เต็มไตรมาส จากต้นทุนคลื่น 2100 MHz ลดลงหลังสัญญากับ NT สิ้นสุดในเดือน ส.ค.68
อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ (SG&A) คาดอยู่ที่ 6,900 ล้านบาท ลดลง 13% จากปีก่อน เพราะช่วงไตรมาส 4/67 มีการบันทึกค่าใช้จ่ายตั้งสำรองด้อยค่าอุปกรณ์ที่ล้าสมัยจำนวน 1,000 ล้านบาท ประกอบกับ ดอกเบี้ยจ่ายรายไตรมาสของ ADVANC จะลดลงมาอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ลดลง 10% จากปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีการรีไฟแนนซ์หนี้
รองลงมา คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ที่คาดมีกำไรสุทธิ 4,390 - 4,578 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1 - 6% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 1 - 6% จากไตรมาสก่อน หนุนจากจำนวนผู้ป่วยชาวไทย และผู้ป่วยชาวต่างชาติทีพำนักอยู่ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายปีที่ผ่านมา หลัก ๆ เป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามารับการรักษาเฉพาะทางเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และไข้หวัดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีตามปริมาณฝนที่ตกมากกว่าปีก่อน
มีอีก 3 บริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มทำได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 2,100 - 3,200 ล้านบาท เทียบปีก่อนขาดทุนสุทธิ 7,507 ล้านบาท และเติบโตขึ้น 34 - 104% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยหนุนการเติบโตมาจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ฟื้นตัวในช่วงดังกล่าว จากการไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
ด้าน บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ถูกคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ไว้ที่ 1,752 - 1,775 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13 - 15% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 1 - 3% จากไตรมาสก่อน หนุนโดยรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่มีแนวโน้มเติบโต 4% จากไตรมาสก่อน ตามความต้องการสินเชื่อในพื้นที่ต่างจังหวัดปรับตัวขึ้น ส่งผลให้สินเชื่อรวมของ MTC จะเติบโตได้ราว 3% จากไตรมาสก่อน
ขณะที่ NIM มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้เล็กน้อยเป็น 13.9% เทียบไตรมาสก่อนอยู่ที่ 13.8% หลังต้นทุนทางการเงินลดลง จากการ Rollover หุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระไปเป็นหุ้นกู้ชุดใหม่ที่มีอัตราดอกเบี้ยลดลง ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น 5% จากไตรมาสก่อน หลังค่าติดตามทวงหนี้ปรับตัวขึ้น และคาด Credit cost ปรับตัวลดลงเหลือ 2.6% เทียบไตรมาสก่อนอยู่ที่ระดับ 2.7% เพราะได้รับอานิสงส์บวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่าง "คนละครึ่งพลัส"
ช่วยให้ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่มีรายได้จากการขายสินค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม Credit cost ระดับดังกล่าว ยังเป็นระดับที่ค่อนข้างสูงเพราะต้องตั้งสำรองเผื่อกรณีของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ และสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา
ฟาก บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 1,100 - 1,336 ล้านบาท เทียบปีก่อนขาดทุนสุทธิ 56 ล้านบาท และเติบโตขึ้น 15 - 40% จากไตรมาสก่อน มีปัจจัยหนุนจากการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น และการปรับโครงสร้างหนี้ของ Fajar Paper อีกทั้ง SCGP จะมีกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าทางบัญชีของ PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน มีอีก 3 บริษัท ที่กำไรสุทธิไตรมาส 4/68 มีแนวโน้มเติบโต 2 หลัก (Double Digit) ทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน ประกอบด้วย บมจ.โอสถสภา (OSP) ที่ถูกโบรกเกอร์คาดกำไรสุทธิไว้ที่ 785 - 816 ล้านบาท เติบโตขึ้น 39 - 44% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 12 - 17% จากไตรมาสก่อน หลังธุรกิจต่างประเทศผ่านช่วงโลว์ซีซั่น และการปิดด่านชายแดนไทย - เมียนมาในช่วงไตรมาส 3/68 ผ่านไปแล้ว ประกอบกับ ปัญหาแผ่นดินไหวในอินโดนีเซียคลายตัว หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จากธุรกิจต่างประเทศฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อด้วย บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น (KCG) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 179 - 190 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10 - 17% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 103 - 116% จากไตรมาสก่อน หนุนจากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของยอดขาย ส่งผลให้ยอดขายรวมมีแนวโน้มเติบโตขึ้น 6% จากปีก่อน อีกทั้ง บริษัทยังมีการขยายฐานลูกค้ากลุ่ม B2B ต่างจังหวัดมากขึ้น โดยสินค้าหลักยังเป็นกลุ่มมาการีน
เช่นเดียวกับ ธุรกิจ B2C ยังสามารถเติบโตจากการออกสินค้าใหม่ อาทิ คุกกี้สูตรน้ำตาลน้อย และ Milkana ที่ปัจจุบันผลตอบรับค่อนข้างดี และเริ่มรับรู้กำลังการผลิตใหม่สำหรับการผลิตเนยที่เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน
ส่วน บมจ.มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 47 - 50 ล้านบาท เติบโตขึ้น 38 - 48% จากปีก่อน และเติบโตขึ้น 23 - 32% จากไตรมาสก่อน หนุนโดยการเปิดสาขาใหม่เพิ่มในช่วงไตรมาส 4/68 อีก 4 สาขา ส่งผลให้บริษัทมีร้านอาหารทั้งหมด 53 สาขา ตามเป้าหมาย อีกทั้ง ยังจะรับรู้รายได้จากแบรนด์ Bincho, Kiwamiya เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มี GPM สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแบรนด์เดิมของบริษัท ประกอบกับ การทำโปรโมชั่นลดราคาเพื่อแข่งขันในตลาดช่วงปลายปีลดความรุนแรงลงด้วย
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจราคาหุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน ของทั้ง 11 บริษัทดังกล่าว ปรากฎว่า บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์สูงสุด 32.20 - 76.27% หลังถูกโบรกเกอร์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 39 - 52 บาท/หุ้น รองลงมา คือ บมจ.มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO) ที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 57.69 - 69.23% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 30.75 - 33 บาท/หุ้น
นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 บริษัท ที่ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์มากกว่า 50% นำโดย บมจ.สเตคอน กรุ๊ป (STECON) ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 3.36 - 67.79% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 7.70 - 12.50 บาท/หุ้น
ปิดท้ายด้วย บมจ.บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 37.57 - 67.20% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 26 - 31.60 บาท/หุ้น และ บมจ.สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ (SAV) ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 36.75 - 54.70% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 16 - 18.10 บาท/หุ้น