ตลท. แจงธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าตลาดหุ้นได้ - ย้ำไม่มีเกณฑ์ห้าม ชี้จะช่วยเพิ่มเสน่ห์หุ้นไทยมากขึ้น ด้านประธานบอร์ดตลท. คุยสื่อนอก เล็งเปิดทางกลุ่มทุนใหญ่เข้าตลาด ป้องกันบจ.คุณภาพหนีไปจดทะเบียนต่างประเทศ แหล่งข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผย "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่าปัจจุบันกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถยื่นขออนุญาตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ เนื่องจากตามหลักเกณฑ์หรือกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ห้ามธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียน แต่ห้ามรับหลักทรัพย์เฉพาะธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือขัดกับนโยบายสาธารณะหรือนโยบายของรัฐ ทั้งนี้ยอมรับว่าปัจจุบันยังไม่ได้มีบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศรายใดเข้ามาติดต่อขออนุญาตเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งก็ต้องรอดูว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะการเริ่มกระบวนการก็อาจต้องใช้เวลา แต่บริบทของสังคมเปลี่ยนไปและมีการเปิดกว้างมากขึ้น นอกจากนี้มองว่ากรณีหากได้บริษัทขนาดใหญ่ๆอย่างบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทยก็คงอยากได้อยู่แล้ว เพราะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์มากขึ้นและบริษัทฯ ไม่ต้องไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ "ธุรกิจที่ไม่ผิดกฎหมายเรารับหมดอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจมีกรณีธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ถูกคัดค้านจาก NGO และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับศาสนาบ้าง เขาถึงถอนการยื่นขออนุญาตออกไปเอง ซึ่งไม่ใช่เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯไปห้ามไม่ให้เข้า" แหล่งข่าว กล่าว 
อนึ่ง ในวันนี้ นายกิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ตลาดหุ้นไทยอาจจะเปิดทางให้บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาจดทะเบียน ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามที่มีมายาวนานในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ เพื่อเร่งฟื้นฟูยอดขายหุ้นในตลาดทุนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตอย่างหนัก “เราจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะสูญเสียบริษัทเหล่านี้ไปให้กับตลาดหุ้นต่างประเทศ” พร้อมระบุว่า การอนุญาตให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าจดทะเบียนจะช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับตลาดทุนภายในประเทศ" นายกิตติพงศ์ กล่าว นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวมถึงธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ และบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ถือกลุ่มที่มีโอกาสสูงที่จะเข้าจดทะเบียน รายงานระบุว่าประเทศไทยเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่หลายราย แต่กลับไม่มีบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จดทะเบียนในตลาดหุ้นเลย นับตั้งแต่เมื่อปี 48 บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เคยพยายามเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO แต่หลังจากการประท้วงของนักเคลื่อนไหวและบรรดาพระสงฆ์ ทำให้บริษัทผู้ผลิตสุรารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ต้องไปจดทะเบียนที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์แทน อย่างไรก็ตาม นายกิตติพงศ์ กล่าวว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมน่าจะเปลี่ยนไปแล้ว พร้อมปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงของการกลับมาประท้วงอีกครั้ง โดยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทางการไทยได้เริ่มอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 ภายใต้โครงการนำร่อง ที่อาจจะขยายระยะเวลาออกไปเกินกลางปี 69 ซึ่งเป็นการยกเลิกกฎที่มีมาตั้งแต่ปี 15 บลูมเบิร์ก รายงานด้วยว่า ตลาดหลักทรัพย์ของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาบริษัทในประเทศจำนวนมาก เลือกที่จะไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น เพื่อแสวงหามูลค่าประเมินที่สูงกว่า และความต้องการลงทุนที่แข็งแกร่งกว่า ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี บิทคับ ที่กำลังพิจารณานำหุ้นเข้าจดทะเบียนที่ฮ่องกง แทนแผนเดิมที่จะจดในประเทศไทย ขณะที่ IFBH Ltd. ผู้ผลิตน้ำมะพร้าวของไทยก็เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยสถานะของดัชนีหุ้นไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดในเอเชีย ในปี 68 ประกอบกับความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งที่วางแผนไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ ยิ่งบั่นทอนความสนใจของนักลงทุน โดยคาดว่า ตลาด IPO ที่ซบเซาจะยังไม่ฟื้นตัวในปี 69 หลังจากปิดฉากปีที่เลวร้ายที่สุดด้านการระดมทุนจากหุ้นใหม่นับตั้งแต่ปี 53 นายกิตติพงศ์ กล่าวว่านักลงทุนต่างชาติแสดงความไม่พอใจต่อการขาดแคลนบริษัทที่ดี และน่าสนใจของตลาดหุ้นของไทย นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ของไทย อาจจะอนุญาตให้มีการจดทะเบียนหุ้นแบบโครงสร้างหุ้น 2 ระดับ ( Dual-class share structures ) เพื่อดึงดูดบริษัทครอบครัวให้เข้าตลาด โดยโครงสร้างดังกล่าวจะเปิดทางให้ผู้ก่อตั้งมีอำนาจลงคะแนนเสียงมากกว่า ลดความกังวลเรื่องการสูญเสียอำนาจควบคุมหลังเข้าจดทะเบียน 
|