DELTA ราคาดีดสูงสุดตลอดกาล คาดอนาคตสดใส แต่ราคาเริ่มไม่สมเหตุสมผล

รูป DELTA ราคาดีดสูงสุดตลอดกาล คาดอนาคตสดใส แต่ราคาเริ่มไม่สมเหตุสมผล

efinAI


เดอะแบกหุ้นไทย DELTA ราคาวิ่งทำออลไทม์ไฮ 3 ปีหลังพุ่ง 268% ตามความคาดหวังแนวโน้มขาขึ้นของ AI-Data Center ผลประกอบการโตกระโดด 4 ปีติด แถมนักวิเคราะห์คาดปี 69-70 กำไรแจ่มต่อเนื่อง แต่ Valuation สุดแพง ไม่เหลืออัปไซด์ ส่วนใหญ่ แนะนำเพียง “ถือ” – “ขาย” ราคาเหมาะสม 160-250 บาท

*** ราคาดีด All Time High

25 ก.พ.2568 บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ราคาหุ้นขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ที่ 268 บาท (พาร์ 0.10 บาท) ก่อนปิดการซื้อขายที่ 266 บาท เพิ่มขึ้น 7.26% จากวันก่อนหน้า หรือ 54% จากสิ้นปี 68 (YTD)


นอกจากปัจจัยเฉพาะตัวที่กำไรเติบโตต่อเนื่องและแนวโน้มสดใสตามขาขึ้นของกลุ่มธุรกิจ AI และ Data Center ยังได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยช่วงนี้อีกด้วย เพราะ DELTA มักเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ช่วงที่หุ้นไทยเป็นขาขึ้น โดยเป็นหนึ่งในหุ้นที่ดันดัชนี SET Index ขึ้นไปถึง 1,516 จุด (+20%YTD)


ทั้งนี้หากนับตั้งแต่การเปลี่ยนมูลค่าที่ตราไว้ (Par) ของ DELTA เมื่อ 28 เม.ย.66 โดยราคาปิดวันนั้นอยู่ที่ 72.75 บาท ผ่านมาเกือบ 3 ปี ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงสุดถึง 268% โดยหากยังใช้พาร์เดิมที่ 1 บาท ราคาหุ้นวานนี้จะปิดที่ระดับ 2,480 บาท เลยทีเดียว !

*** กำไรโตก้าวกระโดด 4 ปีติด

สำหรับผลประกอบการ รายได้และกำไรสุทธิของ DELTA เติบโตต่อเนื่อง โดยนับจากฐานปี 64 (ก่อนหน้านั้นมีสลับเพิ่มขึ้นและลดลง) ที่มีรายได้รวม 84,815 ล้านบาท ซึ่งปี 65-68 มีรายได้ , 119,501 ล้านบาท, 147,675 ล้านบาท, 167,022 ล้านบาท และ 200,819 ล้านบาทตามลำดับ คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ย 24% ต่อปี


ด้านกำไรสุทธิฐานปี 64 อยู่ที่ 6,703 ล้านบาท จากนั้นปี 65-68 ทำได้ระดับ 15,345 ล้านบาท, 18,423 ล้านบาท, 18,939 ล้านบาท และ 24,814 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยต่อปีถึง 46% ต่อปี


ที่น่าสนใจคือ DELTA เป็นธุรกิจที่มีเงินสดค่อนข้างสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน จากปี 64 ที่ 6,801 ล้านบาท ปี 65-68 ขึ้นมาระดับ 15,811 ล้านบาท, 19,496 ล้านบาท, 19,749 ล้านบาท และ 28,887 ล้านบาท ตามลำดับ สามารถนำไปต่อยอดการลงทุนใหม่ ๆ และจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างคล่องตัว


นอกจากนี้ยังเป็นธุรกิจที่มีหนี้สินต่ำ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) ณ สิ้นสุดงบปี 68 อยู่ที่เพียง 0.59 เท่า ภาระต้นทุนทางการเงินต่ำเมื่อเทียบกับขนาดของรายได้และกำไรสุทธิ

*** คาดกำไรโตต่อเนื่องปี 69-70

ขณะที่เมื่อสำรวจความบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หลังประกาศงบการเงินปี 68 จำนวน 9 แห่ง พบว่าทั้งหมดคาดกำไรปี 69-70 จะเติบโตต่อเนื่อง ดังนี้

คาดการณ์กำไร DELTA
บริษัทหลักทรัพย์ปี 69 (ลบ.)%เติบโตปี 70 (ลบ.)%เติบโต
หยวนต้า34,3042041,44921
ทิสโก้33,8831843,27128
ยูโอบีฯ32,2691339,99824
เคจีไอ31,7221139,34724
กรุงศรี31,6231140,73829
ลิเบอเรเตอร์30,873834,65712
โกลเบล็ก30,824835,30415
ฟินันเซียฯ30,132536,05820
อินโนเวสท์ฯ28,808134,32519
หมายเหตุ : เฉพาะบทวิเคราะห์ที่อัปเดตหลังประกาศงบฯ ปี 68

บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ประเมิน ปี 69 การลงทุนด้าน Data Center ที่ยังสูงทั่วโลกและการเติบโตของสินค้ากลุ่ม Liquid Cooling เริ่มมีนัยสำคัญในครึ่งหลังปี 69 จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้รายได้และ GPM เติบโตได้ต่อเนื่อง คาดกำไรปกติปี 59 ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท (+49% YoY) อิงสมมติฐานรายได้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 69 ที่ 7.5 พันล้านเหรียญ (+24% YoY) และ คาดอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ 29%


บล.ทิสโก้ ระบุว่า การเติบโตแข็งแกร่งของอุปสงค์เซิร์ฟเวอร์และสัดส่วนรายได้กลุ่ม Mobility ที่ลดลง แนวโน้มไตรมาส 1/69 แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยบริษัทแม่ DELTA Taiwan รายงานยอดขายเดือน ม.ค.69 เติบโต 33% YoY ปัจจัยหนุนระยะสั้นได้แก่ บริษัทในเครือที่เร่งขยายระบบ Liquid Cooling การขยายกำลังการผลิตและการเปลี่ยนผ่านไปสู่ PSU ขนาด 12-18kW และ 800V DC


บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า DELTA มีแรงหนุนหลักจากการเติบโตของกลุ่ม Data Center ที่คาดว่าจะโตอย่างน้อย 40% แม้กลุ่ม EV (ยานยนต์ไฟฟ้า) ยังคงอ่อนแอ คาดอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 1-2 ppt จากระดับ 27.1% ปี 68 ได้แรงหนุนจากการปรับส่วนผสมผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ที่ดีขึ้น แม้จะเผชิญกับภาวะอุปทานตึงตัวในวัตถุดิบเจาะจงบางประเภท (เช่น ชิปหน่วยความจำ) และต้นทุนส่วนประกอบที่ผูกกับราคาแดงแดงที่สูงขึ้นก็ตาม แต่ Delta Thailand และ Delta Taiwan ยังคงร่วมกันจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อรักษาอำนาจต่อรอง และจนถึงขณะนี้สามารถรักษาต้นทุนการผลิตให้คงที่ได้โดยไม่ต้องผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้า


สำหรับการขยายกำลังการผลิตยังคงดำเนินต่อไปทั้งใน ไทย และอินเดีย โดยวางงบลงทุน (CAPEX) ปี 69 ประมาณ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่าระดับในอดีต โดยแหล่งเงินทุนหลักจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ประกอบกับบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E ) ในระดับต่ำที่ 0.59 เท่า


บล.โกลเบล็ก ระบุว่า ปัจจุบัน AI มีส่วนช่วยสร้างรายได้มากกว่า 50% ของรายได้รวม โดยส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม Power Electronics และ Infrastructure ซึ่งมีรายได้รวมกันถึง 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/25 คิดเป็น 87% ของรายได้รวมทั้งหมด ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ยังคงเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนรายได้จาก AI ที่สูงขึ้น โดยอยู่ที่ 29.2% ในไตรมาส 4/68 (แม้จะลดลงเล็กน้อยจาก 30.2% ในไตรมาสก่อนหน้าแต่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 22.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน) ในขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 12.5%


ทั้งนี้เชื่อว่าความชัดเจนของกำไร (Earnings Visibility) นั้นอยู่ในระดับสูง สนับสนุนด้วยกลยุทธ์การเติบโตที่แข็งแกร่ง และผลิตภัณฑ์ AI ที่มีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก

*** ทุกอย่างดีแต่ Valuation ไม่สมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตามบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำเพียง “ถือ” และ “ขาย” เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันสูงเกินมูลค่าเหมาะสมไปแล้ว โดยราคาปิดที่ 266 บาท ซื้อขายที่ระดับ P/E สูงถึง 134 เท่า มากกว่าค่าเฉลี่ย 4 ปีหลังที่ 84 เท่า

นำแนะนำการลงทุน DELTA
บริษัทหลักทรัพย์คำแนะนำราคาเหมาะสม (บ.)%อัปไซด์
โกลเบล็กซื้อ250-6
กรุงศรีถือ232-13
อินโนเวสท์ฯถือ220-17
ทิสโก้ถือ211-21
ยูโอบีฯถือ210-21
ลิเบอเรเตอร์ขาย198-26
เคจีไอขาย173-35
ฟินันเซียฯถือ172-35
หยวนต้าขาย160-40

บล.หยวนต้า มองว่า ธุรกิจของ DELTA ดูดีในทุกมิติ แต่ Valuation ไม่สมเหตุสมผล เพราะแพงเกินไป หุ้นซื้อขายบน PER ปี 69 ที่ 79 เท่า แพงกว่าหุ้นเทคระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนมีทางเลือกอื่นที่ถูกกว่าหากอยากลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI และ Data Center


บล.ทิสโก้ ระบุว่า ราคาหุ้นค่อนข้างสูง ปรับมูลค่าที่เหมาะสมปี 69 เป็น 211 บาท (จาก 146.75 บาท) อิงจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ที่ 60.8 เท่า และกำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 69 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หุ้นยังคงซื้อขายอยู่ที่ 62 เท่าในปี 69 เมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งระดับโลก เช่น MPWR (ผู้ผลิต VRM), VERTIV, VICOR และบริษัทแม่ DELTA Taiwan ที่ 37 เท่า ความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ การขาดสัญญาณที่ดีในการสร้างรายได้จาก AI และความล่าช้าในการนำระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวมาใช้


บล.กรุงศรี เข้าใจดีว่าราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการที่นักลงทุนคาดหวังการเติบโตของกำไรอย่างรุนแรงจากธุรกิจ AI data center ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวก คาดว่ากำไรจะเติบโต 31% ในอีก 3 ปีข้างหน้า แต่ในมุมระดับมูลค่า ณ ขณะนี้ดูจะสูงเกินไป หากจะทำให้ค่า P/E ในปี 2028 ลดลงเหลือ 30 เท่า DELTA จะต้องทำกำไรให้เติบโตถึง 50% ตลอด 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก


บล.ทิสโก้ ยังคงมองว่า DELTA จะได้อานิสงส์จากเทคโนโลยี AI และงบลงทุนด้าน AI ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นในปัจจุบันแพงแล้ว แนะนำ “ขาย”

แท็กที่เกี่ยวข้อง