STA-STGT ทำนิวไฮรอบ 17 เดือน พุ่งสูงสุด 60% หลังราคายางฟื้นแรง คาดดีต่อเนื่องทั้งปี

efinAI
หุ้นแม่ลูก STA-STGT จูงมือวิ่งแรง ทำนิวไฮรอบ 17 เดือน สูงสุด 60% หลังราคายางฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์ประเมินดีต่อเนื่องทั้งปี ดันปี 69 พลิกกำไรจากปีก่อนขาดทุนทั้งคู่ พร้อมคาดปันผลให้ยีลด์สูง
STA ฟื้นแรงปีนี้พุ่ง 55%
บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ข้อมูลตั้งแต่ต้นปีถึง 8 พ.ค.2569 (YTD) เพิ่มขึ้นถึง 55% จากสิ้นปี 68 ปิดที่ 12.20 บาท ล่าสุดอยู่ที่ 18.90 บาท มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเฉลี่ย 187 ล้านบาทต่อวัน จากปีก่อนที่ 65 ล้านบาทต่อวัน
ปีนี้ขึ้นทำจุดสูงสุดถึง 19.30 บาท New High รอบ 17 เดือน ซึ่งระหว่างทางเคยลงไปต่ำสุดที่ 10.30 บาท
ปัจจุบันมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่ 1.87 หมื่นล้านบาท ด้านราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่เพียง 0.60 เท่า ส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้นสุทธิ (P/E) ยังไม่มีการคำนวณ เนื่องจากผลประกอบการปี 68 ขาดทุน
ข้อมูล ณ วันปิดสมุด 3 มี.ค.68 มีผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 30,342 ราย
STA ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจร (Full Supply Chain) ในหลากหลายประเทศ เริ่มตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำการทำสวนยางพาราในประเทศไทย ธุรกิจกลางน้ำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ ทั้งยางแท่ง (TSR) ยางแผ่นรมควัน (RSS) และน้ำยางข้น (Concentrated Latex) รวมถึงธุรกิจปลายน้ำในการผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยาง
STGT วิ่งทะลุ 60% ช่วง 6 เดือนหลัง
เช่นเดียวกับบริษัทลูกอย่าง บมจ.ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) หรือ STGT ซึ่ง STA ถือหุ้น 50.61% ราคาหุ้นช่วง 6 เดือนหลังปรับตัวเพิ่มขึ้น 61% ขณะที่ YTD เพิ่มขึ้น 16% ราคาล่าสุดอยู่ที่ 10.70 บาท จากสิ้นปีก่อนที่ 9.20 บาท มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเฉลี่ย 64 ล้านบาทต่อวัน จากปีก่อนที่ 31 ล้านบาทต่อวัน
หุ้น STGT ทำนิวไฮรอบ 17 เดือนเหมือน STA โดยราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 11.40 บาท เมื่อ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้เคยลงไปต่ำสุดถึง 5.10 บาท
ปัจจุบันมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 3.07 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่ 2.64 หมื่นล้านบาท ราคาหุ้นเทรดที่ P/BV เพียง 0.79 เท่า แต่ยังไม่มีการคำนวณ P/E เพราะปี 68 ขาดทุน
ข้อมูล ณ วันปิดสมุด 5 มี.ค.69 มีผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 47,127 ราย
STGT ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมอื่น โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดมีแป้ง ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง และถุงมือยางไนไตรล์
ราคายางพุ่ง ดันผลประกอบการ
ล่าสุด STA ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 645 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 326 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 แต่ลดลง 6.3% จากไตรมาส 1/68 ที่ทำได้ 689 ล้านบาท โดยอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2%
สาเหตุที่ผลประกอบการดีขึ้น เพราะราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับธุรกิจถึงมือยางกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติหลังเหตุอุทกภัยช่วงปลายปีก่อน รวมถึงเริ่มทยอยรับรู้รายได้ชดเชยค่าเคลมประกันจากเหตุอุทกภัย
ทั้งนี้ราคายางแท่ง TSR20 ณ ตลาด SICOM เฉลี่ยอยู่ที่ 191.5 เซ็นต์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 10.6% จากไตรมาส 4/68 โดย STA คาดระยะถัดไปราคายางมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น ภายใต้สมมติฐานว่าไม่มีแรงกดดันจากตลาดล่วงหน้ากลับมาอีก แต่ต้องติดตามความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ สภาพอากาศที่มีโอกาสเกิดเอลนีโญ (El Nino) ช่วงปลายปี, ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้า รวมถึงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทบต่อวัตถุดิบปิโตรเคมี โดยเฉพาะ Naphtha ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำขจอง Butadiene (BR) อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของยางสังเคราะห์ประเภท NBR และ SBR
ด้าน STGT ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ที่ 384 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 504 ล้านบาทในไตรมาส 4/68 แต่ลดลง 9.5% จากไตรมาส 1/68 โดยอัตรากำไรสุทธิเพิ่มเป็น 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.5%
สาเหตุที่ผลประกอบการฟื้นตัว มาจากการกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติหลังเหตุอุทกภัยปลายปี 68 รวมถึงรับรู้รายได้ชดเชยประกันบางส่วน
แนะนำ “ซื้อ” STA ราคาเป้าหมายสูงสุด 22 บาท
สำรวจบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หลังการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/69 ส่วนใหญ่แนะนำ “ซื้อ” หุ้น STA ราคาเหมาะสม 20-22 บาท
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาส 1/69 ดีกว่าคาดการณ์มาก จากธุรกิจยางธรรมชาติที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่แนวโน้มราคายางกำลังปรับขึ้นสะท้อนภาพพื้นฐานของผลผลิตยางมากขึ้น คาดบริษัทจะสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบได้ไม่ยากนัก จาก Supply ที่ยังออกตามปกติ และคาดการณ์ว่าภาคใต้อาจถูกกระทบจาก El Nini น้อยกว่าภาคอื่น ประกอบกับยังไม่เห็นการเร่งสต็อกของลูกค้าที่มากกว่าปกติ
กำไรปกติคิดเป็น 25% ของประมาณการทั้งปี แนวโน้มไตรมาส 2/69 ยังดีต่อ และน่าจะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ เพราะราคายาง 2QTD เพิ่มขึ้น 8% QoQ และ 23% YoY และบริษัทขายล่วงหน้าราว 1-2 เดือน หมายความว่า ราคาขายของ STA จะสะท้อนตลาดได้เร็ว
ประเมินปี 69 พลิกมีกำไรสุทธิที่ 1,672 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 1,266 ล้านบาท และคาดจ่ายปันผล 0.66 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 3.5%
ด้าน บล.กรุงศรี คาดกำไรไตรมาส 2/69 จะพลิกมีกำไรจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาส 1/69 จากราคายางทรงตัวระดับสูง ต่อเนื่องถึงช่วงครึ่งหลังปี 69 ที่มีโอกาสเติบโตชัดเจนกว่าครึ่งปีแรง แม้หากปัญหาตะวันออกกลางคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง แต่มีปัจจัยหนุนราคายางจาก แนวโน้ม El Nino ในครึ่งปีหลัง จะกดดันผลผลิตยางไปถึงปี 70 และ พื้นที่ปลูกยางไทยและอินโดนีเซียลดลงต่อเนื่องจากการที่เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้ผลตอบแทนสูงกว่า
ปรับคำแนะนำเป็น “Neutral” จาก “Under Review” ราคาเหมาะสม 20 บาท อิง SOTP (ยางธรรมชาติ 9.4 บาท + ถุงมือยาง 10.6 บาท) โดยปี 69 คาดพลิกมีกำไรสุทธิ 2,760 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน พร้อมประเมินปันผลต่อหุ้นที่ 1.37 บาท คิดเป็น Dividend Yield ถึง 7.2%
ส่วน บล.ลิเบอเรเตอร์ เสริมว่า งบการเงินไตรมาส 1/69 ออกมาดีกว่าคาด และแนวโน้มช่วงที่เหลือของปียังได้อานิสงส์จากราคายางที่เร่งตัวขึ้น มีโอกาสปรับประมาณการ แนะนำ “เก็งกำไร” ตามงบฯ ที่ดีกว่าคาดและราคายางที่ยังทรงตัวระดับสูง คาดผลกระทบทางลบค่อย ๆ ลดลงต่อจากนี้ และอีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือ EUDR หากมีผลบังคับใช้ปีหน้า STA จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้ประโยชน์
แนะ “ถือ” STGT
บทวิเคราะห์ บล.ลิเบอเรเตอร์ ระบุว่า ยังคงประมาณการเดิม คาดปีนี้พลิกมีกำไรสุทธิ 1,072 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 109 ล้านบาท คาดว่าต้นทุนที่เร่งตัวขึ้น ประกอบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมมีการหยุดการผลิตไปทำให้ STGT จะได้อานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว และการประกาศโครงการหุ้นซื้อคืนคาดจะช่วยประคองราคาหุ้นได้ โดย STGT แจ้งโครงการซื้อหุ้นคืนรอบ 2 วงเงิน 683 ล้านบาท ช่วง 12 พ.ค. – 7 พ.ย.69
ขณะที่ บล.กรุงศรี ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/69 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี โดยช่วงที่เหลือจะมีปัจจัยหนุนจาก คาด ASP ปรับตัวดีขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่ง STGT สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้มากขึ้น, คาด U-Rate ที่ฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 1/69 ลดต้นทุนต่อหน่วย และ อุปทานโลกที่ลดลงหลัง WRP Asia Pacific ผู้ผลิตถุงมือ NBR มาเลเซีย (กำลังการผลิตกว่า 11,000 ล้านชิ้น/ปี) ปิดกิจการในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จากต้นทุน NBR latex ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หนุน ASP ในระยะถัดไป
ปรับเพิ่มประมาณกำไรปกติปี 69-70 เพิ่มขึ้น 60% และ 45% ตามลำดับ อยู่ที่ 1,042 ล้านบาท และ 1,089 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน หนุนโดย ASP ขึ้นเป็น 0.70 บ./ชิ้น (เดิม 0.67 บ./ชิ้น) คาดครึ่งหลังปี 69 ดีกว่าครึ่งแรก โดยยังคงปริมาณขายทั้งปีที่ 38,500 ล้านชิ้น และ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นเป็น 11.5% (เดิม 8.9%) หลัง GPM ไตรมาส 1/69 ดีกว่าคาด และมองว่า GPM จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2/69 ตามราคาขายที่สูงขึ้น
ปรับคำแนะนำเป็น “Neutral” จาก “Reduce” ราคาเหมาะสม 11.20 บาท (เดิม 8.4 บาท) ประเมินปันผลต่อหุ้นปี 69 ที่ 0.50 บาท คิดเป็น Dividend Yield ถึง 4.7%
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Reported by

ศราพงค์ นันติวงค์
หัวหน้าข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











