“แลนด์บริดจ์” ไทย ขุมทรัพย์ใหม่ หรือแค่ขายฝัน?

รูป “แลนด์บริดจ์” ไทย ขุมทรัพย์ใหม่ หรือแค่ขายฝัน?

efinAI


โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง (Land Bridge) ไม่ใช่เพียงการสร้างถนนเชื่อมทะเลอ่าวไทยและอันดามัน แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานแบบ Integrated Logistics ที่ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึกอัจฉริยะ (Smart Port) มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ ระยะทาง 90 กิโลเมตร

ภายใต้การนำของรัฐบาล “อนุทิน” ที่ยังประกาศเดินหน้าโครงการลงทุนที่นับเป็นอภิมหาโปรเจกต์ มูลค่าเฉียดล้านล้านบาท ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ทำให้เส้นทางเดินเรือหลัก ถูกกลายเปนเงื่อนไขต่อรอง บทความนี้ไปรู้จักที่มาที่ไปของโครงการ พร้อมวิเคราะห์โอกาส และความเป็นไปได้

ความเป็นมาของโครงการ

โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นแนวคิดที่ถูกพูดถึงและนำมาปัดฝุ่นใหม่หลายครั้งตลอดหลายสิบปี เพื่อมาแทนที่การขุดคอคอดกระ และเป็นแนวคิดที่พัฒนามาจากการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทยและอันดามัน โดยมุ่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์

โครงการมีความชัดเจนในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการขนส่งสินค้านอกเหนือจาก ช่องแคบมะละกา ซึ่งปัจจุบันมีความหนาแน่นสูง โดยจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางได้ประมาณ 4 วัน และลดต้นทุนการขนส่ง

โครงการนี้ไม่ได้มีแค่ถนน แต่ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย: จ.ชุมพร (บริเวณแหลมริ่ว)
  2. ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน: จ.ระนอง (บริเวณแหลมอ่าวอ่าง)
  3. เส้นทางเชื่อมต่อ: ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษ (Motorway) และรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน
  4. ระบบท่อส่งพลังงาน: เพื่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ

ปัญหาและอุปสรรค

โครงการจะมีข้อดีในเชิงเศรษฐกิจ แต่ก็เผชิญกับแรงต้านและข้อกังวลหลายด้าน ได้แก่

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกอาจทำลายระบบนิเวศทางทะเล ปะการัง และชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

วิถีชีวิตชุมชน: ชาวบ้านในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง กังวลเรื่องการเวนคืนที่ดิน และการเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรรม (เช่น สวนทุเรียน) หรือประมง ไปเป็นแรงงานอุตสาหกรรม

ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์: นักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามว่า การขนสินค้าขึ้น-ลงเรือ (Double Handling) ที่พอร์ตทั้งสองฝั่ง จะประหยัดเวลาและคุ้มค่าจริงหรือไม่เมื่อเทียบกับการแล่นเรือผ่านช่องแคบมะละกาแบบเดิม

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: การสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ อาจทำให้ไทยต้องวางตัวลำบากในเวทีโลก

องค์กรและบริษัทข้ามชาติที่แสดงความสนใจ

โครงการแลนด์บริดจ์ วางรูปแบบการลงทุน เป็น PPP ให้เอกชนร่วมลงทุน 100% ในส่วนของงานก่อสร้างและบริหารจัดการ (สัมปทาน 50 ปี) มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 9.9 แสนล้านบาท ก่อนหน้านี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการท่าเรือและโลจิสติกส์

DP World (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์): หนึ่งในผู้ให้บริการท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นรายแรกๆ ที่ส่งผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจและหารือกับรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ โดยสนใจทั้งในส่วนของการก่อสร้างและการบริหารท่าเรือน้ำลึก

New World Development (ฮ่องกง): กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ ที่แสดงความสนใจเข้าร่วมลงทุนในส่วนของการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และระบบขนส่ง

กลุ่มทุนจากประเทศจีน: มีหลายบริษัท (โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจด้านการก่อสร้างและวิศวกรรม) ที่จับตาดูโครงการนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ในการเชื่อมเส้นทางสายไหมทางทะเล

กลุ่มทุนจากอินเดีย: แสดงความสนใจในการศึกษาการร่วมลงทุน เพื่อสร้างความสมดุลทางอำนาจทางทะเลในมหาสมุทรอินเดีย และขยายการเชื่อมต่อทางการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กลุ่มทุน / ประเทศความเชี่ยวชาญหลัก (Expertise)บทบาทที่คาดหวังในโครงการ
DP World (UAE)การบริหารจัดการท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) และโลจิสติกส์ครบวงจร มีเครือข่ายท่าเรือกว่า 75 ประเทศทั่วโลกOperator: เป็นผู้บริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง และนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้ลดระยะเวลาขนถ่ายสินค้า
China Harbour (จีน)วิศวกรรมการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลและระบบรางขนาดใหญ่ (Bridges & Tunnels)EPC Contractor: เป็นผู้รับเหมาหลักในการสร้างท่าเรือน้ำลึก และทางรถไฟทางคู่ที่เชื่อมต่อ 2 ฝั่งมหาสมุทร
New World Development (ฮ่องกง)การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบจุดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจArea Developer: พัฒนาพื้นที่หลังท่า (Hinterland) ให้เป็นเมืองใหม่ เขตอุตสาหกรรม หรือศูนย์กลางการค้า
สถาบันการเงินจากอินเดียการระดมทุนและการเชื่อมต่อเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดีย (I-O connection)Financial Partner: สนับสนุนด้านเงินทุนและดึงดูดสายการเดินเรือจากฝั่งตะวันตก (ยุโรป-แอฟริกา) ให้มาลงที่ระนอง

และล่าสุด ทางรัฐบาลสิงคโปร์ แสดงความสนใจโครงการลงทุนขนาดใหญ่นี้ของไทย พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค

โอกาสและความเป็นไปได้

ทางเลือกจากวิกฤตโลก: ปัญหาความไม่สงบในช่องแคบฮอร์มุซและการปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญบ่อยครั้งในปี 2568-2569 ทำให้แลนด์บริดจ์กลายเป็น “แผนบี” (Backup Plan) ที่น่าสนใจสำหรับสายการเดินเรือที่ต้องการความแน่นอน

สิทธิประโยชน์ SEC: รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ซึ่งคาดว่าจะคลอดออกมาทันก่อนการประมูลในช่วงปลายปี 2569 จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก

ยุทธศาสตร์ Hub & Spoke: โอกาสที่ไทยจะเปลี่ยนจากการเป็นแค่ “ทางผ่าน” มาเป็น “ศูนย์กลางรวบรวมสินค้า” (Transshipment Hub) ของภูมิภาคอาเซียน

แลนด์บริดจ์ไทย ทำอย่างไรให้คุ้มค่า

ในมุมมองของฝ่ายวิจัย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) มองแนวทางสำคัญที่อาจเป็นทางเลือกที่รัฐบาลเลือกทำได้ 4 แนวทาง ที่ต้องออกแบบโครงการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและบริหารความเสี่ยงได้อย่างรอบคอบ

  1. ใช้หลักการพัฒนาเป็นระยะ (Phased Development) โดยเริ่มต้นที่กำลังรองรับ 4 ล้านหน่วยตู้สินค้าต่อปีในระยะแรก แล้วจึงขยายตามอุปสงค์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนที่ไม่สามารถเรียกคืนได้หากปริมาณเรือต่ำกว่าประมาณการ
  2. เจรจาดึงดูดผู้ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Investor) อาทิ DP World, New World Development หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย ที่มีวัตถุประสงค์การลงทุนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนทับกับผลตอบแทนทางการเงิน ซึ่งจะทำให้ยอมรับอัตราผลตอบแทนทางการเงินในระดับ 4.57% ได้
  3. หากจำเป็นต้องจัดทำกลไกประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Revenue Guarantee) รัฐต้องกำหนดเพดานวงเงินและระยะเวลาไว้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นภาระผูกพันทางการคลังแบบไม่จำกัดตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี
  4. บูรณาการโครงการเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ทั้งเส้นทางรถไฟจีน–ลาว รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–หนองคาย และระบบพิธีการศุลกากรดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสินค้าโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนการลงทุนใหม่ โอกาสเกิดขึ้นจริงสูงกว่าในอดีต

INVX วิเคราะห์ว่า โดยรวมแล้ว โครงการ Landbridge ชุมพร–ระนองมีโอกาสเกิดขึ้นจริงสูงกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อปัจจัยเร่งหลายประการพร้อมกัน ทั้งการที่นายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ผูกโครงการไว้กับนโยบายพรรค การเยือนไทยของรัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวัง อี้ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2026 และวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยืนยันคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือสำรอง

หาก Landbridge ของไทยจะประสบความสำเร็จ จะต้องไม่พึ่งพาการขนส่งสินค้าผ่านระหว่างอ่าวไทยและอันดามันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบูรณาการกับกลไกสร้างรายได้อีกอย่างน้อยสามมิติ ได้แก่

  1. การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านระบบท่อซึ่งเป็น revenue stream ที่มีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้สูงกว่าตู้คอนเทนเนอร์
  2. การเป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากจีนตอนใต้และภาคเหนือ–อีสานของไทยสู่เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป 3.การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ควบคู่กันไป เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแนวใหม่อย่าง data center และโลจิสติกส์มูลค่าสูง ซึ่งจะสร้างฐานอุปสงค์ภายในประเทศให้กับโครงการในระยะยาว แทนที่จะรอพึ่งสินค้าผ่านจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

เจาะกลุ่มหุ้นรับอานิสงส์

โครงการแลนด์บริดจ์ นักวิเคราะห์มองว่าจะมีหุ้นหลายกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ทั้งในระยะสั้น จากช่วงประมูลและก่อสร้าง และระยะยาว ช่วงเปิดดำเนินการ อ้างอิงข้อมูลล่าสุดในเดือนเมษายน 2569 ดังนี้

  1. กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ได้รับประโยชน์จากการประมูลงานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง รวมถึงมอเตอร์เวย์และทางรถไฟทางคู่
  • CK มีความพร้อมในการรับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และมักร่วมประมูลงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
  • STECON ตัวเต็งในงานก่อสร้างระบบขนส่งและงานโยธาขนาดใหญ่
  • ITD ถือเป็นผู้เล่นที่มีความเชี่ยวชาญงานท่าเรือและอุโมงค์ระดับสูง
  • SCC ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการใช้เนื้อปูนและวัสดุก่อสร้างปริมาณมหาศาลตลอดระยะเวลาโครงการ
  1. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้ประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่โดยรอบและเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะมีความต้องการที่ดินเพื่อสร้างคลังสินค้าและโรงงาน
  • AMATA มีประสบการณ์ในการพัฒนานิคมฯ ขนาดใหญ่ และอาจมีการขยายฐานการลงทุนสู่ภาคใต้
  • WHA โดดเด่นด้านการสร้างคลังสินค้าอัจฉริยะ (Built-to-Suit) ซึ่งตอบโจทย์การเป็น Hub โลจิสติกส์
  • ROJNA อีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่มีโอกาสขยายพื้นที่นิคมฯ ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ
  • 3.กลุ่มโลจิสติกส์และขนส่ง
  • SJWD ได้ประโยชน์จากบริการขนส่งสินค้าข้ามฝั่งและบริหารจัดการคลังสินค้า
  • NYT ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารท่าเรือและการขนส่งรถยนต์ ซึ่งอาจขยายโอกาสไปยังท่าเรือใหม่
  1. กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคGULF / GPSC ได้อานิสงส์จากการวางระบบสาธารณูปโภคและไฟฟ้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและท่าเรืออัจฉริยะที่จะเกิดขึ้น

ข้อควรระวัง

โครงการนี้มีระยะเวลาก่อสร้างนาน (คาดว่าเฟสแรกเสร็จปี 2573) หุ้นกลุ่มรับเหมาฯ อาจได้ประโยชน์จากข่าวการประมูลในระยะสั้น แต่ผลประกอบการจริงจะทยอยรับรู้ตามความคืบหน้าของงาน (Backlog)

เนื่องจากเป็นโครงการมูลค่าสูง ต้องติดตามความชัดเจนของนโยบายรัฐบาล ทั้ง พ.ร.บ. SEC และรูปแบบการลงทุน PPP ว่าจะดึงดูดใจเอกชนได้มากน้อยเพียงใด

หุ้นบางตัวอาจมีความผันผวนตามข่าวการเมืองและกระแสการคัดค้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่


“ในวันที่ช่องแคบมะละกาเริ่มหนาแน่น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก บีบให้ทุกสายการเดินเรือต้องมีแผนสำรอง คำถามคือ ‘แลนด์บริดจ์ไทย’ จะสามารถพิสูจน์ตัวเองให้กลายเป็นเส้นทางหลักที่โลกไว้วางใจได้จริง หรือจะเป็นเพียงทางเลือกสำรองที่ถูกลืมเมื่อพายุโลกสงบลง?”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย

“แลนด์บริดจ์” ไทย ขุมทรัพย์ใหม่ หรือแค่ขายฝัน?