เจาะลึก ‘ค่าการกลั่น’ คืออะไร? ทำไมรัฐดึงเงินโรงกลั่นลดราคาน้ำมัน

efinAI
เปิดนิยาม “ค่าการกลั่น” คืออะไร? ส่องผลประกอบการ 6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ ก่อนรัฐบาลใช้ยาแรงดึงเงินกำไรส่วนเกินอุดกองทุนน้ำมัน ช่วยลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
สภาวะราคาน้ำมันแพงกลายเป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ลงนามตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ได้ขอความร่วมมือ (หรือบังคับใช้กฎหมาย) ดึง “กำไรส่วนเกิน” จากค่าการกลั่นน้ำมัน มาอุดหนุนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อหวังลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ประชาชนทันที
ทำความรู้จัก ค่าการกลั่น และ War Premium คืออะไร?
หลายคนเข้าใจผิดว่า “ค่าการกลั่น” คือกำไรสุทธิ แต่ในทางบัญชีมีความซับซ้อน
- โรงกลั่นน้ำมัน: คือโรงงานที่นำ “น้ำมันดิบ” มาผ่านกระบวนการต้มและแยกส่วนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เบนซิน, ดีเซล, น้ำมันอากาศยาน และก๊าซหุงต้ม (LPG)
- ค่าการกลั่น: คือ ส่วนต่างระหว่างราคา “น้ำมันสำเร็จรูป” (ที่ขายหน้าโรงกลั่น) ลบด้วยต้นทุน “น้ำมันดิบ” ที่ซื้อมา แต่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าแรง, ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร และภาษี
- War Premium (ค่าพรีเมียมความเสี่ยงสงคราม): ในภาวะวิกฤตการณ์โลก โรงกลั่นต้องจ่าย “ค่าความเสี่ยง” เพิ่มเติม ทั้งค่าขนส่งทางเรือที่แพงขึ้น ค่าประกันภัย และส่วนต่างราคาน้ำมันดิบจริงที่สูงกว่าราคาอ้างอิงตลาดโลก ซึ่ง คตร. ระบุว่าแม้จะหักค่าเหล่านี้แล้ว โรงกลั่นก็ยังมี “กำไรส่วนเกิน” หลงเหลืออยู่มากเกินปกติ
ส่องขุมพลัง 6 โรงกลั่น: ใครรุ่ง ใครร่วง?
ปัจจุบันตลาดโรงกลั่นในไทยมีผู้เล่นหลัก 5 กลุ่ม (หลังการควบรวมบางจาก-เอสโซ่) โดยผลประกอบการล่าสุดปี 2568 มีดังนี้
- บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เป็นพี่ใหญ่ในตลาด รับอานิสงส์ค่าการกลั่นดีเซลสูง ปี 2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 14,584.20 ล้านบาท
- บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC มีสัดส่วนปิโตรเคมีช่วยพยุงในช่วงค่าการกลั่นผันผวน ปี 2568 ขาดทุน 3,500 ล้านบาท
- บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เน้นการปรับพอร์ตสินค้ามูลค่าสูง ขาดทุนสุทธิ 14,600.39 ล้านบาท
- บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนนิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC เน้นการกลั่นน้ำมันเบนซินเป็นหลัก กำไรสุทธิที่เติบโตขึ้น มาอยู่ที่ 2,569.36 ล้านบาท
- บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กำไรโตก้าวกระโดด หลังรวมกิจการกับ BSRC (เอสโซ่เดิม) กลายเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในไทย กำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 2,880 ล้านบาท
- บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC คือ เอสโซ่เดิม (ยุติการจดทะเบียน) ปัจจุบันรวมเป็นส่วนหนึ่งของบางจากคอร์ปอเรชั่น (BCP) โดยปี 2567 ขาดทุนสุทธิ 1,688.64 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ได้รวมกับ BCP แล้ว
ดึงกำไรส่วนเกิน ช่วยได้จริงไหม?
- การดึงกำไรส่วนเกินมาอุดหนุน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีเป้าหมายชัดเจนคือการ “ลดราคาหน้าปั๊ม” โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือทางภาษี
- ช่วยได้แค่ไหน? หากรัฐบาลสามารถดึงเงินได้ตามเป้า (คาดการณ์ว่าอาจอยู่ที่ 1-2 บาทต่อลิตร) จะช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินได้ทันที
- ความเป็นจริงที่ต้องระวัง โรงกลั่นมักแย้งว่ากำไรที่เห็นเป็นเพียง “กำไรทางบัญชี” จากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกดิ่งลง พวกเขาจะขาดทุนทันทีเช่นกัน การดึงเงินออกไปอาจกระทบ “สภาพคล่อง” และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ย้อนรอยปี 2565 เคยเกิดขึ้นมาแล้ว?
- มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2565 ในครั้งนั้นให้นำเอากำไรของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน โดยส่งกำไรส่วนหนึ่งเข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ
- สาเหตุเมื่อปี 2565 เป็นผลมาจากการสู้รบของรัสเซียและยูเครน
- สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนจากสถานการณ์ราคาพลังงาน
- จากการหารือร่วมกันระหว่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น กับทีมเศรษฐกิจที่นำโดย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในช่วงเวลานั้น มีมติให้ขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ นำส่งกำไรส่วนหนึ่งจากค่าการกลั่นน้ำมัน
- เงินในส่วนของน้ำมันดีเซล นำไปลดดภาระการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือใช้บริหารราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ และเงินในส่วนของน้ำมันเบนชินนำไปลดราคาขายปลีกในประเทศ
ดึงเงินค่าการกลั่น ลดราคาน้ำมันเท่าไหร่?
- ในขณะนั้นเมื่อปี 2565 โรงกลั่นส่งเงินเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อดูแลราคาดีเซล และลดราคาน้ำมันเบนซิน เป็นเงินประมาณ 7,500-8,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ประกอบด้วย
1.กลุ่มน้ำมันดีเซล: โรงกลั่นนำเงินกำไรเดือนละ 5,000-6,000 ล้านบาท ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเพื่อที่จะดูแลราคาดีเซล
2.กลุ่มน้ำมันเบนซิน: นำเงินกำไรเดือนละ 1,000 ล้านบาท มาลดราคาให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซินในทันที ลดราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มได้ลิตรละ 1 บาท
3.ในส่วนที่เหลือ กระทรวงพลังงานได้ขอความร่วมมือโรงแยกก๊าซที่มีต้นทุนก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ซึ่งมีกำไรส่วนเกิน ดึงเงินกำไรส่วนเกินออกมา 50% เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ความต่างระหว่างปี 2565 กับปี 2569 รอบนี้ คตร. เข้ามามีบทบาทเข้มข้นขึ้น โดยชี้เป้าไปที่ “กำไรส่วนเกินที่เกินปกติ” อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อลดข้อโต้แย้งเรื่องต้นทุนสงคราม
สถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูงและเกิดช่องว่างราคา ระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่กว้างขึ้นอย่างผิดปกติ นี่คือที่มาของ “กำไรส่วนเกิน” ที่ภาครัฐเล็งเห็นว่าเป็นโอกาสในการดึงเงินกลับมาเสริมสภาพคล่องให้ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่กำลังแบกรับภาระหนี้สินมหาศาลจากการอุดหนุนราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา
สรุปมาตรการแบ่งเป็น 2 ด้านหลัก
- ด้านกลไกราคาหน้าปั๊ม: การดึงเงินจากค่าการกลั่นมาอุดหนุนกองทุนน้ำมัน จะส่งผลเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยลดราคาขายปลีกน้ำมันลงได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุดในการบรรเทาค่าครองชีพประชาชนในระยะสั้น
- ด้านเสถียรภาพภาคพลังงาน: ในขณะที่รัฐมองว่าเป็น “กำไรส่วนเกินจากวิกฤต” แต่ฝั่งผู้ประกอบการโรงกลั่นมองว่าเป็น “กำไรตามกลไกตลาดเสรี” ซึ่งต้องนำไปชดเชยช่วงที่เคยขาดทุนหนัก หรือใช้เป็นเงินสำรองเพื่อลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในอนาคต
การดึงกำไรส่วนเกินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น “มาตรการกึ่งบังคับกึ่งขอความร่วมมือ” ที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามหาทางออกที่เจ็บตัวน้อยที่สุด และเป็นการ “ซื้อเวลา” เพื่อรอให้สงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันโลกสงบลง!
แท็กที่เกี่ยวข้อง
Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์
หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











