ถอดรหัสบริษัทดัง กับสูตรพ้นอาถรรพ์รุ่น 3 สู่ความยั่งยืน

รูป ถอดรหัสบริษัทดัง กับสูตรพ้นอาถรรพ์รุ่น 3 สู่ความยั่งยืน

efinAI


ธุรกิจครอบครัว คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นฐานสำคัญของตลาดทุนไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจครอบครัวจำนวนไม่น้อยกลับต้องสะดุดจาก “ความขัดแย้งในบ้าน” มากกว่าความเสี่ยงจากคู่แข่งหรือเศรษฐกิจภายนอก บทความนี้จะพาไปถอดรหัสความมั่งคั่งของธุรกิจครอบครัวอายุเกิน 100 ปี เพื่อยุติ “อาถรรพ์รุ่นที่ 3 เจ๊ง” ผ่านการวาง “ธรรมนูญครอบครัว” การสร้างธรรมาภิบาล และการสืบทอดธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษา สืบสาน และต่อยอดมรดกกงสีสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ไฟในบ้านร้ายกว่าไฟนอกบ้าน

คดีดังในธุรกิจที่มีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลในอดีตจำนวนมาก ล้วนเกิดขึ้นจากธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ดุสิตธานี, ธรรมวัฒนะ, น้ำพริกแกงแม่ประนอม, คาร์บาร์ค หรือโตทับเที่ยง สิ่งเหล่านี้สะท้อนความจริงบทเดียวกันว่า รอยร้าวในบ้านนั้นลึกและสมานได้ยากกว่ารอยร้าวจากภายนอกเสมอ

น่าเสียดายที่ธุรกิจครอบครัว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของตลาดทุนไทย กลับต้องสูญเสียโอกาสเติบโต ไม่ใช่เพราะคู่แข่งหรือวิกฤติเศรษฐกิจ หากแต่เป็นเพราะความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นจากคนในบ้าน ปัญหาความแตกร้าวในครอบครัวจึงเป็นสัญญาณเตือนที่ธุรกิจครอบครัวทุกแห่งควรนำไปถอดรหัส ก่อนที่ภูเขาไฟในบ้านจะระเบิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว จนต้องสูญเสียโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงษ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ธุรกิจครอบครัว หรือกงสี มีโอกาสส่งต่อธุรกิจสู่ความยั่งยืนได้ และถือว่ามีส่วนสำคัญต่อโครงสร้างตลาดทุนไทย โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มาจากธุรกิจครอบครัวมีสัดส่วนถึง 77% ของบริษัทจดทะเบียน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2558–2568 มีบริษัทจากธุรกิจครอบครัวเข้า IPO จำนวน 268 บริษัท มูลค่าตลาดรวมกว่า 12,668 ล้านบาท ทั้งในตลาด mai และตลาดหลัก สะท้อนว่าธุรกิจครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของตลาดทุนไทย

ทำไมธุรกิจครอบครัวจึงควรเข้าสู่ตลาดทุน

ที่ผ่านมา มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับการรักษาธุรกิจครอบครัว ว่าไม่ควรเข้าตลาด เพราะอาจสูญเสียอำนาจการบริหารและการตัดสินใจให้กับคนอยู่นอกตระกูล อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการเข้าตลาดมีอยู่มาก และถือเป็นบันไดขั้นแรกของการลดความเสี่ยงต่อการล่มสลายของธุรกิจครอบครัว ทั้งยังสร้างโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เพราะการเป็นบริษัทจดทะเบียนช่วยยกระดับการบริหารให้เป็นมืออาชีพ และช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตระกูลได้

1) เป็นแหล่งระดมทุนระยะยาว

เมื่อบริษัทจดทะเบียน ธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตแข็งแกร่งขึ้น และมีแหล่งระดมทุนที่ดีเมื่อต้องการขยายกิจการ ธุรกิจในตลาดทุนไทยยังได้รับการยอมรับในเรื่องความมั่นคง และมีการจ่ายเงินปันผล โดยปีที่ผ่านมาเฉลี่ยถึง 4% สูงที่สุดในอาเซียน

2) ผู้ถือหุ้นในครอบครัวมีสภาพคล่อง

เมื่อเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือต้องการเงินทุนชั่วคราว ผู้ถือหุ้นสามารถขายหุ้นเพื่อเสริมสภาพคล่องผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ ถือเป็นช่องทางที่ง่าย สะดวก และรวดเร็ว แทนการกู้เงินธนาคาร

3) มีภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความน่าเชื่อถือ

การเป็นบริษัทจดทะเบียนช่วยให้ธุรกิจหลุดจากภาพการบริหารแบบครอบครัวเพียงอย่างเดียว และได้รับความเชื่อถือจากธนาคาร นักลงทุนต่างชาติ รวมถึงช่วยเสริมแบรนด์ให้แข็งแรงขึ้น

4) สามารถเสนอสิทธิประโยชน์ให้ผู้บริหารและพนักงาน

เมื่อธุรกิจครอบครัวมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ต้องการคนเก่งจากทั้งภายในและภายนอกเข้ามาช่วยบริหารอย่างมืออาชีพ การกระจายหุ้นหรือให้สิทธิซื้อหุ้นแก่ผู้บริหารและพนักงานจึงเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดคนเก่งมาร่วมงาน

5) ช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วยให้สามารถประเมินมูลค่าธุรกิจและความมั่งคั่งของครอบครัวได้ชัดเจนขึ้น ทั้งจากมูลค่าทางบัญชีและมูลค่าตลาด

6) ดึงมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร

ครอบครัวธุรกิจขนาดใหญ่ในไทย เช่น ซี.พี. และเซ็นทรัล ล้วนมีมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร เพื่อสร้างการเติบโตทั้งจากการขยายตลาดและการปิดดีลการลงทุน

7) ลดความขัดแย้งในครอบครัว

การเข้าตลาดช่วยป้องกันความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะการลดความขัดแย้งในครอบครัว เพราะตลาดหลักทรัพย์มีทั้ง ก.ล.ต. ผู้สอบบัญชี และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ คอยกำกับให้ธุรกิจโปร่งใส ลดปัญหาการทุจริตและการไซฟ่อนเงิน

ยกตัวอย่างกรณีของ Giorgio Armani แบรนด์ดังระดับโลกซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว เมื่อผู้ก่อตั้งเสียชีวิต จึงเกิดคำถามขึ้นระหว่างการขายกิจการหรือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ เมื่อขาดผู้สืบทอด ธุรกิจครอบครัวที่เติบโตแล้วจึงจำเป็นต้องวางพินัยกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์ผู้ก่อตั้ง และลดความเสี่ยงของความขัดแย้งในการจัดการมรดก

10 ปมปัญหา สะบั้นธุรกิจครอบครัวไทย

สิ่งที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของศึกสายเลือดและการแย่งชิงมรดก จนสุดท้ายไม่สามารถรักษาธุรกิจครอบครัวให้เติบโตได้อย่างยาวนาน คือการขาด “ธรรมาภิบาล” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและโปร่งใส โดย 10 ปัญหาหลักของธุรกิจครอบครัวไทย ได้แก่

  1. การจัดโครงสร้างการประกอบธุรกิจและการถือหุ้นที่ยังไม่มีการกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล
  2. การจัดการเอกสารทางกฎหมายไม่ครบถ้วน
  3. กลไกการจัดสรรผลประโยชน์หรือความเป็นเจ้าของยังมีช่องโหว่
  4. การสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในครอบครัวไม่เพียงพอ
  5. การแยกความแตกต่างระหว่างเรื่องธุรกิจกับเรื่องครอบครัวยังไม่ชัด
  6. ขาดการวางแผนสืบทอดธุรกิจและคัดเลือกทายาทอย่างเป็นระบบ
  7. ขาดนโยบายการจ้างงานที่เหมาะสม
  8. ขาดมืออาชีพหรือกรรมการอิสระ
  9. ขาดมาตรการบริหารความเสี่ยง
  10. ขาดแผนกลยุทธ์และแผนรับมือวิกฤตที่ชัดเจน

ปัญหาที่พบบ่อยมีทั้งเรื่องโครงสร้างไม่ดี ไม่มีโฮลดิ้งคอมปานี ไม่มีธรรมนูญครอบครัว ไม่มีพินัยกรรม หรือแม้แต่ไม่มีสัญญาก่อนสมรส ส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่ไม่ชัดเจนในภายหลัง อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่าใครควรเป็นผู้นำรุ่นต่อไป จนเกิดปัญหาการจ้างงานภายในครอบครัว การดึงมืออาชีพเข้ามา และกระทบต่อภาพลักษณ์รวมถึงชื่อเสียงของแบรนด์

ที่ผ่านมา สถิติสะท้อนชัดว่า ธุรกิจครอบครัวมีอัตราการรอดส่งต่อถึงรุ่นที่ 3 เพียง 12% เท่านั้น ขณะที่ประเทศไทยมีบริษัทอายุเกิน 100 ปีไม่ถึง 20 บริษัท เฉลี่ยเจเนอเรชันละประมาณ 30 ปี ในรอบ 100 ปี ส่วนใหญ่สิ่งที่ “ไม่เขียนไว้ ไม่คุยกัน และไม่เตรียมไว้” คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตราการรอดลดลง

  • รุ่น 1 อยู่รอด 100%
  • รุ่น 2 เหลือ 30%
  • รุ่น 3 เหลือ 12%
  • รุ่น 4 เหลือเพียง 3%

สาเหตุหลักที่ธุรกิจครอบครัวล้มเหลวในปัจจุบันสูงถึง 70% มาจาก 60% ที่ขาดการสื่อสารและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิกในครอบครัว 25% มาจากการขาดการวางแผนสืบทอดธุรกิจ 12% มาจากการขาดจุดมุ่งหมายและพันธกิจที่ชัดเจน และอีก 3% มาจากความบกพร่องของผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่มีบริษัทอายุเกิน 100 ปีมากถึง 21,000 บริษัท จะเห็นชัดว่า ปัญหาใหญ่ของธุรกิจครอบครัวไทยไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการสืบทอด การไม่รู้ว่าใครควรเป็นผู้นำ หรือแม้แต่ผู้นำรุ่นก่อนที่ไม่ยอมปล่อยวาง จนเกิดภาพจำว่า “รุ่น 1 สร้าง รุ่น 2 รักษา และรุ่น 3 เจ๊ง”

บริษัทไทยอายุเกิน 100 ปี บทพิสูจน์ว่าธุรกิจครอบครัวอยู่ยาวได้

สำหรับบริษัทไทยอายุกว่า 100 ปี ถือเป็นบทพิสูจน์ว่า ธุรกิจครอบครัวสามารถอยู่ยาวได้ แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM), บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (BJC), บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) (SPC), บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) (OSP), บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCB), บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด (DKSH) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC)

ธุรกิจเหล่านี้มีจุดร่วมที่คล้ายกัน คือ ปรับตัวเก่ง มีระบบบริหารงานโปร่งใส แยกความเป็นเจ้าของออกจากการบริหารบางส่วน มีธรรมาภิบาล และไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม

“ธุรกิจครอบครัวที่อายุยืน ไม่ได้อยู่รอดเพราะเป็นครอบครัว แต่รอดเพราะบริหารอย่างมืออาชีพ”

5 สูตรสำเร็จของธุรกิจครอบครัว

จากประสบการณ์กว่า 23 ปีในการทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจครอบครัว จึงรวบรวมสูตรสำเร็จ 5 ข้อในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจครอบครัว ดังนี้

1) โครงสร้างและธรรมาภิบาลที่ดี

การเข้าตลาดเป็นเครื่องมือหนึ่งของการจัดโครงสร้างในระบบตลาดทุนที่ดี แต่หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การเข้าตลาด หากต้องเตรียมโครงสร้างที่ดีไว้ก่อน เพื่อรองรับการทำ IPO การหาพันธมิตรธุรกิจ และการต่อยอดธุรกิจให้เติบโต

2) ค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่เป็นธรรม

หากธุรกิจครอบครัวมีการแบ่งหุ้นอย่างมีกติกาที่ชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเท่ากันทั้งหมด แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่าคนที่ทำงานให้ตระกูลและคนที่ไม่ได้ทำงาน ควรได้รับผลตอบแทนในรูปแบบใด

3) การสื่อสารในครอบครัว

รุ่นพ่อแม่มักพูดมากกว่าฟัง แต่ในยุคนี้ตลาดเปลี่ยนเร็ว ธุรกิจครอบครัวต้องฟังลูกหลานมากขึ้น การสื่อสารที่ดีระหว่างผู้นำและสมาชิกครอบครัวจึงเป็นศิลปะสำคัญของการอยู่รอด

4) มีกลไกจัดการความขัดแย้ง

ทุกครอบครัวมีความขัดแย้ง แต่ต้องมีกลไกจัดการและไกล่เกลี่ย เมื่อเจรจากันไม่ได้ ก็ต้องมีข้อเสนอซื้อขายหุ้น และมีราคากลางให้อ้างอิงได้

5) ยึดหลักธรรมในการดำเนินธุรกิจ

อาทิ พรหมวิหาร 4 ที่เน้นความเอื้ออาทร เมตตา และกรุณาต่อกัน หลายครอบครัวที่แบ่งหุ้นเท่ากันแล้วยังอยู่กันได้ดี เพราะต่างฝ่ายไม่ได้คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง แต่คิดถึงส่วนรวมและคนในตระกูลด้วย

ธุรกิจครอบครัวไทยสู่ความยั่งยืนในตลาดทุนไทย

สิ่งสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวต้องทำวันนี้ คือการปรับตัวให้ทันโลก โดยเฉพาะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต

ขณะเดียวกัน ก็กำลังมีแนวคิดส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจครอบครัวเข้าระดมทุนทำ IPO ได้ โดยยังถือหุ้นและยังมีอำนาจในการบริหาร เพื่อจูงใจให้ธุรกิจครอบครัวไทยที่มีกำไรดีและมีแนวโน้มเติบโต เข้ามาใช้กติกาและหลักธรรมาภิบาลของตลาดทุน

มีข้อเสนอให้แก้กฎหมายเรื่องหุ้นแบบ Dual Class Share เหมือนต่างประเทศ เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวที่ดีสามารถเข้าตลาดได้ โดยยังคงอำนาจควบคุมไว้ได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยง จัดโครงสร้างธุรกิจ และทำให้ธุรกิจครอบครัวไทยเติบโตเป็นแบรนด์ข้ามรุ่นได้อย่างแท้จริง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ถอดรหัสบริษัทดัง กับสูตรพ้นอาถรรพ์รุ่น 3 สู่ความยั่งยืน