กบข.ปรับกลยุทธ์จากเก็งกำไร สู่การสร้างมูลค่ายั่งยืนตามหลักESG 

รูป กบข.ปรับกลยุทธ์จากเก็งกำไร สู่การสร้างมูลค่ายั่งยืนตามหลักESG 

efinAI


กบข. ฉายกลยุทธ์ลงทุนสินทรัพย์ ปรับแผนจาก “เก็งกำไร” สู่การ “สร้างมูลค่ายั่งยืนระยะยาว” ปรับพอร์ตเน้นเลือกกองทุนและหุ้นผ่านเกณฑ์ ESG สัดส่วน 70% ปรับนิยามสร้างผลกระทบเชิงบวกสังคมและสิ่งแวดล้อม 

ทำไมกองทุนยุคใหม่ถึงต้องเปลี่ยน

โลกของการลงทุนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลตอบแทนที่ผันผวน แต่คือคำถามใหญ่ว่า “เงินที่เราลงทุนวันนี้ จะสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่” เมื่ออายุขัยมนุษย์ยืนยาวขึ้นถึง 80 ปี ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 2% ต่อปี และสมาชิกกองทุนวัยใกล้เกษียณมีหนี้สินเฉลี่ยถึง 1.95 ล้านบาทต่อคน กองทุนบำเหน็จบำนาญไม่สามารถเล่นเกมเดิมได้อีกต่อไป การไล่ล่ากำไรสูงสุดในระยะสั้นอาจทำให้ได้ตัวเลขสวยงามชั่วคราว แต่ไม่ได้การันตีว่าสมาชิก 1.2 ล้านรายจะมีชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคงและมีอิสรภาพทางการเงิน

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่กองทุนขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องตอบตอบคำถามการลงทุนที่ส่งผลระยะยาวข้ามยุค  ที่ไม่เพียงเน้นตัวเลขผลตอบแทนอย่างเดียว เพราะธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ใส่ใจสังคม หรือขาดธรรมาภิบาล อาจให้กำไรดีในวันนี้ แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มในอนาคต กองทุนจึงต้องวางจุดยืนเป็ “นักลงทุนข้ามรุ่น” ทำหน้าที่ส่งต่อมรดกให้คนรุ่นถัดไป จึงต้องปรับกลยุทธ์จากการ “เก็งกำไร” มาสู่การ “สร้างมูลค่า” ที่ยั่งยืน และนี่คือที่มาของการนำหลัก ESG เข้ามาเป็นแกนหลักในการตัดสินใจลงทุน

ดร.แมน  ชุติชูเดช รองเลขาธิการ กลุ่มงานยุทธศาสตร์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นในการลงทุนด้าน ESG มากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับโลก จึงมีการปรับสัดส่วนวางแผนเป้าหมายการลงทุน จากที่เดิมระบุไว้ชัดเจนว่าเน้นผลตอบแทนทางการเงินสูงที่สุด( Maximize Financial Return)ให้กับสมาชิก แต่ปัจจุบันได้ปรับแนวคิดใหม่มาสู่คำว่า การลงทุนให้ดีมีความเหมาะสม (Optimum) โดยไม่มีอัตราผลตอบแทนที่สวิงขึ้นลงจนรับไม่ได้ 

สิ่งสำคัญจึงต้องมีความสมดุลผลกำไรอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันกับกำหนดกฎเกณฑ์ในการลงทุนจะต้องมีการ สร้างผลกระทบทางสังคม (Social Return) ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กร  เพราะฉะนั้น จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ความยั่งยืน 

สาเหตที่ต้องมุ่งสู่ความยั่งยืน และ ESG เข้ามาตัดสินใจในการเลือกลงทุน เพราะกบข.เป็นนักลงทุนแบบไปทั่วโลก (Universal Owne) มีสินทรัพย์หลากหลายจึงต้องกระจายความเสี่ยง ลงทึนอย่างระมัดระวังตามหลักการของESG ป้องกันความเสี่ยง และ การลงทุนแต่ละครั้งมองข้ามช็อทไปที่มั่งผลระยะยาวเกินกว่า 10 ปี ที่จะสามารถส่งต่อมรดกข้ามไปสู่คนรุ่นถัดไปได้ จึงเน้นเลือกการลงทุนที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนที่แท้จริง จะต้องมีบทบาทในการสรางระบบนิเวศให้ืักับธุรกิจที่ดีในระยะยาว ดังนั้นบางบริษัทมีอนาคต แต่ผลตอบแทนไม่ดีจึงยังคงเป็นตัวเลือกในการลงทุนเป็นหลัก 

ESG ดันพอร์ต กบข.โต 0.5% 

สำหรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนในปัจจุบัน  70% เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับการผ่านเกณฑ์ ESG และสัดส่วนอีก 30% จึงลงมาเลือกปัจจัยด้านผลตอบแทนทางการเงินและอีก 65% ที่คิดคำนวณคร่าวๆ การตัดสินใจส่งผลทำให้เพิ่มการเติบโตราว 0.5% 

“สินทรัพย์ทุกตัวที่เราเข้าไปลงทุน ต้องผ่านเกณฑ์ ESG โดยมีค่าคะแนนด้านการเงินและ ESGผสมผสานการตัดสินใจ ก่อนถึงจะลงทุนได้”

นอกจากนี้ การลงทุนยังเข้มงวดในสินทรัพย์ที่มีธรรมาภิบาล (Governance) หากเกิดกรณีที่บริษัทที่เข้าไปลงทุนมีประเด็นที่ไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส หรือมีความเสี่ยงด้านเครดิตและธรรมาภิบาล  จะเข้าไปหารือทำความเข้าใจ สอบถามข้อเท็จจริง ให้เวลาในการปรับตัว หากไม่มีการปรับเปลี่ยนจึงต้องตัดสินใจขายในขั้นตอนสุดท้าย 

“หากมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยเริ่มต้นเราไม่ใช้วิธีตัดสินแบบรุนแรง เราเลือกใช้วิธี Engage หรือ เข้าไปพูดคุย ให้ความหวัง และผลักดันให้เกิดการปรับตัว โดยมีการเข้าไปหารือทุกปี ร่วมกับผู้บริหาร พันธมิตร เช่น ผู้จัดการกองทุน เพื่อช่วยกันผลักดันให้บริษัทเดินไปสู่เป้าหมาย เพราะบางอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในทันทีจึงต้องหารือร่วมกัน และรับฟังนโยบายในการปรับตัว ลดคาร์บอน จนถึงเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero)” 

โดยกระบวนการทำงานของกบข.ยึดหลักการบริหาร ที่จะต้องดูจากนโยบาย กลยุทธ์ ในการขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยการพิจารณาแผนลดคาร์บอน เป้าหมายNet Zero รวมถึง โครงสร้างในการบริหารจัดการงบประมาณ พร้อมกันกับมีการตั้งคำถามเป็นลิสต์ประเด็นความเสี่ยง และโอกาสในอนาคต 

“ก่อนจะถอนการลงทุนกับธุรกิจ จะต้องมีการสร้างความเข้าใจ (Engage) ไปเรื่อย ๆ และพานักลงทุนรายอื่นเข้าไป Engage พร้อมกัน เพื่อช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 

ในตลาดหุ้นไทย อาจยังไม่เห็นชัดเท่าต่างประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นชัดคือ

ทั้งนี้ มักจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ หลักเกณฑ์การลงทุนธุรกิจที่สอดคล้องกับ ESG ให้ผลตอบแทนจริงไหม ระยะสั้นอาจยังไม่เห็นชัด แต่ในระยะยาว ดัชนี ESG ในต่างประเทศเริ่มพิสูจน์แล้วว่าผลประกอบการเริ่มดีขึ้น (Performance) ดีกว่าดัชนีทั่วไป

“แม้ในไทยยังไม่เห็นผลชัดเจน แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ เวลาตลาดตก หุ้นที่มี ESG ดี มักตกน้อยกว่าในช่วงที่ตลาดผันผวน หุ้นที่มี ESG ดี จะรักษามูลค่าได้ดีกว่า นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เรามองเห็นจากพอร์ตของเรา ที่มีการทำ Benchmark “

ย้ำ ESG กลยุทธ์ In Process 

ทั้งนี้ กบข. การพิจารณาการลงทุนที่มี ESG ตั้งแต่ในจากกระบวนการกลยุทธ์การลงทุน  ไม่ได้เริ่มต้นตั้งกองทุน ESG โดยแยกชื่อ เพราะเชื่อว่า ทุกการลงทุนต้องผ่านเกณฑ์ ESG อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ทำเพื่อภาพลักษณ์หรือการประชาสัมพันธ์ แต่ทำเพราะเป็นโอกาสในระยะยาว  หากเน้นการลงทุน ESG จะส่งผลต่อความยั่งยืนของพอร์ตการลงทุน 

ESG ดันกองทุนยุโรป ผลตอบแทนพุ่ง 

เพราะเป็นทิศทางเดียวกันกับทั่วโลกมุ่งขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจใหม่ แม้จะเป็นช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน ประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในยุโรป เอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย และอีกหลายประเทศ ยังคงยืนหยัดในเป้าหมายด้านความยั่งยืน แม้จะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น และทรัมป์จะถอนตัวออกจากข้อตกลง

“นักลงทุนกลับเข้าไปลงทุนในบริษัทที่น่าสนใจและมีความมั่นคง ตรงกับหลักเกณฑ์ความยั่งยืนในยุโรป โดยเฉพาะกองทุนจากเนเธอร์แลนด์และกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่เน้น ESG อย่างจริงจัง จะมีผลดำเนินงานด้าน ESG เชื่อมโยงกับผลประกอบการ(Performance) และกำไร (Profit)”

ถ้าคุณต้องการ ผมสามารถ จัดสุนทรพจน์นี้เป็นไฟล์ Word/PDF พร้อมแบ่งย่อหน้า จัดจังหวะการพูด (Pause/Emphasis) และไฮไลต์ประโยคพลังสำหรับขึ้นเวที ให้ได้ครับ

ปี68 บรรลุเป้าโตเหนือเงินเฟ้อ กลางความท้าทายเศรษฐกิจทรุด

สำหรับผลการดำเนินงานการลงทุนปี 2568 หลังจากมีการปรับแผนสัดส่วนการลงทุนใหม่ให้สมดุลตามอายุ ทำให้สร้างผลตอบแทน 8.93% ขณะที่แผนทองคำให้ผลตอบแทน 24.67% และแผนหลัก 3.73% ทำให้ขนาดกองทุนเพิ่มขึ้น 1.06 แสนล้านบาท รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (รวมเงินสำรอง) ราว 1.4 ล้านล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมาย คือผลตอบแทนเอาชนะค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อ 10 ปีย้อน และอีกบวก 2-3%

สำหรับปี 2568 กบข. ประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวที่ประมาณ 2.10% และธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดขยายตัวในช่วง 2.4–2.8% จึงคาดว่า กบข. จะมี สินทรัพย์เติบโต (Growth Assets) โดยเฉพาะหุ้นในตลาดพัฒนาแล้ว ควบคู่การกระจายลงทุนสู่ตราสารหนี้เพื่อลดความผันผวน พร้อมมองว่าทองคำยังน่าสนใจแต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง และติดตามความเสี่ยงด้านนโยบายการคลังและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด

ด้านความเพียงพอ ณ เกษียณ สัดส่วนสมาชิก 82% จาก 1.2 ล้านราย มีโอกาสไม่บรรลุเป้าหมายระดับ “ดี” โดยมีปัจจัยจากอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นถึง 80 ปี หนี้สินเฉลี่ยของสมาชิกวัยใกล้เกษียณ 1.95 ล้านบาทต่อคน โดยมีค่าครองชีพที่เพิ่มเฉลี่ย 2% ต่อปี จึงเตรียมพัฒนาทักษะการเงินร่วมกับพันธมิตร โดยการนำเสนอแผนกระตุ้นการออมเพิ่มและการปรับแผนลงทุนตามระดับความเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงในการเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีอิสรภาพทางการเงินและมีความสุข

แท็กที่เกี่ยวข้อง