“ติดล้อ” ลงพื้นที่โค้ชชิ่งตำราการเงินรายย่อย โมเดลปลดหนี้ครัวเรือนไทย

efinAI
“ติดล้อ” รุกเติมความรู้การเงินส่วนบุคคลให้กลุ่มอาชีพอิสระ อยุธยา สานต่อ 10 ปีโครงการความรู้สู่ชุมชน หวังเป็นโมเดลปลดหนี้ยั่งยืน ESG แก้เพนพอยท์สังคมไทย ร่วมมือสมาคมสินเชื่อฯ ธปท. และตลท. พัฒนาโมเดลปลดหนี้รายย่อย กลับมามีชีวิตเป็นสุข กงล้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน
ลงพื้นที่จริง เพื่อคนที่กำลังจมหนี้
นายมิ่งขวัญ ประเสริฐศิวพร ผู้นำสายงานด้านการส่งเสริมความยั่งยืนทางสังคม (Social Impact Lead) บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings (TIDLOR) นำทีมงานอาสาร่วมจัดกิจกรรมในโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” ในหลักสูตร “ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข” เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินขั้นพื้นฐานในการบริหารจัดการหนี้อย่างเหมาะสม ให้กับชาวชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวนกว่า 40 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ และประชาชนในพื้นที่ที่ยังขาดความรู้ด้านการเงิน และหลายคนกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งส่งผลกระทบกับตัวเองและครอบครัว รวมถึงยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังจัดขึ้นในรูปแบบ Activity-Based Learning ที่สนุกสนานและเข้าใจง่าย ส่งเสริมให้เกิดการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถวางแผนรายรับ-รายจ่าย เข้าใจเรื่องหนี้ ความแตกต่างของดอกเบี้ยในระบบและนอกระบบ การมีสติก่อนตัดสินใจกู้เงิน และการสร้างวินัยการออม ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจน พร้อมกับนำความรู้ทางการเงินที่ได้รับไปปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัวได้จริง
10 ปี ไขรหัสติดล็อกหนี้หมื่นราย สู่กงล้อชีวิตยั่งยืน
สำหรับโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสทางความรู้อย่างยั่งยืนให้กับประชาชนในชุมชนต่าง ๆ โดยเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถยกมือขออาสาเพื่อมีส่วนร่วมทำประโยชน์ให้กับสังคม และยังช่วยให้มีโอกาสได้ใกล้ชิด เรียนรู้ และเข้าใจวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา บมจ. เงินติดล้อ ได้พัฒนาหลักสูตรการจัดการการเงินพื้นฐานให้ตอบโจทย์ผู้มีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ จนขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น อาทิ กลุ่มนิสิต-นักศึกษา หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน-องค์กรอิสระ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันโครงการทั้งหมดจัดไปแล้วกว่า 265 ครั้ง ครอบคลุมทั่วประเทศ มีผู้คนผ่านการอบรมรวม 10,017 คน และมีพนักงานอาสาเข้าร่วมในโครงการรวม 1,776 คน (ข้อมูล ณ มี.ค. 2569)

ESG แรงกระเพื่อมสังคมสู่คุณค่าแบรนด์ติดล้อ
ด้าน นางสาวนิภา วนิชวัฒน์ ผู้บริหารระดับสูง สายงานความยั่งยืนองค์กร (Head of Corporate Sustainability) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environment, Social, Governance) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติด้านสังคม (Social) ของกลุ่ม Tidlor Holdings ในการสร้างโอกาสทางความรู้ด้านการเงินและประกันภัย ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติอีกด้วย
โมเดลแก้หนี้ครัวเรือนสังคมไทย
การเข้าไปช่วยให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินทุนกับกลุ่มคนฐานรากกว่าหมื่นราย เป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อคุณค่าของธุรกิจและแบรนด์ติดล้อ ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสให้กับคนไทยในทุกกลุ่ม ทั้งคนเปราะบาง ทั้งในกลุ่มลูกค้าและคนทั่วไป ที่จะนำไปสู่การสร้างผลกระทบลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย สร้างความยั่งยืนให้กับทั้งระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ยิ่งกว่านั้น ยังได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสมาคมผู้ประกอบการสินเชื่อทะเบียนรถ พัฒนาความรู้ทางการเงินให้คนไทย โดยวิธีการทำงานร่วมกับชุมชน การนำความรู้เข้าไปมอบให้กับคนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า สร้างโมเดลที่เรียนรู้ได้อย่างเข้าใจง่าย ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมลูกหนี้รายย่อยได้ในระยะยาว
นอกจากมิติด้านสังคมแล้ว กลุ่ม Tidlor Holdings ยังให้ความสำคัญกับมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) โดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ เช่น “บัตรติดล้อ” บัตรกดเงินสดสินเชื่อหมุนเวียน และบริการ “โอนเงินสินเชื่อเข้าบัญชีผ่านแอปพลิเคชันเงินติดล้อ” ซึ่งเป็นทางเลือกช่วยให้ลูกค้าลดการเดินทางมารับบริการที่สาขา นอกจากนี้ ยังมีบริการรับใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Billing และ E-Receipt) ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานและกระดาษได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงส่งเสริมการลดใช้พลังงานน้ำ-ไฟ ลดปริมาณขยะพลาสติก และให้ความสำคัญกับการทำลายขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้นำไปสู่การสร้างมลพิษภายหลัง
ในขณะเดียวกัน มิติด้านธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance) ที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ตลอดจนมีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถได้อย่างเหมาะสม เป็นที่พึ่งด้านแหล่งเงินทุนให้กับประชาชนผู้ใช้สินเชื่อรายย่อย
ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจของกลุ่ม Tidlor Holdings ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรมและโปร่งใส (The Leading Financial Inclusion Service Provider) ในการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

2 ต้นแบบบริหารหนี้ระดับรากหญ้า
ทางด้าน นายโสภณ เพ็งศรี อสม. กองกำกับ กล่าวว่าเข้าร่วมโครงการอบรมความรู้การบริหารหนี้ 2 ครั้ง ทำให้เข้าใจเนื้อหาที่นำมาใช้ได้จริงกับชีวิตประจำวัน เพราะการได้เล่นเกมผ่านหลากหลายกิจกรรมมีส่วนในการช่วยให้เข้าใจง่าย โดยเฉพาะเรื่องการเงิน การออม การใช้เงิน และการบริหารจัดการหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ เป็นการ “ประกันความเสี่ยง” ให้กับอนาคต ผ่านการให้ข้อมูล เช่น เรื่องประกันภัย พ.ร.บ. หรือการวางแผนสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน
ที่สำคัญ แนวทางการอบรมยังเจาะลึกไปถึงการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ที่เชื่อมโยงไปสู่การปรับพฤติกรรมในครอบครัว ที่ก่อให้เกิดปัญหาเพราะความเคยชินในการใช้จ่าย
“เริ่มต้นอบรมครั้งแรก ต้องการให้มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปัญหาหนี้ในระบบกับนอกระบบ ที่คนไทยมีกันทุกคน แต่ความเข้าใจน้อย แล้วปล่อยให้ดอกเบี้ยพอกพูน ครั้งที่สอง จึงเริ่มเพิ่มความรู้ที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แยกแยะหนี้ที่จำเป็นและไม่จำเป็น เพื่อเป็นหนี้ได้แบบที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น การเสริมการออมเงินทีละเล็กเพื่อทำให้ชีวิตมีเงินสะสมเพื่อตัวเอง”
หัวใจสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลงและปรับพฤติกรรม ต้องเริ่มต้นจากการประเมินบัญชี เข้าใจตัวเองก่อน จึงสร้างความเข้าใจให้ผู้อื่นได้ หากมีความเข้าใจเชิงลึก จะช่วยถ่ายทอดให้คนในชุมชนหรือคนรอบตัวได้อีก
“ผมคิดว่าที่คนส่วนใหญ่ยังมีปัญหาเรื่องการเงิน ไม่ใช่แค่เรื่องรายได้มากหรือน้อย แต่เป็นเรื่อง ‘ความเข้าใจ’ ในการใช้เงิน”
รู้จักหนี้ รู้จักตัวเอง
ด้าน นางสาวนงค์ลักษ์ บุญฤทธิ์ กรรมการชุมชน กล่าวว่า หลังจากเข้าโครงการแล้ว ก็พยายามเอาไปใช้ในชีวิตจริง เช่น ไม่อยากก่อหนี้เพิ่ม อยากวางแผนการเงินให้ดีขึ้น และอยากสอนลูกให้รู้จักการออมเงินตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เขามีอนาคตที่มั่นคง และไม่ต้องเผชิญปัญหาหนี้เหมือนที่ผ่านมา
ผลที่ตามมาคือ หลังจากนำไปปรับใช้ช่วยลดหนี้ได้ในระดับหนึ่ง โดย “ไม่สร้างหนี้ใหม่” เพิ่มขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก และเมื่อเข้าใจบทบาทจึงขยายไปอบรมให้กับภาคชุมชน
“ทำให้เราเข้าใจเรื่อง ‘หนี้ดี หนี้เสีย’ ชัดขึ้น สิ่งที่ชอบคือเกมหยิบลูกปิงปอง ทำให้คิดได้บางอย่างที่มีความจำเป็น ‘เร่งด่วน’ หรือไม่ เช่น ค่าไฟที่กำลังจะถูกตัด อันนี้จำเป็นและเร่งด่วนจริงก็ต้องกู้ แต่จะต้องมีวิธีเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่ยังรอได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่ม”
โดยสรุปแล้ว การเข้าใจเรื่องการเงินจะช่วยทำให้บริหารจัดการการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง รู้จักแยกแยะหนี้ที่ไม่ส่งผลกระทบในระยะยาว โดยไม่ตกอยู่ในวงจรหนี้ตลอดชีวิตโดยไม่มีวันหมด











