
ท่ามกลางกระแสข่าวใหญ่ในแวดวงการเงิน เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจในวงกว้าง วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์ของ คุณกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และ นักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ CGS International (ประเทศไทย) ผ่านรายการ F1 Money ที่ได้ชี้ให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” และ “โอกาส” ที่นักลงทุนต้องรู้เพื่อจัดทัพรับมือปี 2026

จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลดลงจากระดับ 1.50% เหลือ 1.25% ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามทิศทางที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในวงกว้าง คือ ประสิทธิภาพและขนาดของมาตรการดังกล่าวว่าเพียงพอต่อการรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันหรือไม่?
ในมุมมองของ คุณกรรณ์ ได้ให้ความเห็นว่าแม้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะเป็นสิ่งที่สมควรทำ แต่ขนาดของการปรับลดที่ระดับ 0.25% อาจเปรียบเสมือน “ยาที่แรงไม่พอ” ในการรักษาอาการป่วยของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้านพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า “Perfect Storm”
เมื่อพิจารณาจากบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจ พบว่า ประเทศไทยกำลังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาหลากหลายมิติ ทั้งสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดน รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงเล็กน้อยจึงอาจไม่สามารถสร้างแรงส่ง (Momentum) ที่มากพอจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ
หากวิเคราะห์ถึงความคาดหวังของตลาดและผลทางจิตวิทยา การปรับลดดอกเบี้ยในระดับ 0.50% ในคราวเดียว อาจเป็นทางเลือกที่ส่งผลดีมากกว่า เนื่องจากจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายในลักษณะ “ทำน้อยแต่ค่อยเป็นค่อยไป” อาจทำให้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจล่าช้าออกไปและไม่ทันการณ์ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่ามาตรการทางการเงินต้องใช้เวลาในการส่งผ่าน (Transmission Mechanism) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริง ซึ่งอาจกินเวลานานหลายไตรมาส
นอกจากนี้ คุณกรรณ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หาก กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในครั้งนี้ ย่อมเกิดคำถามตามมาว่าในปีหน้าจะต้องมีการปรับลดเพิ่มเติมอีกหรือไม่? และหากมีความจำเป็นต้องลดอีก เหตุใดจึงไม่เร่งดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ผลของนโยบายเริ่มทำงานและส่งผลบวกต่อตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2568 ได้ทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ได้ประเมินตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของปีหน้าไว้ที่ระดับ 1.5% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

ประเทศไทยกำลังถูกโจมตีจากรอบด้าน ทั้งสถานการณ์น้ำท่วม ปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดน ไปจนถึงแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างผิดปกติ
ความน่ากังวลของสถานการณ์นี้ถูกตอกย้ำด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือตัวเลขประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีการประเมินไว้ล่าสุดว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้เพียง 1.5% เท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นระดับที่ ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น
อีกหนึ่งเสาหลักที่เคยเป็นความหวังสูงสุดอย่าง “ภาคการท่องเที่ยว” กลับยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพ โดยข้อมูลชี้ชัดว่าประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ภาคการท่องเที่ยวยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในปีหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน
ตัวเลขดังกล่าว ถือว่ายังห่างไกลจากจุดสูงสุดเดิมที่ประเทศไทยเคยทำได้ถึง 40 ล้านคนในปี 2019 ส่งผลให้ รายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยเป็นเม็ดเงินมหาศาลในการขับเคลื่อนประเทศหายไปส่วนหนึ่ง และเมื่อเครื่องยนต์หลักทำงานได้ไม่เต็มกำลัง ประกอบกับปัจจัยลบที่รุมเร้ารอบด้าน จึงเป็นโจทย์ยากสำหรับผู้ดำเนินนโยบายในปีหน้า ว่าจะพาเศรษฐกิจไทยฝ่าฟันพายุลูกนี้ไปได้อย่างไร?
ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทิศทางค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผิดไปจากกลไกปกติ และเป็นโจทย์ยากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเร่งรับมือ
ดุลลึกลับ คืออะไร
ดุลลึกลับ หรือ Net Errors and Omissions (NEO) คือ ตัวเลขที่แสดงความคลาดเคลื่อนเชิงสถิติในการจัดทำบัญชีดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามาจากกิจกรรมใด
ลักษณะสำคัญของดุลลึกลับ
ธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศปกติจะถูกจัดประเภทเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ:
แต่เงินใดที่ไม่สามารถจัดเข้าหมวดหมู่เหล่านี้ได้ จะถูกบันทึกเป็น “Net Errors and Omissions” หรือที่เรียกว่า “ดุลลึกลับ”
ปริศนาของเม็ดเงินไร้ที่มา : ในทางบัญชีดุลการชำระเงิน รายการที่เรียกว่า “Errors and Omissions” หรือความคลาดเคลื่อนทางบัญชี มักถูกใช้เพื่อบันทึกรายการเงินทุนไหลเข้าออกที่ไม่สามารถระบุที่มาได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจากการค้า การบริการ หรือการลงทุนก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามอง คือ มูลค่าของเงินในส่วนนี้กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า ในปี 2020 และปี 2024 มีเม็ดเงินในส่วนของดุลลึกลับนี้ไหลเข้ามาในระบบสูงถึงระดับ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เมื่อเจาะลึกรายละเอียดเป็นรายไตรมาส พบว่า โดยเฉลี่ยมีเงินไหลเข้าในลักษณะนี้ประมาณไตรมาสละ 2,000 – 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างค่าเงิน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 และไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่ตัวเลขยังคงอยู่ในระดับสูงและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
จากทองคำ สู่คริปโต และเงาของการเมือง : คำถามสำคัญ คือ เงินเหล่านี้มาจากไหน? คุณกรรณ์ ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของแหล่งที่มาว่า ดุลลึกลับเหล่านี้อาจเกิดจากธุรกรรมทางการเงินที่ตรวจสอบได้ยาก เช่น การซื้อขายทองคำ การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึง ข้อสังเกตเกี่ยวกับเม็ดเงินทางการเมืองที่อาจไหลเข้ามาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งมักจะเป็นเงินทุนที่ไม่ผ่านช่องทางปกติและไม่สามารถระบุที่มาได้ชัดเจน
ผลกระทบที่อยู่เหนือการควบคุม : ผลพวงจากการไหลเข้าของดุลลึกลับจำนวนมหาศาลนี้ คือ การทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยที่ไม่ได้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริง เช่น การส่งออกหรือการเติบโตของ GDP ด้วยเหตุนี้ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินหรือลดดอกเบี้ย แต่ก็อาจไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากกระแสเงินทุนปริศนานี้ได้ทั้งหมด
การจัดการกับดุลลึกลับจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้ดำเนินนโยบาย เพราะตราบใดที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาหรือควบคุมช่องทางการไหลเข้าของเงินเหล่านี้ได้ การออกมาตรการแทรกแซงหรือดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพก็ยังคงเป็นภารกิจที่ยากลำบาก และต้องอาศัยการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

คุณกรรณ์ ระบุว่า แม้ทิศทางดอกเบี้ยของไทยจะเป็นขาลง แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยไม่ตอบสนองต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความผันผวนนี้ ไม่ได้มาจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่กลับเป็น “ราคาทองคำในตลาดโลก” (Gold Spot) ที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมหาศาล คุณกรรณ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในลักษณะผกผันที่ชัดเจนระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาท กล่าวคือ ในจังหวะที่ราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินบาทมักจะถูกกดดันให้แข็งค่าขึ้นตามไปด้วยในทันที ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงในช่วงหลัง
นอกจากนี้ เปรียบเทียบข้อมูลที่ให้เห็นชัดเจนว่า กราฟของราคาทองคำและค่าเงินบาทมักจะวิ่งสวนทางกัน เมื่อทองคำดีดตัวขึ้น กราฟค่าเงินบาทจะดิ่งลง (แข็งค่า) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทำธุรกรรมค้าทองคำและการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควบคุมได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงกลไกราคาในตลาดโลกได้
ผลสืบเนื่องสภาวะ “บาทแข็งค่าแบบไม่สนโลก” นี้ กำลังกลายเป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ขัดขวางการฟื้นตัวของประเทศ เพราะการที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นโดยที่เศรษฐกิจภายในยังไม่ฟื้นตัว ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อ 2 เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนจีดีพี นั่นคือ “ภาคการส่งออก” และ “ภาคการท่องเที่ยว” สำหรับผู้ส่งออก การที่เงินบาทแข็งค่าหมายถึงรายได้ที่ลดลงเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินไทย ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดต่ำลง ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกว่าการจับจ่ายใช้สอยในเมืองไทยแพงขึ้น ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของดอกเบี้ย แต่เป็นการรับมือกับปัจจัยภายนอกอย่างราคาทองคำและการไหลเวียนของเงินทุน ที่กำลังกดดันให้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม
ในสถานการณ์ปกติ เมื่อธนาคารกลางประกาศลดอัตราดอกเบี้ย เรามักคาดหวังว่า จะได้เห็นสภาพคล่องไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ผ่านการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกลับเกิดภาพที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง นั้นเพราะ “กับดักสภาพคล่อง” ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
คุณกรรณ์ เน้นย้ำว่าสภาวะที่ “ดอกเบี้ยลด แต่แบงก์ไม่ปล่อยกู้” ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับภาคธุรกิจ หากอ้างอิงข้อมูลสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทย จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้วถึง 1% แต่ตัวเลขสินเชื่อปล่อยใหม่ (New Loan) ของระบบธนาคารพาณิชย์กลับมีการเติบโตที่ติดลบ
การหดตัวของสินเชื่อนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับรายย่อยเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงสินเชื่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) อีกด้วย สาเหตุหลักมาจากธนาคารพาณิชย์ต่างพากัน “รัดเข็มขัด” และเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อขั้นสูงสุด เนื่องจากความกังวลต่อคุณภาพหนี้และภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้แม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง แต่เม็ดเงินจริงกลับไม่ถูกส่งผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เมื่อประตูสินเชื่อเริ่มตีบตัน ธนาคารพาณิชย์จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อรักษาการเติบโต คุณกรรณ์ ประเมินว่า หุ้นกลุ่มธนาคารยังคงมีความน่าสนใจ แต่ไม่ใช่ในมุมของการเติบโตจากสินเชื่อเหมือนในอดีต หากแต่เป็นการเติบโตจาก “รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย”
ปัจจุบัน ธนาคารชั้นนำต่างหันมามุ่งเน้นบริการทางการเงินครบวงจรมากขึ้น อาทิ การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management), กองทุนรวม และประกันภัย ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้เหมือนการปล่อยกู้ทั่วไป การปรับตัวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารพาณิชย์เลือกที่จะไม่ลงทุนแบบ “ซี้ซั้ว” หรือปล่อยกู้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อรักษาสถานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง
จากการที่ธนาคารพาณิชย์ดำเนินนโยบายแบบระมัดระวัง คือ ความสามารถในการรักษาระดับกำไรสุทธิให้มีเสถียรภาพ และเมื่อไม่ต้องสำรองเงินทุนไว้สำหรับการขยายสินเชื่อที่เสี่ยงสูง ธนาคารเหล่านี้จึงมีกระแสเงินสดเหลือเพียงพอที่จะนำมาจ่ายเป็น “เงินปันผล” คืนให้กับผู้ถือหุ้น
ด้วยเหตุนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารในปัจจุบันจึงกลายเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนที่เน้นคุณค่าเนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงถึง 7- 8% ต่อปี ซึ่งคุณกรรณ์ได้เปรียบเปรยไว้อย่างเห็นภาพว่า นี่คือ “สวรรค์ของหุ้นปันผล” อย่างแท้จริง ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาลงและความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก

เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านดังที่กล่าวไปข้างต้น การเลือกลงทุนแบบไม่เลือกสรรอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง ดังนั้น การปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จึงเป็นหัวใจสำคัญ คุณกรรณ์ ได้เปิดเผยกลยุทธ์การจัดพอร์ตเพื่อให้นักลงทุนสามารถถือครองหุ้นข้ามปีได้อย่างมั่นใจ โดยคัดสรรหุ้นเด่น 10 ตัว แบ่งออกเป็น 4 ธีมกลยุทธ์หลัก ที่ครอบคลุมทั้งสายเก็งกำไรและสายเน้นคุณค่า ดังนี้
1. Theme Trading : สายเก็งกำไรตามดัชนี สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการผลตอบแทนระยะสั้น หุ้นในกลุ่มนี้คือคำตอบ โดยเฉพาะ DELTA ซึ่งถือเป็นหุ้นที่มีอิทธิพลสูงต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ
ในมุมมองทางเทคนิค การเคลื่อนไหวของราคา DELTA เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดตลาด หากดัชนี SET Index สามารถยืนเหนือระดับ 1,200 จุดได้ ราคาหุ้น DELTA ที่ระดับประมาณ 150 บาท ก็น่าจะเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งและสามารถยืนระยะได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในธีมนี้ต้องอาศัยความรวดเร็วในการเข้าออก เนื่องจากมีความผันผวนสูงตามสภาวะตลาด
2. Theme Dividend : สวรรค์ของนักลงทุนเน้นปันผล ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หุ้นปันผล (Dividend Stock) เปรียบเสมือนหลุมหลบภัยที่ปลอดภัยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มสื่อสาร
3. Theme Leader : หุ้นผู้นำรอวันเงินทุนไหลเข้า ธีมนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว ที่มองเห็นโอกาสในการสะสมหุ้นพื้นฐานดีในราคาที่ยังไม่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเน้นไปที่หุ้นผู้นำตลาดในแต่ละอุตสาหกรรม ได้แก่ CPALL, PTT และ GULF
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือ หุ้นเหล่านี้เป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนและเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มผู้นำเป็นอันดับแรก ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยสะสมเพื่อรอรับผลตอบแทนเมื่อตลาดกลับมาเป็นขาขึ้นในอนาคต
4. Theme Laggard : หุ้นต้นทุนต่ำ รอการฟื้นตัว สำหรับธีมสุดท้ายคือการมองหาหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมาลึกมากจน Valuation เริ่มมีความน่าสนใจ (Risk-Reward น่าสนใจ)
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสำหรับปี 2026 ไม่จำเป็นต้องเลือกหุ้นทั้ง 10 ตัวเข้าพอร์ต แต่นักลงทุนสามารถเลือกผสมผสาน (Mix and Match) ตามความเหมาะสมของตนเอง เช่น อาจเลือกหุ้นปันผล 2 ตัว เพื่อสร้างกระแสเงินสด ผสมกับหุ้นผู้นำตลาด 2 ตัว เพื่อหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคา หรือหากต้องการเก็งกำไรก็อาจแบ่งสัดส่วนเงินทุนบางส่วนไปที่ธีม Trading การกระจายความเสี่ยงไปในแต่ละธีมจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีความสมดุลและสามารถฝ่าฟันความผันผวนของเศรษฐกิจในปีหน้าไปได้อย่างมั่นคง
ตามทฤษฎีการเงินและการลงทุนแบบดั้งเดิม เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ย่อมเป็นสัญญาณบวกโดยตรงต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนทางการเงินสูง อย่างกลุ่มไฟแนนซ์ และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลงจะช่วยขยายส่วนต่างกำไรและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ สมการดังกล่าวกลับไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป
เมื่อกลไกตลาดถูกบิดเบือนด้วย “ความเสี่ยง”
คุณกรรณ์ให้มุมมองที่สวนกระแสแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้ดอกเบี้ยจะปรับตัวลดลง แต่ราคาหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์และอสังหาริมทรัพย์กลับไม่ได้ตอบรับในเชิงบวก หรือบางตัวกลับปรับตัวลดลงด้วยซ้ำ สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หุ้นสองกลุ่มนี้หมดเสน่ห์ ไม่ได้เกิดจากตัวเลขดอกเบี้ย แต่เกิดจากปัญหาโครงสร้างสินเชื่อทั้งระบบที่กำลังเผชิญกับภาวะ “ตึงตัว” อย่างหนัก
แม้ประชาชนจะมีความต้องการซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัย แต่กลับไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้ถึงขีดสุด ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ยกตัวอย่างเช่น ผู้กู้ที่มีฐานเงินเดือนระดับ 50,000 บาท ขอกู้ซื้อบ้านราคา 5 ล้านบาท ในอดีตอาจได้รับการอนุมัติ แต่ในปัจจุบันกลับถูกปฏิเสธเป็นจำนวนมากถึง 50% ของคำขอกู้ทั้งหมด
ผลที่ตามมา คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญกับปัญหายอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า แม้จะมีลูกค้าจอง แต่สุดท้ายก็กู้ไม่ผ่าน (Bank Reject) ในขณะที่กลุ่มไฟแนนซ์ที่รับความเสี่ยงสูงกว่าแบงก์พาณิชย์ ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องหนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้การดำเนินธุรกิจเต็มไปด้วยความยากลำบาก
กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนักลงทุนในขณะนี้ คือ การหลีกเลี่ยงการลงทุนใน “หุ้นไฟแนนซ์และอสังหาริมทรัพย์” ออกไปก่อน โดยควรรอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปจนกว่าจะเห็นความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง และได้เห็นโฉมหน้าของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ
การรีบเข้าไปรับมีดในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่เอื้ออำนวย อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดนัก การถือเงินสดหรือเลือกลงทุนในกลุ่มที่มีปันผลแน่นอนอย่างธนาคารพาณิชย์ จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยกว่าในช่วงเวลานี้
สำหรับไทม์ไลน์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ คือ วันจัดการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ประเด็นดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนทางรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดทุนไทยอย่างมีนัยสำคัญ
คุณกรรณ์ ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติที่น่าสนใจโดยชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของตลาดหุ้นไทยในอดีตที่มีรูปแบบซ้ำเดิมจนกลายเป็นบทเรียนที่นักลงทุนต้องระวัง โดยเมื่อพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลัง พบว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ ตลาดหุ้นมักจะตอบรับในเชิงบวกทันที
ดัชนีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วง 1 วันแรกหลังประกาศ เนื่องจากตลาดคลายความกังวลจากความไม่แน่นอนของเสถียรภาพรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความสดใสดังกล่าวมักดำรงอยู่เพียงชั่วคราว เพราะเมื่อผ่านพ้นช่วง “ฮันนีมูน” ในสัปดาห์แรกไปแล้ว กราฟการลงทุนมักจะเริ่มหักหัวลงและซึมยาวต่อเนื่องไปจนครบ 1 เดือน
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Sell on Fact” หรือแรงขายทำกำไรเมื่อข่าวจริงปรากฏ โดยสถิติชี้ว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงเฉลี่ยถึงร้อยละ 5 ในช่วง 1 เดือนหลังยุบสภา สาเหตุหลักมาจากความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับโฉมหน้าของรัฐบาลชุดต่อไป รวมถึงความเสี่ยงที่วันเลือกตั้งอาจมีการเลื่อนออกไปจากกำหนดเดิม
ในทางกลับกัน แม้ภาพรวมตลาดอาจดูซึมลง แต่คุณกรรณ์ได้ชี้ช่องทางลัดสำหรับนักลงทุนที่มองเกมขาด นั่นคือปรากฏการณ์ “Election Rally” หรือการที่หุ้นบางกลุ่มปรับตัวขึ้นรับกระแสเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นผู้นำตลาดที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความสัมพันธ์กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ
ดังนั้น ช่วงเวลาที่เป็นสุญญากาศทางการเมืองประมาณ 3 – 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งนี้ จึงไม่ใช่เวลาแห่งความตื่นตระหนก แต่เป็น “จังหวะทอง” ในการทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ ที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มาก เพื่อรอรับแรงส่งจากเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลกลับเข้ามาเมื่อความชัดเจนทางการเมืองปรากฏขึ้น การวางกลยุทธ์ที่แม่นยำในช่วงเวลานี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดได้ เมื่อวันเลือกตั้งที่แท้จริงมาถึง

โจทย์ของแบงก์ชาติในเวลานี้เปรียบเสมือนการเดินไต่ลวดเส้นบางๆ ที่ต้องอาศัยทั้งความระมัดระวังและฝีมือในการบริหารจัดการขั้นสูง
สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ ข้อจำกัดด้านเครื่องมือทางการเงิน หรือที่เรียกว่า “พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย” คุณกรรณ์ชี้ให้เห็นว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% แทนที่จะเป็น 0.50% ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความต้องการ “เก็บกระสุน” เอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง หากแบงก์ชาติใช้ยาแรงจนหมดหน้าตักในคราวเดียว เมื่อเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตในอนาคต อาจไม่เหลือเครื่องมือเพียงพอที่จะเข้ามากู้วิกฤตได้ ดังนั้น การบริหารจัดการ Policy Space จึงเป็นความท้าทายที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างละเอียดอ่อนระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว
นอกจากนี้ ภารกิจที่ยากลำบากยิ่งกว่าคือการดูแลเสถียรภาพของค่าเงินบาท ในอดีตการเข้าแทรกแซงค่าเงินอาจทำได้ผ่านกลไกปกติ แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์มีความซับซ้อนขึ้นมากจากการปรากฏตัวของ “ดุลลึกลับ” หรือเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไม่สามารถระบุที่มาได้ชัดเจน ซึ่งไหลเข้ามาในระบบจำนวนมหาศาล
ปัจจัยดังกล่าว ประกอบกับความผันผวนของราคาทองคำตลาดโลก ทำให้กลไกของค่าเงินบิดเบือนไปจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แม้แบงก์ชาติจะพยายามเข้าดูแลหรือออกมาตรการป้องกัน แต่ก็เป็นการยากที่จะควบคุมธุรกรรมที่ตรวจสอบที่มาไม่ได้เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินจากสินทรัพย์ดิจิทัล หรือเงินทุนสีเทา ซึ่งถือเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมและเป็นบททดสอบฝีมือของผู้ว่าการแบงก์ชาติอย่างแท้จริง
จากปัจจัยลบที่รุมเร้าทั้งภายในและภายนอก ทำให้ปี 2569 ยังคงเป็นปีที่ ‘ยากลำบาก’ สำหรับเศรษฐกิจไทย การคาดหวังให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
แม้ภาพรวมมหภาคจะดูมืดมน แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ สำหรับนักลงทุนแล้ว การปรับตัวด้วยกลยุทธ์ที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการอยู่รอด การคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีความแข็งแกร่งและมีปัจจัยเฉพาะตัว เช่น หุ้นกลุ่มผู้นำตลาด หรือหุ้นปันผลสูง จะเป็นเกราะป้องกันพอร์ตการลงทุนให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความผันผวนนี้ไปได้ และรอคอยจังหวะที่ฟ้าหลังฝนจะกลับมาสดใสอีกครั้ง
| ธีมกลยุทธ์ | ลักษณะเด่น / วัตถุประสงค์ | รายชื่อหุ้น | จุดเด่นและคำแนะนำเพิ่มเติม |
| 1. Theme Trading | เน้นเก็งกำไรตามดัชนี เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง | DELTA | หุ้นคุมดัชนี ราคาล้อไปกับ SET Index (แนวรับสำคัญประมาณ 150 บาท หาก SET ยืน 1,200 จุดได้) |
| 2. Theme Dividend | เน้นปันผลสูง เป็นหลุมหลบภัย สร้างกระแสเงินสด | SCB, KKP, KTB, ADVANC | กลุ่มธนาคารปันผลเด่น (7-8%) บริหารความเสี่ยงดี ส่วน ADVANC เน้นความสม่ำเสมอและทนทานต่อเศรษฐกิจ |
| 3. Theme Leader | หุ้นพิมพ์นิยม พื้นฐานแกร่ง รอเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) | CPALL, PTT, GULF | เป็นหุ้นผู้นำกลุ่มที่ต่างชาติมักซื้อเป็นอันดับแรกเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว เป็นจังหวะทยอยสะสมระยะยาว |
| 4. Theme Laggard | หุ้นราคาลงมาลึก (Valuation ถูก) ความเสี่ยงขาลงต่ำ | MINT, BCH | BCH ราคาลงมาแถว 10 บาท ถือเป็นต้นทุนต่ำ ส่วน MINT แข็งแกร่งในกลุ่มท่องเที่ยวรอการดีดตัว |
อ้างอิง F1 Money