
ในสภาวะที่ตลาดการเงินโลกกำลังจับตาทิศทางลมระลอกใหม่จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของนักลงทุนทุกคน รายการ F1 Money ได้รับเกียรติจาก คุณบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์ปริง (ประเทศไทย) มาร่วมเจาะลึกเบื้องหลังตัวเลข “Dot Plot” และสัญญาณเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ ภายใต้หัวข้อที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอยว่า ทิศทางดอกเบี้ยในปี 2025 จะเป็นเช่นไร และสินทรัพย์กลุ่มไหนจะเป็น “ผู้ชนะ” ในเกมการเงินรอบใหม่นี้

หัวใจสำคัญของการประชุม Fed ในรอบส่งท้ายปีนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม ซึ่งตลาดได้รับรู้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญยิ่งกว่าอคือ “Dot Plot” หรือแผนผังคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในปีหน้า (2025) ว่าจะออกมาในทิศทางใด
คุณบดินทร์ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงตัวเลขสำคัญจาก Dot Plot รอบก่อนหน้า ที่ค่ามัธยฐาน (Median) ของดอกเบี้ยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 3.63% ซึ่งสะท้อนการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง และสำหรับปีหน้า (2025) ตลาดกำลังคาดหวังที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกประมาณ 2 ครั้ง
การประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในรอบนี้มีความท้าทายซ่อนอยู่ นั่นคือ ปัญหา “ข้อมูลขาดหาย” (Data Deficient) หรือสัญญาณรบกวน ที่เกิดจากเหตุการณ์ Government Shutdown ซึ่งกินเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญหลายตัวไม่ได้ถูกประกาศออกมา หรือมีความคลาดเคลื่อน
ศึกชิงเก้าอี้ประธาน Fed : เมื่อ “การเมือง” ปะทะ “ทฤษฎี” ดัน Yield Curve ชันขึ้น
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดพันธบัตร คือ กระแสข่าวการแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ ภายใต้ยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนผ่านมุมมองของตลาดและนักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นต่างกันอย่างชัดเจน
ผลกระทบต่อ Yield Curve : ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) เกิดภาวะ “Steepening” หรือมีความชันมากขึ้น โดยส่วนต่างระหว่างพันธบัตรอายุ 2 ปี และ 10 ปี (2-10 Spread) ถ่างออกจากกัน เพราะตลาดมองว่าหาก Hassett มาจริง ดอกเบี้ยระยะสั้น (Front-end Yield) จะถูกกดลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในระยะยาว (Inflation Expectation) จะดันให้ดอบเบี้ยระยะยาวพุ่งสูงขึ้น
คุณบดินทร์ ได้วิเคราะห์ถึงทิศทางการลงทุนในปี 2025 โดยเน้นย้ำว่า แม้ตลาดจะมีความเสี่ยง แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังคงอยู่ในโหมด “Risk On” ที่น่าลงทุน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มากกว่าเพียงแค่การเก็งกำไรจากมูลค่าหุ้น ที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพรวมที่ดูสดใส ยังมี 2 ธีมการลงทุนที่เปรียบเสมือน “เพชรเม็ดงาม” ที่กำลังรอการเจียระไน ซึ่งคุณบดินทร์ได้ให้มุมมองเชิงลึกไว้อย่างน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มสุขภาพ ดังนี้
1. Industrial : จากหุ้นนอกสายตาสู่ดาวเด่นที่ชนะตลาด S&P 500
ในอดีตหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม มักถูกมองว่า เป็นกลุ่มที่ไม่หวือหวาและมักจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดมาโดยตลอด แต่ทว่าในปีนี้ สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อกลุ่ม Industrial สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าดัชนี S&P 500 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งคุณบดินทร์ได้วิเคราะห์ถึง “จุดเปลี่ยน” สำคัญ 3 ประการที่ทำให้กลุ่มนี้กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในกลุ่ม Industrial จึงไม่ใช่เพียงแค่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจยุคใหม่ของสหรัฐฯ อย่างแท้จริง
2. Healthcare : หุ้น Defensive Growth ที่ต้องมีติดพอร์ตปี 2025
อีกหนึ่งกลุ่มที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน คือ กลุ่มสุขภาพ ซึ่งคุณบดินทร์ได้นิยามว่า เป็นหุ้นประเภท “Defensive Growth” หรือหุ้นเติบโตที่มีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม Healthcare จะให้ผลตอบแทนที่ล่าช้ากว่าตลาดและไม่ได้เป็นจุดสนใจของนักลงทุนมากนัก แต่สำหรับปี 2025 ภาพรวมกำลังจะเปลี่ยนไป
จากมุมมองของคุณบดินทร์ ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2025 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ที่ร้อนแรงเท่านั้น แต่การกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่ม Industrial ที่มีปัจจัยพื้นฐานแกร่งจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ และกลุ่ม Healthcare ที่เป็นหลุมหลบภัยชั้นดี จะช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน ให้พร้อมรับมือกับทั้งโอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าได้อย่างมั่นคง
คุณบดินทร์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับ “กับดัก” ของเศรษฐกิจไทย พร้อมแนะนำกลยุทธ์การจัดพอร์ตเพื่อความอยู่รอดในปีหน้า ภายใต้แนวคิด “Play Safe” ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่กำลังไหลออก
เมื่อ “Fund Flow” โลก เมินตลาดหุ้นไทย
ประเด็นแรกที่คุณบดินทร์ชี้ให้เห็น คือ ทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่มีแนวโน้มจะไม่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยในสัดส่วนที่นักลงทุนคาดหวัง แม้ว่าตามทฤษฎีแล้ว การลดดอกเบี้ยของฝั่งสหรัฐฯ มักจะส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม เงินทุนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเลือก “ผู้ชนะ” ที่ชัดเจนกว่า โดยจะไหลไปยังกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี AI หรือหากมองในภูมิภาคเดียวกัน คู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและอินเดียกลับมีความน่าสนใจมากกว่าในสายตาต่างชาติ เนื่องจากศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด
กับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ : เมื่อ GDP โตต่ำกว่าศักยภาพ
นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศยังเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ โดยคุณบดินทร์ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะยังคงเติบโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น โดยคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไว้เพียงระดับกว่า 2% เท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัยลบ ได้แก่
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านนโยบาย หรือ Policy Gap ที่แคบลง หากมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาเหลือระดับกว่า 1% กว่า เราจะเหลือพื้นที่ในการใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคตน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ
กลยุทธ์การลงทุน : “Play Safe” คือ ทางรอด
จากปัจจัยรุมเร้าข้างต้น คุณบดินทร์ แนะนำว่า กลยุทธ์สำหรับตลาดหุ้นไทยในปี 2025 ไม่ใช่การบุกตะลุยเพื่อหวังผลตอบแทนส่วนต่างราคามหาศาล แต่เป็นการเน้นความปลอดภัย หรือ “Play Safe” เพื่อรักษาเงินต้นและประคองพอร์ตผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปให้ได้ โดยมีคำแนะนำ 3 ข้อ ดังนี้
โดยสรุป แม้ปี 2025 จะเป็นปีแห่งโอกาสของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่สำหรับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนจำเป็นต้องปรับมุมมองให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง การยอมรับว่าไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเติบโต และหันมาโฟกัสที่ “ความยั่งยืนของกระแสเงินสด” จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พอร์ตการลงทุนสามารถยืนระยะอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวนนี้
อ้างอิงจาก F1 Money