
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดทุนโลก นักลงทุนหลายท่านคงเกิดคำถามว่า “ทำไมเฟดลดดอกเบี้ยแล้ว แต่หุ้นไทยยังร่วง?” ทั้งที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกาศลดดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ แต่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) กลับตอบรับในเชิงลบสวนทางกับความคาดหวัง วันนี้รายการ F1 Money จะมาไขคำตอบพร้อมเจาะลึกกลยุทธ์การลงทุนจากมุมมองของ คุณสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บล.เคจีไอ เพื่อเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและโอกาสในปี 2025

เปิดปม เฟดลดดอกเบี้ย แต่ทำไมตลาด “ไม่ปลื้ม” จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ของปีนี้ แม้ในทางทฤษฎีจะเป็นปัจจัยบวกที่ควรช่วยกระตุ้นตลาดทุน แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าดัชนีตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย กลับมีการปรับตัวลดลงสวนทางกับความคาดหวัง คุณสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ชี้ให้เห็นว่า “ข่าวดี” นี้อาจแฝงไปด้วย “สัญญาณเตือน” ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นเพียงสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว จึงไม่ได้สร้างความประหลาดใจในเชิงบวกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลไม่ได้อยู่ที่การกระทำในปัจจุบัน แต่อยู่ที่ “สัญญาณ” ที่เฟดส่งออกมาสำหรับอนาคต กล่าวคือ เมื่อพิจารณาจากประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ “Dot Plot” ล่าสุด พบว่า มุมมองของคณะกรรมการเฟดที่มีต่อทิศทางดอกเบี้ยในปี 2025 เปลี่ยนไปในทางที่ตึงตัวขึ้น ในขณะที่เดิมทีตลาดและเฟดเคยประเมินว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 2 ครั้งในปีหน้า แต่ข้อมูลล่าสุดกลับบ่งชี้ว่า อาจเหลือการปรับลดเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น
สาเหตุหลักของการปรับเปลี่ยนมุมมองดังกล่าว เกิดจากความกังวลในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่อง “อัตราเงินเฟ้อ” ของสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 3% ซึ่งถือว่ายังห่างไกลจากเป้าหมายระยะยาวที่เฟดตั้งไว้ที่ 2% ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์คือนโยบายภาษีของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระตุ้นให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัด จากภาคการผลิตจริง ผู้ประกอบการบางรายเริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรองรับภาระภาษีที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้เฟดต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพราะหากเร่งลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปในขณะที่ปัจจัยเงินเฟ้อยังไม่สงบ อาจนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรังที่แก้ไขได้ยากในภายหลัง
เมื่อหันกลับมาพิจารณาปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ จะพบว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน หรืออาจกล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะที่ “เปราะบาง” อย่างน่าเป็นห่วง คุณสุโชติ ได้อธิบายให้เห็นภาพถึงสัญญาณอันตรายจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ซึ่งเติบโตได้เพียง 1.2% ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสถิติการเติบโตรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ในระยะข้างหน้ายังคงดูไม่สดใสนัก โดยมีการคาดการณ์ว่าตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 4 อาจปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1% ซึ่งแย่กว่าที่กระทรวงการคลังเคยประเมินไว้ที่ 1.1% เนื่องจากประเทศไทยต้องเผชิญกับปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาซ้ำเติม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปี หรือปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งล้วนแต่เป็นอุปสรรคที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ทรุดตัวลงไปอีก
สำหรับปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเงินก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อผู้ดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะสถานการณ์ของ “ค่าเงินบาท” ที่เริ่มแข็งค่าหลุดระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนำร่องไปก่อนหน้า หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม อาจส่งผลให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างขึ้นและบีบให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อไป ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก ที่ถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการหารายได้เข้าประเทศ และซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก
ปัจจัยทางการเมืองยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการเศรษฐกิจทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น การประกาศยุบสภาได้ก่อให้เกิดสภาวะ “สุญญากาศทางการคลัง” ทำให้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฝั่งรัฐบาลต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว งบประมาณและการเบิกจ่ายต่างๆ อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ในช่วงรอยต่อทางการเมืองนี้ ดังนั้น ความหวังเดียวที่เหลืออยู่ในการประคับประคองเศรษฐกิจจึงตกมาอยู่ที่ “นโยบายการเงิน”
คุณสุโชติ และทีมวิเคราะห์จาก KGI จึงมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า กนง. จำเป็นต้องพิจารณาปรับ “ลดดอกเบี้ย” เพื่อเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตนี้ การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพกว้างเท่านั้น แต่ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือภาคครัวเรือนที่กำลังแบกรับภาระหนี้สินอย่างหนัก โดยในปัจจุบันสถานการณ์หนี้ครัวเรือนได้ทวีความรุนแรงขึ้นถึงขั้นที่ลูกหนี้จำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ “จ่ายดอกเบี้ยไม่พอตัดเงินต้น” ซึ่งหากไม่มีมาตรการผ่อนปรนทางการเงินออกมาช่วยเหลือ อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่ลุกลามบานปลายได้ในอนาคต
ภายใต้สภาวะตลาดหุ้นไทยที่เต็มไปด้วยความผันผวนและขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามากระตุ้น อีกทั้งปริมาณการซื้อขาย ต่อวันยังเบาบางลงอย่างน่าใจหาย โดยเหลือเพียงระดับ 20,000 ถึง 30,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งในจำนวนนี้มีสัดส่วนของธุรกรรมจากระบบคอมพิวเตอร์ หรือ Robot Trade เข้ามาแทรกแซงสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของตลาด คุณสุโชติ ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญแก่นักลงทุนว่า ในช่วงเวลานี้ควร “มองข้ามดัชนี” ไปก่อน เนื่องจากภาพรวมของ SET Index มักถูกบิดเบือนด้วยหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
ดังนั้น ทางรอดที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับนักลงทุนในสถานการณ์เช่นนี้ คือ การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง หรือ “Selective Buy” โดยคุณสุโชติได้จำแนกธีมการลงทุนที่น่าสนใจและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้จริง ออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. สร้างเกราะป้องกันพอร์ตด้วย “หุ้นปันผลสูง”
2. กลุ่ม Non-Bank รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาลงเต็มเม็ดเต็มหน่วย
3. ดักเก็บหุ้น “นิคมฯ & รับเหมา” ในช่วงสุญญากาศทางการเมือง
4. หุ้นแบงก์ : วิกฤต คือ โอกาส ย่อตัวให้รีบรับ
5. หุ้น DELTA : แยกให้ออกระหว่าง “พื้นฐาน” กับ “เทคนิค”
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ คือ การใช้จังหวะที่ตลาดซึมตัวและวอลลุ่มบางเบา ในการทยอยเก็บของดีเข้าพอร์ต เพื่อรอไปขายทำกำไรในช่วงที่สถานการณ์ต่างๆ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมปีหน้า
เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี คำถามที่นักลงทุนต่างเฝ้ารอคำตอบ คือ ทิศทางของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จะดำเนินไปในทิศทางใด และปรากฏการณ์ “Santa Rally” ที่มักสร้างสีสันในช่วงปลายปีจะเกิดขึ้นหรือไม่ คุณสุโชติ ได้ประเมินสถานการณ์และวางกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้อย่างรัดกุม โดยเน้นย้ำให้นักลงทุนระมัดระวังและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคที่เปลี่ยนไป
จับตาแนวรับสำคัญ ห้ามหลุด 1,250 จุด
จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค คุณสุโชติ ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างของตลาดหุ้นไทยได้เปลี่ยนทิศทางจากเดิมที่เคลื่อนไหวในกรอบขาขึ้นมาสู่ภาพของการ “ซึมลง” หรือ Sideways Down อย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
สำหรับการเคลื่อนไหวในระยะสั้น ประเมินว่า ดัชนียังคงถูกกดดันอยู่ภายใต้เส้นแนวโน้มขาลง โดยมีกรอบแนวต้านสำคัญอยู่ที่บริเวณ 1,275 จุด และมีด่านทดสอบแรกที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (EMA 200) บริเวณ 1,260 จุด ซึ่งหากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุน การผ่านแนวต้านเหล่านี้ไปได้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย
ในทางกลับกัน สิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญสูงสุด คือ กรอบแนวรับที่บริเวณ 1,250 จุด ซึ่งเปรียบเสมือนปราการด่านสำคัญ หากดัชนีสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้และมีข่าวดีเข้ามาหนุน ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดการดีดตัวกลับ (Rebound) ได้บ้าง อย่างไรก็ตาม หากแรงขายยังคงกดดันจนดัชนีหลุดระดับ 1,250 จุดลงไป จะถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่บ่งชี้ว่าตลาดอาจถอยลึกลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่บริเวณ 1,230-1,220 จุด ได้ทันที
Santa Rally ปีนี้อาจเงียบเหงา เมื่อเม็ดเงินกองทุนแผ่วลง
นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อปรากฏการณ์ “Santa Rally” หรือการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ในปีนี้อาจไม่คึกคักเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากเม็ดเงินลงทุนจากกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษีที่ไหลเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายปีมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนโดยรวมที่ถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้แรงซื้อที่จะช่วยพยุงตลาดในช่วงท้ายปีเบาบางลงไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น คุณสุโชติจึงประเมินภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในช่วงส่งท้ายปีนี้ว่า น่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวออกข้างถึงปรับตัวลงมากกว่าที่จะเห็นการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง
วิกฤต คือ โอกาส สะสมของดีรอขายปีหน้า
ถึงแม้ว่าภาพรวมตลาดอาจดูซึมเซาและน่าอึดอัด แต่คุณสุโชติมองว่า ช่วงเวลาแห่ง “สุญญากาศ” ทางการเมืองประมาณ 2 เดือนต่อจากนี้ ถือเป็น “โอกาสทอง” สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว ในการเฟ้นหาหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลดลงมาอยู่ในโซนถูก เพื่อทยอยสะสมเข้าพอร์ต
กลยุทธ์ที่แนะนำ คือ การใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานหรือย่อตัวลงมาในการเข้าซื้อ โดยมีเป้าหมายการลงทุน เพื่อไปรอขายทำกำไรในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่และการจัดตั้งรัฐบาลเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยปลดล็อกความกังวลและดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง
ป.ล.บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาผลตอบแทนหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก F1 Money