
ในสภาวะที่ตลาดการเงินโลกกำลังจับตาทิศทางลมระลอกใหม่จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ส่งแรงกระเพื่อมมายังตลาดหุ้นเอเชียและไทย รายการ F1 Money ได้รับเกียรติจาก คุณฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ AISA, CFTe ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และนักกลยุทธ์การลงทุน บล. กรุงศรี มาร่วมเจาะลึกเบื้องหลังสัญญาณเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ยของไทย ภายใต้หัวข้อที่นักลงทุนต่างเฝ้ารอคอยว่า การประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ จะมีมติอย่างไร และหุ้นกลุ่มไหนจะเป็น “ผู้ชนะ” ในเกมการเงินรอบใหม่นี้

ควันหลง Fed ลดดอกเบี้ย : เมื่อตลาดผิดหวังกับ Dot Plot ปีหน้า หัวใจสำคัญของความผันผวนในระยะสั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การที่ Fed ลดดอกเบี้ยตามคาด แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดเกิดความกังวล คือ รายละเอียดใน “Dot Plot” และถ้อยแถลงของประธานเฟดที่ส่งสัญญาณว่า ในปีหน้าอาจมีการลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวัง
คุณฐกฤต ได้ฉายภาพให้เห็นว่า แม้การลดดอกเบี้ยจะเป็นไปตามนัด แต่ Dot Plot กลับชี้ว่า ปีหน้าอาจลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับตลาดที่ตั้งความหวังไว้สูงกว่านั้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ รวมถึง ไทยมีการปรับตัวลง โดยเฉพาะดัชนีหุ้นไทยที่ปรับลงเกือบ 20 จุด ซึ่งส่วนหนึ่งถูกกดดันจากหุ้น DELTA ที่ปรับลงแรงและมีผลต่อดัชนีถึงเกือบ 10 จุด อย่างไรก็ตาม นี่ยอมเป็นจังหวะที่ต้องหันกลับมามองปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะความหวังจากการประชุม กนง. ที่กำลังจะมาถึง
คุณฐกฤต ได้สะท้อนมุมมองที่สอดคล้องกับทิศทางของตลาดส่วนใหญ่ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ที่ประชุมจะมีมติปรับ “ลดดอกเบี้ย” นโยบายลง 0.25% ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวลดลงจากระดับ 1.50% สู่ระดับ 1.25%
เหตุผลสำคัญในการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ในการพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งนี้ คุณฐกฤต ได้จำแนกปัจจัยสนับสนุนที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการตัดสินใจของ กนง. ออกเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้
ฉันทามติจากนักเศรษฐศาสตร์และผลกระทบเชิงบวก
สอดคล้องกับข้อมูลจาก Bloomberg Consensus ที่ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 13 ท่าน พบว่าเสียงส่วนใหญ่ถึง 11 ท่าน ต่างมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า กนง.จะมีมติปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังของตลาดที่มีต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเลขดอกเบี้ย คือ กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน (Monetary Transmission Mechanism) คุณฐกฤต ได้ให้ข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วผลของนโยบายการเงินจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือนจึงจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ดังนั้น การตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยในรอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีถัดไป
โดยสรุปการปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน ซึ่งจะส่งผลทางจิตวิทยาเชิงบวกและเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนและการบริโภค ให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและรวดเร็วยิ่งขึ้นในระยะข้างหน้า
คุณฐกฤต ชี้ให้เห็นว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้เป็นเพียงการลดต้นทุนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเริ่มของปรากฏการณ์ “การแสวงหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม” หรือ Search for Yield ที่จะส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทย
กลไกการเคลื่อนย้ายเม็ดเงิน
คุณฐกฤต ได้ขยายความถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ว่า จะส่งผลต่อเนื่องไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินที่จะต้องปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลให้ความน่าสนใจในการฝากเงินลดน้อยลง เนื่องจากผู้ฝากเงินจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเดิม หรือหากเป็นการฝากใหม่ก็จะได้เรตอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
ดังนั้น เพื่อรักษาโอกาสในการสร้างผลตอบแทน เม็ดเงินลงทุนบางส่วนจึงมีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างเงินฝาก เข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งในบริบทปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยถือว่ามีความน่าสนใจในแง่ของมูลค่าที่น่าสนใจ โดยเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) พบว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาแล้วกว่า 11% จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลกลับเข้ามาเก็งกำไรในตลาดทุน
ทุกการลดดอกเบี้ย คือ แต้มต่อของดัชนี
ในเชิงปริมาณวิเคราะห์ คุณฐกฤต ได้ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ย และ ดัชนี SET ไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า บนสมมติฐานของการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสม ทุกๆ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย มีส่วนต่างราคาเพื่อการปรับตัวขึ้น หรือ Upside เพิ่มขึ้นประมาณ 55 จุด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจของ กนง.ในครั้งนี้ มีนัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและเป้าหมายของดัชนีในช่วงถัดไปอย่างมาก
นัยสำคัญของการยืนเหนือแนวรับ
นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว ในมิติของการวิเคราะห์ทางเทคนิค คุณฐกฤต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประคองตัวของดัชนี โดยระบุว่า ปัจจุบันดัชนีได้ปรับตัวลงมาทดสอบโซนแนวรับแรกที่บริเวณ 1,248 จุด ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ไม่ควรหลุดต่ำลงไป
หากดัชนีไม่สามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะส่งผลให้ภาพรวมของกราฟเทคนิคเสียทรง และเปิดโอกาสให้เกิดการปรับตัวลงต่อ โดยมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่ลึกถึงบริเวณ 1,230 จุด ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยเรื่องการลดดอกเบี้ยจึงเปรียบเสมือนตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงบรรยากาศการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นเพื่อไม่ให้ดัชนีหลุดกรอบแนวรับสำคัญทางเทคนิค ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในระยะยาว
ภายใต้ธีมดอกเบี้ยขาลง คุณฐกฤต แนะนำกลยุทธ์การลงทุนโดยเน้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และกลุ่มที่ดึงดูดเม็ดเงินปันผล ดังนี้
กลุ่มไฟแนนซ์ (Finance) : รับผลบวกเต็มที่จากต้นทุนกู้ยืมที่ลดลง
เมื่อทิศทางดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวลง กลุ่มธุรกิจการเงินถือเป็นด่านหน้าที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพาการกู้ยืมเงินมาปล่อยสินเชื่อต่อ การลดลงของดอกเบี้ยจึงหมายถึงต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงและส่วนต่างกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยคุณฐกฤตได้เจาะจงหุ้นเด่นที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่
กลุ่มที่มีภาระหนี้สูง : ปลดล็อกภาระ เพิ่มกำไรสุทธิ
ในขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทที่มีภาระหนี้สินในระดับสูงจะเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทปรับตัวดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หุ้นในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำอย่าง CPALL, GULF, TRUE, BJC และ CPF ซึ่งการลดภาระทางการเงินจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นได้ในระยะยาว
กลุ่มปันผลสูงและกองทุนอสังหาริมทรัพย์
กลไกสำคัญที่จะเกิดขึ้นเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากปรับตัวลง คือ ปรากฏการณ์ “การแสวงหาผลตอบแทน” เม็ดเงินลงทุนจะเคลื่อนย้ายออกจากเงินฝากเข้าสู่สินทรัพย์ที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอและให้ผลตอบแทนที่จูงใจกว่า ดังนั้น หุ้นกลุ่มปันผลสูง รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้งในฐานะที่หลบภัยที่สร้างกระแสเงินสดได้ดี
เจาะลึก Top Picks และการจัดพอร์ตรับปี 2026
สำหรับการวางแผนการลงทุนในระยะยาวไปจนถึงปี 2026 คุณฐกฤต แนะนำให้เน้นการกระจายความเสี่ยง (Diversification) โดยให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก ได้แก่ ตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง ไทย และอินเดีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ส่วนในด้านสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้มี “ทองคำ” ติดพอร์ตไว้ในสัดส่วนประมาณ 5% เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยประเมินกรอบราคาไว้ที่ 3,900 – 4,300 ดอลลาร์สหรัฐ แต่สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง Bitcoin แนะนำให้เริ่มลดน้ำหนักการลงทุนเนื่องจากกราฟเทคนิคเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่ขาลง
5 หุ้นเด่นส่งท้ายปี
ทางฝ่ายวิจัย บล.กรุงศรี ได้คัดกรองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด หรือมีมูลค่าที่ถูกมากเพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับการสะสม ดังนี้
นอกเหนือจากรายชื่อหุ้นข้างต้น ธีมการลงทุนในภาคบริการ ยังคงเป็นกระดูกสันหลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม (Centel, Erawan) และกลุ่มสนามบิน (AOT) ที่จะได้รับแรงส่งจากการท่องเที่ยวและเทศกาลตรุษจีนในช่วงต้นปี
การประชุม กนง.ในวันที่ 17 ธันวาคม นี้ จึงเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามอง หากมติที่ประชุมเป็นไปตามคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย จะถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มไฟแนนซ์และหุ้นปันผลสูง ที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในสภาวะการณ์เช่นนี้
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ มิใช่เป็นเพียงวาระสำคัญส่งท้ายปี แต่เปรียบเสมือน “บททดสอบ” ครั้งสำคัญของทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ในขณะที่ฉันทามติของตลาดค่อนข้างเทน้ำหนักไปที่การ “ลดดอกเบี้ย” เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ในโลกของการลงทุน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน นักลงทุนจึงควรตระหนักถึงฉากทัศน์แห่งความเป็นจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนในทุกมิติ
คาดหวังกับความเป็นจริงของกลไกเศรษฐกิจ
แม้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยบวกทางจิตวิทยาที่สามารถกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนได้ในทันที แต่ในทางปฏิบัติ กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน นั้นต้องอาศัยระยะเวลา 1-3 เดือน กว่าที่เม็ดเงินและต้นทุนที่ลดลงจะแทรกซึมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงและสะท้อนออกมาในรูปแบบของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ดังนั้น การคาดหวังให้เศรษฐกิจหรือดัชนีตลาดหุ้นพลิกฟื้นแบบฉับพลันทันทีหลังการประกาศมติ จึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง นักลงทุนควรประเมินสถานการณ์ในลักษณะของการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการพุ่งทะยานอย่างร้อนแรง
การคัดสรรสินทรัพย์รายตัว
ในสภาวะที่ปัจจัยมหภาคยังมีความเปราะบาง “น้ำขึ้น” อาจไม่ได้ทำให้ “เรือ” ทุกลำลอยขึ้นพร้อมกันเสมอไป แม้ภาพรวมตลาดจะได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามาแสวงหาผลตอบแทน แต่เม็ดเงินเหล่านี้มักมีความฉลาดเลือกและจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีคุณภาพเท่านั้น
การยึดมั่นในกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับชัดเจน อย่างกลุ่มไฟแนนซ์ที่ต้นทุนลดลงจริง หรือกลุ่มที่มีปันผลสูงเพื่อเป็นเกราะป้องกันความผันผวน จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กที่ไร้พื้นฐาน การเลือกหุ้นรายตัวที่แข็งแกร่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ ไม่ว่าดัชนีรวมจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลการประชุม กนง. จะออกมาเป็นเช่นไร หัวใจสำคัญของการลงทุนอย่างยั่งยืนในปี 2026 ยังคงอยู่ที่ “การจัดสรรสินทรัพย์” การไม่ทุ่มน้ำหนักการลงทุนทั้งหมดไปที่ตลาดใดตลาดหนึ่ง หรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง เพียงเพราะข่าวดีระยะสั้น เป็นสิ่งที่พึงกระทำ การกระจายพอร์ตไปยังตลาดหุ้นเอเชียที่มีศักยภาพ และการมีสินทรัพย์มั่นคงอย่างทองคำติดพอร์ตไว้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ตการลงทุนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางความผันผวนของลมเปลี่ยนทิศทางการเงินโลกที่กำลังจะมาถึง
ป.ล.บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาผลตอบแทนหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน
อ้างอิงจาก F1 Money