
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก “ค่าเงินบาท” ของไทยได้สร้างปรากฏการณ์แข็งค่าอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในภูมิภาค บทความนี้จะพาไปเจาะลึกมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนจาก คุณพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ที่ได้มาวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านรายการ F1 Money เพื่อให้นักลงทุนปรับพอร์ตรับมือและเฟ้นหาโอกาสทำกำไรในภาวะที่เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง

สถานการณ์ล่าสุด ค่าเงินบาทได้แข็งค่าหลุดลงมาอยู่ที่ระดับ 31.4 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 54 เดือน โดยสามารถจำแนกรายละเอียดสำคัญได้ดังนี้
1. นัยสำคัญของภาวะ “เงินบาทแข็งค่า” สูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง สถานการณ์ล่าสุดของค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าหลุดระดับ 31.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นสถิติที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 54 เดือน โดยเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปถึงช่วงต้นปีที่ผ่านมา จะพบว่าค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับประมาณ 34 บาท คิดเป็นอัตราการแข็งค่าถึง 9% ตัวเลขดังกล่าวนับว่าเป็นอัตราการแข็งค่าที่สูงที่สุดและนำหน้าทุกสกุลเงินในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินเยนของญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน
ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียมีค่าเงินอ่อนค่าลงประมาณ 3% และฟิลิปปินส์อ่อนค่าลงประมาณ 1% สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ พลวัตในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทได้เร่งตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 2.2% ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับค่าเงินดองของเวียดนามที่ทรงตัว หรือค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเพียง 1% ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ค่าเงินบาทกำลังเป็นเป้าหมายหลักของกระแสเงินทุนไหลเข้าในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน
2. วิเคราะห์ 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ที่กดดันให้เงินบาทแข็งค่า คุณพิริยะพล ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักที่สัมพันธ์กัน ดังนี้
โดยสรุป : การแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยเพียงลำพัง แต่เป็นผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้เท่าทันสถานการณ์
คุณพิริยะพล ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ เงินบาทแข็งค่า ที่ไม่ได้ส่งผลดีในแง่ของอำนาจซื้อเพียงด้านเดียว แต่กลับกลายเป็นปัจจัยกดดันภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถจำแนกผลกระทบออกเป็นประเด็นหลักได้ดังนี้
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์ พบว่า ทุกๆ 1% ที่ เงินบาทแข็งค่า ขึ้น จะส่งผลกดดันให้ GDP ของไทยลดลงประมาณ 0.2% สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่พึ่งพาภาคต่างประเทศในระดับสูง โดยสัดส่วนจีดีพีประมาณ 60-70% มาจากภาคการส่งออก และอีกประมาณ 10-20% มาจากภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น เมื่อเกิดภาวะ เงินบาทแข็งค่า ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและรายได้ของทั้งสองภาคส่วนหลักนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ในทางกลับกัน หากพิจารณาในมิติของเสถียรภาพด้านราคา การแข็งค่าของเงินบาทมีส่วนช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อได้บ้าง โดยการที่ เงินบาทแข็งค่า 1% จะสามารถช่วยลดอัตราเงินเฟ้อได้ประมาณ 0.3% ปัจจัยนี้เป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก เมื่อค่าเงินแข็งค่าขึ้น ต้นทุนการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทจึงถูกลง ซึ่งเป็นผลดีต่อต้นทุนการผลิตในบางอุตสาหกรรม
ในยามที่กระแสเงินตราผันผวนอย่างรุนแรงจน เงินบาทแข็งค่า ทำสถิติใหม่ ปัจจัยนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องของเศรษฐกิจมหภาคเท่านั้น คุณพิริยะพล ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนต้องรู้ เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เท่าทันสถานการณ์ ดังนี้
1. แรงกดดันต่อกำไรตลาดหุ้นไทย : ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและผลประกอบการ จากข้อมูลสถิติระบุว่า หาก เงินบาทแข็งค่า ขึ้นประมาณ 1 บาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลกดดันให้กำไรโดยรวมของตลาดหุ้นไทย (SET EPS) ปรับตัวลดลงประมาณ 1% (หากไม่นับรวมกำไรพิเศษอื่นๆ) ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของค่าเงินบาทอาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับภาพรวมกำไรของตลาดหุ้นเสมอไป โดยเฉพาะในโครงสร้างตลาดที่พึ่งพาภาคการส่งออกสูง
2. กลุ่มที่ “เสียประโยชน์”: เมื่อรายได้ถูกทอนค่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่หลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบไม่ได้ คือกลุ่มที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า “Exporters” อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มอาหาร สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างรายได้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทในช่วงที่ เงินบาทแข็งค่า รายได้ที่บันทึกในงบการเงินจึงลดน้อยลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรทัดสุดท้ายคือกำไรสุทธิของบริษัท
3. กลุ่มที่ “ได้ประโยชน์”: พลิกวิกฤตเป็นโอกาสจากต้นทุนและหนี้สิน ในทางกลับกัน เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ท่ามกลางวิกฤตของผู้ส่งออก กลับเป็นโอกาสทองของกลุ่มบริษัทที่มีโครงสร้างต้นทุนหรือหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:
คุณพิริยะพล ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างที่นักลงทุนต้องรู้ เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เท่าทันสถานการณ์ ดังนี้
1. แรงกดดันต่อกำไรตลาดหุ้นไทย : สมการที่ต้องจับตา ประเด็นแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและผลประกอบการ จากข้อมูลสถิติระบุว่า หาก เงินบาทแข็งค่า ขึ้นประมาณ 1 บาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลกดดันให้กำไรโดยรวมของตลาดหุ้นไทย (SET EPS) ปรับตัวลดลงประมาณ 1% (หากไม่นับรวมกำไรพิเศษอื่นๆ) ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของค่าเงินบาทอาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับภาพรวมกำไรของตลาดหุ้นเสมอไป โดยเฉพาะในโครงสร้างตลาดที่พึ่งพาภาคการส่งออกสูง
2. กลุ่มที่ “เสียประโยชน์” : เมื่อรายได้ถูกทอนค่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่หลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงลบไม่ได้ คือกลุ่มที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า “Exporters” อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มอาหาร สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างรายได้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศ เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทในช่วงที่ เงินบาทแข็งค่า รายได้ที่บันทึกในงบการเงินจึงลดน้อยลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรทัดสุดท้าย คือ กำไรสุทธิของบริษัท
3. กลุ่มที่ “ได้ประโยชน์”: พลิกวิกฤตเป็นโอกาสจากต้นทุนและหนี้สิน ในทางกลับกัน เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ท่ามกลางวิกฤตของผู้ส่งออก กลับเป็นโอกาสทองของกลุ่มบริษัทที่มีโครงสร้างต้นทุนหรือหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
ไส้ในของกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามาว่ามีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็น และอาจไม่ใช่สัญญาณบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้นในระยะยาวอย่างที่หลายคนคาดหวัง
1. ภาพลวงตาของเม็ดเงิน : การเข้ามาเพื่อ “พักเงิน” ไม่ใช่การลงทุนบนพื้นฐาน ประการแรกที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจคือ ลักษณะของ Flow เงินทุนต่างชาติ ที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยรอบนี้ มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับในอดีต กล่าวคือ เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาไม่ได้มีปัจจัยขับเคลื่อนมาจาก “ปัจจัยพื้นฐาน” ทางเศรษฐกิจของไทยที่เติบโตอย่างโดดเด่น แต่เป็นเพียงการเข้ามาเพื่อ “พักเงิน” ชั่วคราวเท่านั้น
สาเหตุหลักเกิดจากการที่นักลงทุนต่างชาติพยายามมองหาแหล่งหลบภัย หรือแหล่งพักเงินที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพื่อหนีความผันผวนจากเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาที่ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ และประเทศจีนที่กำลังเผชิญวิกฤตภาคการผลิตและอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น แม้เราจะเห็นยอดซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร แต่ในฝั่งของตลาดหุ้นกลับยังมียอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสะท้อนเจตนาของการ “พักเงิน” เพื่อรอจังหวะมากกว่าการเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
2. พฤติกรรมการลงทุนที่เปลี่ยนไป : เข้าแบบ “กระจุก” ไม่ใช่ “กระจาย” นอกจากวัตถุประสงค์ในการเข้ามาที่เปลี่ยนไปแล้ว พฤติกรรมการเลือกหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้ก็มีความแตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน
3. นัยสำคัญต่อนักลงทุน : สะท้อนให้เห็นว่า การที่ Flow เงินทุนต่างชาติ ไหลเข้ามาในรอบนี้ ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาเป็นขาขึ้นแบบยกแผง การตัดสินใจลงทุนจึงต้องมีความระมัดระวังและเลือกเฟ้นหุ้นรายตัว (Stock Selection) อย่างละเอียด การเก็งกำไรตามกระแสเงินทุนโดยไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง อาจทำให้นักลงทุนติดกับดักของราคาได้ เพราะเมื่อปัจจัยเสี่ยงภายนอกคลี่คลาย เม็ดเงินที่เข้ามาเพื่อ “พักเงิน” เหล่านี้ ก็พร้อมที่จะไหลออกไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในที่อื่นได้เสมอ
กระแสความผันผวนของค่าเงินบาทสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงิน คุณพิริยะพล นำเสนอ “กลยุทธ์การลงทุน” ที่ชัดเจนและจับต้องได้ เพื่อให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตรับมือและค้นหาโอกาสท่ามกลางวิกฤต โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ ดังนี้
1. พลิกวิกฤตเป็นโอกาส : ทำไมต้อง “ธีมปันผล” ในขณะที่หลายคนอาจกำลังกังวลกับทิศทางตลาด แต่คุณพิริยะพลมองว่า นี่คือจังหวะเวลาที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนใน “หุ้นปันผล” เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลให้หุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรง (เช่น โรงไฟฟ้าหรือผู้นำเข้า) ราคาได้ตอบรับข่าวไปมากแล้ว (Price-in) การเข้าลงทุนในกลุ่มดังกล่าวจึงมีความเสี่ยงสูง
ดังนั้น กลยุทธ์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดกว่าคือการหันมาโฟกัสที่ หุ้นปันผลสูง เพื่อดักรอฤดูกาลประกาศผลประกอบการและเงินปันผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ โดยมีหุ้นเด่นที่น่าจับตามองในแง่ของอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่คาดการณ์ไว้ในระดับสูง ได้แก่
นอกจากนี้ สถิติย้อนหลัง 5 ปี ยังช่วยยืนยันความน่าสนใจของกลยุทธ์นี้ โดยพบว่า ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม หุ้นกลุ่มธนาคารมักจะสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ถึง 4 ใน 5 ครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนต่างให้ความสำคัญและเข้ามาสะสมหุ้นกลุ่มนี้เพื่อรอรับเงินปันผลเสมอ
2. เกาะกระแสการฟื้นตัว : “ธีมท่องเที่ยวและการบริโภค” นอกเหนือจากหุ้นปันผลแล้ว อีกหนึ่งธีมการลงทุนที่มีศักยภาพในการเติบโตคือ กลุ่มท่องเที่ยว แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แต่ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังคงแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในช่วงครึ่งเดือนแรกของเดือนธันวาคมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ด้วยเหตุนี้ หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนจึงเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ
ในขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มสาธารณูปโภคที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของเทคโนโลยีอย่าง WHAUP ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจ Data Center ในนิคมอุตสาหกรรม ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว
3. รู้ทันนโยบายการเงิน : ดอกเบี้ยลด ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะพุ่ง อีกหนึ่งประเด็นที่คุณพิริยะพลให้ความสำคัญ คือ “นโยบายดอกเบี้ย” ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แม้ล่าสุดจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 2.5% และตลาดคาดการณ์ว่าอาจมีโอกาสลดลงได้อีก 1 ครั้งเหลือ 2% ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ว่า มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ “ประคองและบรรเทาภาระหนี้” ให้กับกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจ SMEs เท่านั้น ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ที่จะทำให้จีดีพีเติบโตได้อย่างรวดเร็วเหมือนในอดีต ดังนั้น การคาดหวังว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นร้อนแรงจากการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวจึงอาจเป็นมุมมองที่คลาดเคลื่อนได้
สำหรับบทบาทของนโยบายการเงินในปัจจุบันและแนวทางที่ผู้ประกอบการควรยึดถือเพื่อบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีรายละเอียดเชิงลึกที่ควรค่าแก่การพิจารณา ดังนี้
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและภาคธุรกิจต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ คือ เจตนารมณ์ของการดำเนินนโยบายการเงินในระยะนี้ แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 2.50% และมีแนวโน้มว่าในระยะข้างหน้าอาจมี “พื้นที่” ในการปรับลดได้อีกเพียง 1 ครั้ง เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยไปแตะระดับ 2%
อย่างไรก็ตาม คุณพิริยะพลได้ขยายความว่า การปรับลดดอกเบี้ยในรอบนี้มีนัยที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ในเชิง “การกระตุ้นเศรษฐกิจ” เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนสะพัดในระบบเหมือนมาตรการทางการคลัง แต่วัตถุประสงค์หลัก คือ การ “ประคอง” และ “บรรเทาภาระหนี้สิน” ให้กับกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ดังนั้น การคาดหวังว่า การลดดอกเบี้ยจะเป็นยาแรงที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจหรือกระตุ้นการบริโภคในทันทีจึงอาจเป็นมุมมองที่เกินจริง เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว มาตรการนี้ทำหน้าที่เป็นเพียง “ตัวช่วยลดแรงกดดัน” เพื่อให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนสามารถประคองตัวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้เท่านั้น
สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการนำเข้าและส่งออก คุณพิริยะพลได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ว่า ในสภาวะที่ค่าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวรวดเร็ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ “ทิศทาง” ของค่าเงินว่าจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความผันผวน” ระหว่างทางที่เกิดขึ้น
หากค่าเงินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาคธุรกิจมักจะสามารถปรับตัวและบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่หากเกิดการกระชากของราคาหรือมีความผันผวนสูง การรับมือจะทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดคือการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ล่วงหน้า โดยกรอบระยะเวลาที่แนะนำคือประมาณ 1 ถึง 2 ไตรมาส
การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถล็อกต้นทุนและรายได้ในอนาคตไว้ได้ ซึ่งเป็นการปิดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาด และทำให้สามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างรัดกุมท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทายรออยู่เบื้องหน้า
คุณพิริยะพล อธิบายแนวโน้มของค่าเงินบาทในระยะสั้น พร้อมเปิดเผยสถิติที่น่าสนใจของหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วงฤดูกาลปันผล ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นักลงทุนสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนการลงทุนได้ทันที ดังนี้
สำหรับทิศทางของค่าเงินบาทในระยะสั้น คุณพิริยะพลได้ประเมินกรอบความเคลื่อนไหวไว้ที่ระดับ 31.1-31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมองว่าแม้ทิศทางหลักจะยังอยู่ในฝั่งของการแข็งค่า แต่โอกาสที่จะเห็นการแข็งค่าแบบรวดเร็วและรุนแรงเหมือนช่วงก่อนหน้านี้อาจมีไม่มากนัก
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าจะเข้ามาดูแลเสถียรภาพของค่าเงินไม่ให้ผันผวนจนเกินไป เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน การที่จะเห็นค่าเงินบาทกลับไปอ่อนค่าอย่างรวดเร็วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน เนื่องจากยังมีปัจจัยหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่ไหลเข้ามาเพื่อ “พักเงิน” ในตลาดพันธบัตรไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น ภาพรวมของ เงินบาทแข็งค่าในระยะถัดไป จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวแบบออกข้าง หรือค่อยๆ ปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ง่ายขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา
นอกเหนือจากการวิเคราะห์ค่าเงินแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ “จังหวะเวลา” ในการลงทุน โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลทางสถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่าในช่วงระหว่างเดือน ธันวาคม ถึง มีนาคม ของทุกปี ถือเป็นช่วงเวลาที่หุ้นกลุ่มนี้มักจะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน
สถิติดังกล่าวบ่งชี้ว่า ในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม หุ้นกลุ่มธนาคารมีโอกาสปรับตัวขึ้นและให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 4 ใน 5 ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของนักลงทุนที่มักจะเข้ามาทยอยสะสมหุ้นเพื่อดักรอ “เงินปันผล” ก่อนที่จะมีการประกาศงบการเงินและการจ่ายปันผลจริงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนตามฤดูกาลโดยมุ่งเน้นไปที่หุ้นธนาคารที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอและให้ผลตอบแทนสูงจึงเป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลในภาวะตลาดปัจจุบัน นอกจากจะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของราคาที่ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจ
อ้างอิงจาก F1 Money