
ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยลบที่รุมเร้า บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG กลับฉายภาพความแข็งแกร่งที่น่าจับตามอง ในรายการ F1 Money คุณเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG ได้มาร่วมเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จและกางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ที่กำลังจะเปลี่ยนภาพจำของ TFG จากหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่หุ้นค้าปลีกที่มีการเติบโตยั่งยืน

ปิดจ็อบปี 2568 สุดแกร่ง! รายได้พุ่ง 14–15% กำไรทุบสถิติ New High แม้หลายธุรกิจจะเผชิญกับปีที่ยากลำบาก แต่สำหรับ TFG ปี 2568 ถือเป็น “ปีทอง” ที่ผลงานโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโตราว 10% บริษัทสามารถทำผลงานทะลุเป้า คาดการณ์รายได้เติบโตแตะระดับ 14–15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่สำคัญคือความสามารถในการทำกำไรที่สร้างสถิติสูงสุดใหม่ ได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการปรับตัวที่เหนือกว่าตลาด แม้ต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมหรือกำลังซื้อที่ชะลอตัวในช่วงสั้นๆ ก็ตาม
เบื้องหลังการเติบโตแบบก้าวกระโดดมาจาก 3 เครื่องยนต์หลักที่ TFG วางหมากไว้อย่างรอบคอบ ได้แก่
ปฏิวัติโมเดลธุรกิจ : ดัน “ไทยฟู้ดส์ เฟรช มาร์เก็ต” ยึดหัวหาดตลาดสด
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของ TFG คือ การขยับตัวจาก “ผู้ผลิต” มาเป็น “ผู้สร้างตลาด” อย่างเต็มตัว ผ่านแบรนด์ “ไทยฟู้ดส์ เฟรช มาร์เก็ต” ร้านสะดวกซื้อที่เน้นของสด วางตำแหน่งตัวเองเป็นเหมือน “ตลาดสดใกล้บ้าน” ที่สะอาด ได้มาตรฐานส่งออก แต่ราคาจับต้องได้
กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแค่เพิ่มช่องทางการขาย แต่เป็นการ “ปลดล็อก” ศักยภาพธุรกิจในหลายมิติ
คุณเพชร ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโอกาสและความแข็งแกร่งของบริษัทที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ แม้ต้องเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจ ผ่านมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ดังนี้
ความได้เปรียบของ “ปัจจัย 4” ในยามเศรษฐกิจชะลอตัว
ในสถานการณ์ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคทั้งในและต่างประเทศมีความไม่แน่นอนสูง คุณเพชร ได้ให้ความเห็นว่า TFG ถือว่ามีความโชคดีที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งจัดเป็นสินค้าปัจจัย 4 ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ โดยสินค้าหลักของบริษัทไม่ได้เน้นความหวือหวา แต่เป็นสินค้าพื้นฐานที่ผู้บริโภคทุกกลุ่มต้องซื้อหา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เนื้อไก่” ซึ่งถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ส่งผลให้สินค้าประเภทนี้มีภูมิต้านทานต่อภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดี แม้ในยามที่กำลังซื้อของผู้บริโภคหดหาย หรือเศรษฐกิจไม่สู้ดีนัก ความต้องการบริโภคโปรตีนราคาประหยัดเช่นนี้ก็ยังคงเติบโตต่อไปได้
ศักยภาพไก่ไทยในเวทีโลกและการขยายฐานสู่ตลาดใหม่
นอกเหนือจากความแข็งแกร่งในประเทศแล้ว ในด้านการแข่งขันระดับโลก คุณเพชร ระบุว่า อุตสาหกรรมไก่ของไทยมีคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล แม้จะต้องแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น บราซิล หรือกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก แต่ด้วยมาตรฐานการผลิตและคุณภาพสินค้าที่ดีเยี่ยม ทำให้ลูกค้าต่างประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นและเลือกสินค้าจากไทย ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับคู่แข่งอย่างบราซิล ยังส่งผลให้ลูกค้าหันมากระจายคำสั่งซื้อมายังผู้ผลิตไทยมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง
ดังนั้น แผนงานในปีหน้า TFG จึงตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันปริมาณการส่งออกไก่ (ทั้งไก่ดิบและไก่สุก) ให้ขยับขึ้นไปแตะระดับเกือบ 100,000 ตันต่อปี โดยนอกจากจะรักษาฐานลูกค้าในตลาดหลักเดิมอย่างสหภาพยุโรป (รวมสหราชอาณาจักร), ญี่ปุ่น และจีน แล้ว บริษัทยังมีกลยุทธ์เชิงรุกในการขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ อาทิ เกาหลีใต้, ภูมิภาคตะวันออกกลาง และมาเลเซีย อีกด้วย
เวียดนาม : จากผู้เล่นหน้าใหม่ สู่ดาวรุ่งแห่งอนาคต
อีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต คือ “ธุรกิจในต่างประเทศ” โดยเฉพาะที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งคุณเพชร เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ใหม่ของกลุ่มบริษัท แม้ TFG จะเข้าไปดำเนินธุรกิจที่นั่นมานานกว่า 15 ปีแล้ว แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดเพิ่งเกิดขึ้นชัดเจนในช่วง 5 ปีหลังนี้เอง จนปัจจุบัน TFG สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตสุกรอันดับ 3 ของเวียดนาม ได้สำเร็จ โดยมีปริมาณการผลิตเติบโตขึ้นถึง 2-3 เท่าตัว
ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามมีความน่าสนใจ หรือ “โดดเด่น” ในมุมมองของผู้บริหาร มาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
เป้าหมายระยะยาว : สร้างฐานรายได้เทียบชั้นประเทศไทย
สำหรับทิศทางในอนาคตระยะ 3-5 ปีข้างหน้า คุณเพชร ได้วางเป้าหมายที่จะผลักดันรายได้จากธุรกิจเวียดนามให้เติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า จากปัจจุบันประมาณ 10,000 ล้านบาท สู่ระดับ 20,000 ล้านบาท โดยกลยุทธ์สำคัญที่จะเริ่มเห็นในปีหน้า คือ การขยายไลน์ธุรกิจให้ครบวงจรยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีเพียงธุรกิจฟาร์มสุกร จะเริ่มขยายเข้าสู่ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจฟาร์มไก่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้ใหม่ให้กับบริษัทได้ทันที
ผู้บริหารของ TFG มองว่า ธุรกิจในเวียดนามยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก จนอาจมีขนาดรายได้เทียบเท่ากับธุรกิจหลักในประเทศไทยได้ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการกระจายฐานรายได้และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในอนาคต
คุณเพชร ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรและการรับมือกับความผันผวน โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การลดต้นทุน แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง “นวัตกรรม” และ “ความใส่ใจ” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ควบคู่การรักษางานฝีมือที่ประณีต
แม้กระแสการใช้ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะถูกมองว่า เป็นทางรอดสำคัญของภาคอุตสาหกรรม แต่สำหรับ TFG แล้ว การนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นต้องผ่านกระบวนการคัดสรรอย่างรอบคอบ คุณเพชร ได้อธิบายว่า บริษัทมีนโยบายนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการลดการพึ่งพาแรงงานทักษะต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมมาตรฐานการผลิตในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน สำหรับตลาดที่มีความละเอียดอ่อนและให้ความสำคัญกับคุณภาพสูงสุดอย่าง “ประเทศญี่ปุ่น” บริษัทกลับเลือกที่จะคงไว้ซึ่งกระบวนการผลิตที่ใช้ทักษะฝีมือมนุษย์ หรืออาจมีการเพิ่มจำนวนบุคลากรในส่วนนี้ด้วยซ้ำ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการสินค้าที่มีความประณีต และให้คุณค่ากับความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องจักรยังไม่สามารถทดแทนได้ การรักษาสมดุลเช่นนี้จึงทำให้ TFG สามารถนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพระดับพรีเมียมไปพร้อมกัน
กลยุทธ์ “โต้คลื่น” ด้วยการกระจายความเสี่ยงที่ครอบคลุม
เมื่อกล่าวถึงปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือสงครามการค้า คุณเพชรเปรียบเปรยกลยุทธ์ของบริษัทไว้อย่างเห็นภาพว่า เปรียบเสมือน “การโต้คลื่น” ในทะเลที่มีมรสุม แทนที่จะฝืนว่ายน้ำต้านกระแสคลื่น บริษัทเลือกที่จะเรียนรู้และทรงตัวไปกับมันด้วยโครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น
กุญแจสำคัญ คือ การ “กระจายความเสี่ยง” อย่างสมบูรณ์แบบ โดย TFG ไม่ได้พึ่งพาผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง หรือตลาดส่งออกแห่งใดแห่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่มีการกระจายสัดส่วนรายได้ไปยังหลายธุรกิจและหลายประเทศคู่ค้า ซึ่งการวางโครงสร้างเช่นนี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่ทำให้บริษัทสามารถประคองตัวและเติบโตได้ แม้ต้องเผชิญกับสภาวะตลาดที่มีความเสี่ยงสูง
วินัยทางการเงินและการบริหารต้นทุนเชิงรุก
ในส่วนของการบริหารจัดการต้นทุนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำกำไร คุณเพช ยังได้รเปิดเผยถึงทิศทางราคาวัตถุดิบสำหรับปีหน้าว่ามีแนวโน้มปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 3 ถึง 5 เมื่อเทียบกับปีปัจจุบัน โดยบริษัทได้ดำเนินการบริหารความเสี่ยงด้านราคาด้วยการล็อกต้นทุนวัตถุดิบ (Lock up) ล่วงหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 60 ถึง 70 ของปริมาณที่ต้องใช้ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ในด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน TFG ได้ใช้กลยุทธ์ “Natural Hedge” หรือการบริหารความสมดุลตามธรรมชาติ โดยการจัดสัดส่วนให้มีทั้งรายรับที่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ (จากการส่งออก) และรายจ่ายที่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ (จากการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์) ให้มีปริมาณที่สอดคล้องกัน วิธีการนี้ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท และทำให้บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพของกำไรไว้ได้ ไม่ว่าทิศทางค่าเงินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
สำหรับการดำเนินงานในก้าวถัดไป คุณเพชร ได้เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์สำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรสู่ปี 2569 ด้วยความรอบคอบและมุ่งมั่น โดยสะท้อนผ่านเป้าหมายทางการเงินและมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจ ดังนี้
ปักธงการเติบโตอย่างระมัดระวัง พร้อมทุ่มงบลงทุนหนุนฐานราก
แม้ว่าในอดีตบริษัทจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยย้อนหลังอยู่ที่ประมาณ 15% แต่สำหรับการวางเป้าหมายรายได้ในปีหน้า คุณเพชรได้กำหนดตัวเลขไว้อย่างระมัดระวัง โดยตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ระดับอย่างน้อย 10% เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวและสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว บริษัทได้เตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนไว้ที่ประมาณ 2,500 ถึง 3,000 ล้านบาท
ในรายละเอียดของการจัดสรรงบประมาณนั้น งบลงทุนส่วนใหญ่หรือกว่า 80% จะถูกนำไปใช้เพื่อการขยายสาขาของร้านค้าปลีก “ไทยฟู้ดส์ เฟรช มาร์เก็ต” เป็นหลัก โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีกกว่า 200 แห่งในปีหน้า ส่วนงบประมาณที่เหลือนั้น จะถูกใช้เพื่อปรับปรุงและขยายธุรกิจต้นน้ำ เพื่อให้สามารถผลิตและส่งมอบวัตถุดิบมาสนับสนุนธุรกิจค้าปลีกได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
ปั้นธุรกิจค้าปลีกสู่ New S-Curve เปลี่ยนโฉมจากผู้ผลิตสู่ผู้สร้างตลาด
การทุ่มน้ำหนักการลงทุนไปที่ธุรกิจค้าปลีกนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การขยายช่องทางการจำหน่าย แต่คุณเพชรเน้นย้ำว่า นี่คือ การสร้าง “New S-Curve” หรือเส้นทางการเติบโตใหม่ของบริษัทอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ขององค์กร ที่เปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ผลิต” มาสู่การเป็น “ผู้สร้างตลาด” ซึ่งกลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนความคิด ของทีมบริหารให้มีความเข้าใจและใกล้ชิดกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น
พลังของ “คนรุ่นใหม่” และโอกาสที่ตลาดยังมองไม่เห็น
ในช่วงท้ายของการสนทนา คุณเพชร ได้เปรียบเทียบสถานะของ TFG ในตลาดทุนไว้อย่างลึกซึ้งว่า หากเทียบกับบริษัทรุ่นพี่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน TFG เปรียบเสมือน “คนรุ่นใหม่” หรือ “ดอกบัวที่เพิ่งเริ่มผลิบาน” แม้ประสบการณ์อาจจะยังไม่มากเท่า แต่สิ่งที่บริษัทมีอย่างเต็มเปี่ยมคือพลัง และพื้นที่สำหรับโอกาสในการเติบโตอีกมหาศาล
นอกจากนี้ คุณเพชรยังได้ฝากข้อคิดไปยังนักลงทุนว่า ปัจจุบันตลาดยังคงประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทในลักษณะของ “หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์” ซึ่งมักจะมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ที่ไม่สูงนัก แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างธุรกิจของ TFG กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีสัดส่วนของ “ธุรกิจค้าปลีก” ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยปกติธุรกิจกลุ่มนี้จะได้รับการประเมินมูลค่าที่สูงกว่าและมีความผันผวนของกำไรน้อยกว่า ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ในครั้งนี้ จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญที่ซ่อนอยู่ที่นักลงทุนควรจับตามองการเติบโตของดอกบัวดอกนี้ต่อไปในอนาคต
อ้างอิงจาก F1 Money