
ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) เริ่มฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 1,268 จุด นักลงทุนหลายท่านอาจเริ่มมีความหวัง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความกังวลถึงความไม่ชัดเจนทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการ “ยุบสภา” ว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะฉุดรั้ง หรือผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยไปต่อได้กันแน่
วันนี้เราจึงขอพาไปเจาะลึกมุมมองจาก คุณทรงกลด วงศ์ไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ที่ได้มาร่วมวิเคราะห์ผ่านรายการ F1 Money เพื่อถอดรหัสทิศทางตลาดหุ้นไทย พร้อมกางสถิติย้อนหลังและกลยุทธ์การลงทุนที่แม่นยำเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้

เปิดสถิติอาถรรพ์ยุบสภา : เดือนแรก “ร่วง” เดือนสอง “รุ่ง” : ในเบื้องต้น คุณทรงกลดได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของตลาดหุ้นไทยในอดีตจากการเก็บสถิติการยุบสภา 6 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า ในช่วงเดือนแรกหลังจากการประกาศยุบสภา ดัชนีตลาดหุ้นไทยมักจะตอบสนองในเชิงลบ หรือเกิดภาวะ Panic โดยกราฟมักจะปรับตัวลดลงในช่วง 4 สัปดาห์แรก สาเหตุหลักมาจากการที่นักลงทุนเกิดความกังวลต่อสุญญากาศทางการเมืองและความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายในช่วงเปลี่ยนผ่าน
จุดเปลี่ยนสำคัญ ‘ฟ้าหลังฝน’ ในเดือนที่สอง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 2 หรือช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งทั่วไป (General Election) ประมาณ 60 วัน สถานการณ์มักจะเริ่มคลี่คลาย ข้อมูลสถิติบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า กราฟหุ้นจะเริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาในช่วงสัปดาห์ที่ 5 และ 6 เป็นต้นไป โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2- 3%
คุณทรงกลด อธิบายเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์นี้ สอดคล้องกับกรอบเวลา 60 วัน ตามกฎหมายที่ต้องจัดการเลือกตั้งหลังยุบสภา ซึ่งหมายความว่า หากเดือนแรกตลาดปรับฐานลงเพื่อรับข่าวร้าย เดือนที่สองจะเป็นช่วงเวลาของการฟื้นตัว หรือที่เรียกว่า Election Rally
จังหวะเวลาที่ลงตัวแรงส่ง 2 เท่าในเดือนมกราคม
สิ่งที่น่าจับตามองสำหรับการยุบสภาในรอบนี้ คือ “ไทม์ไลน์” หากมีการจัดการเลือกตั้งตามกำหนดการปกติ ช่วงเวลาของการฟื้นตัวในเดือนที่ 2 จะไปตรงกับเดือนมกราคมพอดี ซึ่งในทางสถิติของตลาดหุ้นมักจะมีปรากฏการณ์ January Effect หรือการที่หุ้นปรับตัวขึ้นในช่วงต้นปีอยู่แล้ว
ดังนั้น การมาบรรจบกันของ 2 ปัจจัยบวก ทั้งแรงหนุนจากการเลือกตั้ง (Election Rally) และปัจจัยฤดูกาล (January Effect) จึงอาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนดัชนีให้กลับมาคึกคักได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ในช่วงแรกตลาดอาจดูซบเซาจากความไม่ชัดเจน แต่หากนักลงทุนเข้าใจวงจรนี้ และอดทนรอคอยจังหวะที่เหมาะสม ก็สามารถพลิกสถานการณ์จากความตื่นตระหนกให้กลายเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นดีเข้าพอร์ตได้ในช่วงที่ราคายังไม่ปรับตัวสูงขึ้น

ในมุมมองของ คุณทรงกลด ได้วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ Election Rally หรือการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในช่วงเลือกตั้ง ไม่ได้เกิดขึ้นจากความคาดหวังเพียงอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญมารองรับ นั่นคือ “ปริมาณเงินหมุนเวียนจริง” ที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการรณรงค์หาเสียง
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในช่วงระยะเวลา 60 วัน หรือประมาณ 2 เดือนก่อนการเลือกตั้งทั่วไป จะเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายงบประมาณของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างเข้มข้น หรือที่ในวงการตลาดทุนมักเปรียบเปรยว่าเป็น “กระสุน” ทางการเงิน ซึ่งคุณทรงกลด ชี้ให้เห็นว่า พลังของเม็ดเงินเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก โดยสามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Economic Driver) ทดแทนเม็ดเงินจากภาครัฐที่อาจชะลอตัวลงในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการ
ในขณะเดียวกันแม้รัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ หรือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือมาตรการลดหย่อนภาษีได้ แต่การรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยธรรมชาติของการหาเสียงนั้น ถือเป็น Positive Campaign หรือการรณรงค์ในเชิงบวก ที่ทุกพรรคต่างนำเสนอนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ปากท้อง และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
ยิ่งไปกว่านั้น บรรยากาศของการนำเสนอนโยบายเหล่านี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระดับฐานราก ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อภาคการบริโภคภายในประเทศ ทำให้หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค (Consumption Sector) และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายหาเสียง มีแนวโน้มที่จะตอบรับในทิศทางบวกจากการหมุนเวียนของเม็ดเงินดังกล่าว
และแม้จะไม่มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างเป็นทางการในช่วงรอยต่อทางการเมือง แต่แรงส่งจากกิจกรรมการเลือกตั้งและเม็ดเงินรณรงค์หาเสียง ก็เพียงพอที่จะช่วยประคับประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปีให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรนำมาประกอบการพิจารณาเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนรับ Election Rally
สำหรับปัจจัยมหภาคที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งเปรียบเสมือนลมใต้ปีกที่จะช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธันวาคม นี้ โดย คุณทรงกลด เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์จำนวน 20 ท่าน ซึ่งส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า กนง. มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงก่อนหน้านี้ ซึ่งส่งแรงกดดันมายังนโยบายการเงินของไทย ประกอบกับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น การลดดอกเบี้ยจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยดูแลเสถียรภาพของค่าเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
หากพิจารณาข้อมูลสถิติในอดีต จะพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยแต่ละครั้งมักส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสถิติบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นไทยมักจะตอบรับด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30 จุดต่อการลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้ง ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นที่อาจทำให้นักลงทุนกลับมาเก็งกำไรในตลาดได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในภาวะที่ประเทศกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งและมีรัฐบาลรักษาการ ซึ่งอาจส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ มีข้อจำกัดหรืออาจเกิดความล่าช้า คุณทรงกลด วิเคราะห์ว่า “นโยบายการเงิน” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเปรียบเสมือนพระเอกในการประคับประคองเศรษฐกิจ
กล่าวคือ การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะช่วยดูแลภาพรวมเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงจนเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิคและเป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในช่วงที่รอนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนยังสามารถวางใจในพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยได้แม้ในช่วงรอยต่อทางการเมือง
ภายใต้วิกฤตแรงขายที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุดนั้น แท้จริงแล้วกำลังก่อให้เกิดโอกาสการลงทุนครั้งสำคัญในรูปแบบของ “Value Play” หรือหุ้นคุณค่าราคาถูก
หากพิจารณาตัวเลขเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) จะพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าในช่วง 3- 4 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิหุ้นไทยออกไปรวมแล้วกว่า 400,000 ล้านบาท ซึ่งคุณทรงกลด ระบุว่า เป็นตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ ยิ่งกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่มียอดขายสุทธิสะสมอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านบาท
สาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจที่ย่ำแย่ แต่เกิดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เรื้อรัง ซึ่งส่งผลให้นโยบายภาครัฐขาดความต่อเนื่องและล่าช้า จนกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งที่ทำให้ Fund Flow ไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ แรงเทขายมหาศาลดังกล่าวได้ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับที่ “ถูกมาก” เมื่อเทียบกับอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banking Sector) ที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมารับข่าวร้ายไปมากแล้ว
โดยปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารมีการซื้อขายที่ระดับราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) เพียง 0.7 เท่า เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีจริง สะท้อนให้เห็นว่าราคาหุ้นในกระดานปัจจุบันมีส่วนลด (Discount) ให้กับนักลงทุนค่อนข้างมาก และมีความเสี่ยงขาลง (Downside) ที่จำกัด
คุณทรงกลด มองว่า สิ่งที่ตลาดหุ้นไทยกำลังรอคอย คือ “Catalyst” หรือปัจจัยกระตุ้นใหม่ๆ โดยเฉพาะความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง หากประเทศไทยสามารถผ่านพ้นช่วงรอยต่อนี้ไปได้และมีเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงขึ้น จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติหันกลับมามองหุ้นไทยอีกครั้ง
ดังนั้น นักลงทุนที่มองเห็นโอกาส การเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานดีในช่วงที่ราคายังเป็น Value Play หรือหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เพราะเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและ Fund Flow เริ่มไหลกลับเข้ามา หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของตลาด

คุณทรงกลด ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างรัดกุม เพื่อรับมือกับความผันผวนในช่วงรอยต่อก่อนการเลือกตั้ง
ปรับพอร์ตเชิงรับเน้นคุณภาพเหนือปริมาณ
สำหรับแนวทางการบริหารพอร์ตลงทุนในระยะนี้ คุณทรงกลด แนะนำให้นักลงทุนหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ” โดยเสนอแนะให้พิจารณาปรับลดจำนวนหุ้นในพอร์ตลง ตัวอย่างเช่น หากมีหุ้นถือครองอยู่ 10 บริษัท ควรคัดกรองให้เหลือเพียง 5 บริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งที่สุด
โดยหัวใจสำคัญ คือ การกล้าตัดสินใจตัดขาย (Cut Loss) หุ้นที่มีผลประกอบการย่ำแย่หรือพื้นฐานไม่ดีออกจากพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงและดึงเงินสดกลับมาถือครอง รอจังหวะเข้าลงทุนรอบใหม่ในหุ้นที่มีศักยภาพสูงและมีความปลอดภัยมากกว่า ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันความผันผวนให้กับเงินลงทุน
Dividend Play หลุมหลบภัยที่ให้ผลตอบแทนจูงใจ
เมื่อคัดกรองหุ้นเหลือเพียงตัวเลือกที่มีคุณภาพแล้ว กลุ่มเป้าหมายหลักที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้ คือ หุ้นกลุ่มที่จ่ายเงินปันผลสูง หรือ Dividend Play เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นไทยให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 5-6% ซึ่งถือเป็นระดับที่จูงใจเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น
โดยคุณทรงกลดได้ระบุถึงกลุ่มอุตสาหกรรมและรายชื่อหุ้นที่น่าสนใจ ดังนี้
Market Movers หุ้นแม่เหล็กพยุงดัชนี
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีบทบาทในการประคองทิศทางตลาดที่นักลงทุนควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อสร้างสมดุล ได้แก่
เก็งกำไรตามธีม รับกระแสเลือกตั้ง
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรระยะสั้นตามกระแสข่าว คุณทรงกลด มองว่า หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และหุ้นอย่าง PTG มีความน่าสนใจ เนื่องจากมักจะมีการตอบรับเชิงบวกต่อนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ และเป็นกลุ่มที่มักจะมีแรงเก็งกำไรเข้ามาในช่วงก่อนการเลือกตั้ง
สรุปโดยรวม กลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงนี้ คือ การกระชับพอร์ตให้เล็กลงแต่แข็งแกร่งขึ้น โดยใช้เงินปันผลเป็นฐานที่มั่น และแบ่งเงินบางส่วนเพื่อเก็งกำไรในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เพื่อรอคอยจังหวะที่ตลาดจะกลับมาสดใสอีกครั้งหลังความชัดเจนทางการเมืองปรากฏ

คุณทรงกลด ได้ฉายภาพให้เห็นถึงอนาคตที่สดใสกว่าเดิม หากนักลงทุนสามารถมองข้ามความผันผวนระยะสั้นในช่วงรอยต่อของการยุบสภาไปได้ โดยเชื่อมั่นว่าภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในปีหน้าจะมีทิศทางที่ “ดีกว่าปีนี้” อย่างแน่นอน
จากวิกฤตความเชื่อมั่น สู่โอกาสในเชิงมูลค่า
คุณทรงกลด ชี้ให้เห็นว่า การปรับตัวลดลงของดัชนีในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้ตลาดหุ้นไทยซื้อขายในระดับราคาที่ต่ำลงนั้น ไม่ได้เกิดจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ประสบปัญหาขาดทุน แต่เกิดจากการที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลให้ราคาหุ้นถูกกดดันให้ลดลงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง
เมื่อพิจารณาในเชิงปัจจัยพื้นฐานตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันจึงมีความน่าสนใจในฐานะ Value Play หรือตลาดที่เต็มไปด้วยหุ้นคุณค่าราคาถูก ซึ่งบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและไม่ได้มีผลการดำเนินงานที่ติดลบตามราคาหุ้นที่ตกลงมา
เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่รอวันเดินหน้าเต็มกำลัง
ในขณะเดียวกัน ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศยังคงมีแนวโน้มที่ดี คุณทรงกลด ประเมินว่า ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของไทย จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็วกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลายลง จะยิ่งเป็นแรงหนุนให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับภาคการส่งออกที่ยังคงรักษาระดับได้ดี ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทยในปีหน้า
ความชัดเจนทางการเมือง กุญแจสำคัญในการปลดล็อก
ปัจจัยชี้ขาดที่จะทำให้ปีหน้าเป็นปีที่ “ฟ้าใหม่” อย่างแท้จริง คือ ความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและความเข้มแข็งได้ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติหันกลับมามองที่ Valuation ของตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง และเมื่อความกังวลหมดไป เม็ดเงินลงทุนที่เคยไหลออกก็พร้อมที่จะไหลกลับเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นไทยที่มีราคาถูกและมีพื้นฐานรองรับ
สรุปแม้ในช่วงสั้นตลาดอาจมีความเปราะบางจากข่าวสารรายวัน แต่ในมุมมองระยะยาว ปีหน้าถือเป็นจังหวะเวลาที่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวสูง (Upside) คุณทรงกลด จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ช่วงเวลานี้ในการคัดสรรและสะสม “หุ้นดี ปันผลเด่น” เข้าพอร์ต เพื่อเตรียมพร้อมรับผลตอบแทนที่คุ้มค่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและตลาดกลับมาเดินหน้าอย่างเต็มศักยภาพอีกครั้ง
อ้างอิง F1 Money