
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากมีการประกาศวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คำถามสำคัญที่นักลงทุนต่างเฝ้ารอคำตอบ คือ “พอร์ตหุ้นเราจะรอดไหม” และทิศทางของตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป วันนี้เราได้รวบรวมมุมมองเชิงลึกจาก คุณสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (Globlex Group) จากรายการ F1 Money ที่มาร่วมวิเคราะห์สถานการณ์พร้อมเปิดโผหุ้นเด่นที่น่าสนใจ เพื่อให้คุณเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ กับจุดเปลี่ยนตลาดหุ้นไทย ภายหลังการประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ทิศทางของตลาดทุนไทยเริ่มมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ คุณสุวัฒน์ ได้ให้ทัศนะว่า การลงทุนในรอบนี้อาจแตกต่างออกไปจากอดีต กล่าวคือ นักลงทุนไม่ควรคาดหวังเพียงปรากฏการณ์หุ้นขึ้นยกแผงรับข่าวดี หรือที่เรียกว่า “Election Rally” เพียงอย่างเดียว แต่ควรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่รูปแบบที่เรียกว่า “Selection Rally” หรือการคัดสรรหุ้นรายตัวที่มีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
สาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณสุวัฒ น์ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นทั้งกระดาน เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทยที่ลดน้อยลง ประกอบกับปัญหาสภาพคล่องในระบบ ดังนั้น การที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นได้อย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยปัจจัยเฉพาะตัวของหุ้นแต่ละบริษัทเป็นหลัก การลงทุนในช่วงเวลานี้จึงเปรียบเสมือนการเฟ้นหา “ผู้ชนะ” ที่สามารถปรับตัวและสร้างผลกำไรได้ท่ามกลางความผันผวน มากกว่าการเก็งกำไรตามกระแสข่าวเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว
ในด้านภูมิทัศน์ทางการเมือง คุณสุวัฒน์ วิเคราะห์ว่า ภาพความชัดเจนเริ่มปรากฏขึ้น โดยมีความเป็นไปได้สูงที่ขั้วอำนาจเดิม หรือ “ขั้วสีน้ำเงิน” จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือรักษาการต่อไป ซึ่งในบริบทของเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในแง่ของ “เสถียรภาพ”
เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ “ภูมิรัฐศาสตร์” เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญระหว่างมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา การดำเนินนโยบายทางการเมืองที่ “เป็นกลาง” ไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป จึงเป็นหนทางรอดที่สำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซึ่งขั้วสีน้ำเงินถูกมองว่ามีจุดยืนที่ประนีประนอมและสามารถรักษาสมดุลดังกล่าวได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับขั้วการเมืองอื่นๆ ที่อาจมีความเสี่ยงในการสร้างความขัดแย้งหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างรุนแรง
นอกจากประเด็นเรื่องขั้วอำนาจแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คือ แนวทางการดึงบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง หรือ “รัฐมนตรีนอกระบบ” เข้ามาร่วมบริหารประเทศ คุณสุวัฒน์ได้ยกตัวอย่างบุคคลสำคัญ 3 ท่าน ได้แก่ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมตรีว่ากการกระทรวงพาณิชย์ , ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคุณอรรพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในฝีมือการทำงาน
การแต่งตั้งบุคคลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด “Put the right man on the right job” หรือการใช้คนให้ถูกกับงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การเงิน หรือการค้าระหว่างประเทศ การมีมืออาชีพเข้ามาดูแลในจุดสำคัญเหล่านี้ ย่อมสร้างความมั่นใจได้ว่าจะมีการสานต่อนโยบายที่เป็นประโยชน์และขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ก่อนที่เราจะไปคาดหวังกับผลกำไรจากการเลือกตั้ง หรือมองหาหุ้นเด่นเข้าพอร์ต สิ่งแรกที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ คือรากฐานของปัญหาที่กดดันตลาดหุ้นไทยอยู่ในขณะนี้ โดยตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับ “3 โจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้าง” ที่เป็นอุปสรรคสำคัญ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนี้
ทางออกเสถียรภาพทางการเมืองและการบริหารแบบมืออาชีพ
อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหาทั้ง 3 ประการจะดูเป็นโจทย์ที่ยาก แต่คุณสุวัฒน์ มองว่า กุญแจสำคัญที่จะไขปัญหานี้ได้คือ “การเมือง” ภายหลังการเลือกตั้ง หากได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ (ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นขั้วอำนาจเดิมหรือขั้วสีน้ำเงิน) จะช่วยสร้างความต่อเนื่องในการบริหารงาน
ยิ่งไปกว่านั้น การดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง หรือ “คนนอก” เข้ามาช่วยบริหารงานในกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ ดังเช่นตัวอย่างของ คุณศุภจี, ท่านนิติ หรือรัฐมนตรีพลังงาน ที่เข้ามาทำงานแบบ “Put the right man on the right job” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยเรียกคืนความเชื่อมั่น แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง
แม้บทบาททางเศรษฐกิจของไทยในฐานะ “พี่ใหญ่แห่งอาเซียน” อาจลดน้อยถอยลงไปตามลำดับเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม แต่สิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยยังคงมีความได้เปรียบอย่างมหาศาลและไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปได้ นั่นคือ “ตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์”
หากพิจารณาในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในทำเลทองที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างสองฟากฝั่งมหาสมุทร ด้านซ้ายติดกับทะเลอันดามันซึ่งเชื่อมต่อไปยังมหาสมุทรอินเดีย ในขณะที่ด้านขวาติดกับทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก อีกทั้งยังมีช่องแคบมะละกาอยู่ทางตอนใต้ ด้วยลักษณะทางกายภาพเช่นนี้ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจโลกทั้งสองขั้ว ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา ต่างให้ความสำคัญและต้องการเข้ามามีบทบาท
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบดังกล่าวมาพร้อมกับโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง นั่นคือการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน คุณสุวัฒน์ชี้ให้เห็นว่า ทางรอดเดียวของไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลก คือการดำรงสถานะ “ความเป็นกลาง” ให้ได้อย่างแท้จริง กล่าวคือ เราไม่สามารถเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเอนเอียงไปทางสหรัฐอเมริกา หรือการผูกมิตรกับจีนจนเกินงาม เพราะการเลือกข้างอาจนำมาซึ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว
ดังนั้น การมีรัฐบาลที่มีจุดยืนทางการเมืองแบบประนีประนอมและยึดถือความเป็นกลาง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ ในมุมมองของคุณสุวัฒน์ การที่การเมืองไทยมีแนวโน้มที่จะได้รัฐบาลในรูปแบบที่ “เป็นกลาง” หรือสายกลาง (Moderate) จะส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุน เพราะจะเอื้อให้เกิดความร่วมมือกับนานาประเทศได้อย่างราบรื่น เปิดโอกาสให้บุคลากรที่มีความสามารถจากภายนอกเข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นหลักประกันความมั่นคงที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามายังตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง
ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนแบบ “Selection Rally” หรือการคัดสรรหุ้นรายตัวที่เน้นคุณภาพมากกว่าการเก็งกำไรตามกระแส คุณสุวัฒน์ ได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และเป็นบริษัทที่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีแม้ในภาวะตลาดผันผวน โดยมี 8 หุ้นเด่นที่น่าจับตามอง ดังนี้
1. DELTA : พี่ใหญ่สายเทคโนโลยีที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่ากระแสการลงทุนในกลุ่ม AI ระดับโลกจะเริ่มมีการปรับฐานลงมาบ้าง แต่สำหรับประเทศไทย DELTA ยังคงเป็นหุ้นหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อดัชนี (SET Index) ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่สูงถึงระดับถึง 2 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาหุ้นอาจมีการย่อตัวลงตามทิศทางตลาดโลก แต่คุณสุวัฒน์ประเมินว่าราคาจะไม่ปรับตัวลงไปลึกถึงระดับ 100 บาทต่อหุ้นโดยมองกรอบแนวรับที่แข็งแกร่งไว้ที่ประมาณ 150-170 บาทต่อหุ้น ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังคงศักยภาพในการเป็นผู้นำกลุ่มเทคโนโลยีของไทย
2. AOT : ฟ้าเปิดรับกำไรจากภาคการท่องเที่ยว สำหรับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าสนใจในธีม Selection Rally ปัจจัยบวกสำคัญมาจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) หรือที่เรียกกันว่าค่าเหยียบสนามบิน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลโดยตรงให้รายได้และกำไรของ AOT ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นไประดับ 60 กว่าบาทต่อหุ้นได้ในระยะถัดไป
3. ADVANC : ผู้นำกลุ่มสื่อสารที่เตรียมทำกำไรนิวไฮ ในกลุ่มสื่อสาร ADVANC ถือเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดในขณะนี้ โดยมีปัจจัยหนุนจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนค่าคลื่นความถี่ที่ลดลงเฉลี่ยปีละกว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเทคโนโลยี 6G ในอนาคต ซึ่งส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าผลกำไรในไตรมาส 4 ปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้อย่างต่อเนื่อง โดยประเมินเป้าหมายราคาไว้ที่ระดับ 350 บาท
4. GULF : การเปลี่ยนผ่านสู่ Tech Company เต็มตัว หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดของการ Transform ธุรกิจ คือ GULF ซึ่งคุณสุวัฒน์ชี้ว่า ปัจจุบัน GULF ไม่ใช่เพียงแค่หุ้นโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ได้ก้าวเข้าสู่การเป็น Tech Company อย่างเต็มรูปแบบ โดยโครงสร้างกำไรในอนาคตจะมาจาก 4 ส่วนหลัก ได้แก่
5. THAI : หุ้นนางฟ้ากับโอกาสทองในรอบ 1 ปี สำหรับ การบินไทย (THAI) ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น “หุ้นนางฟ้า” ในช่วงระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้านี้ สาเหตุสำคัญมาจากสภาวะสูญญากาศทางการเมืองในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง ทำให้การแทรกแซงการบริหารงานจากภาครัฐลดน้อยลง เปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารทำงานได้อย่างอิสระ ประกอบกับพลังของการตรวจสอบผ่านโซเชียลมีเดียที่ช่วยให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ การจัดหาฝูงบินใหม่ที่เป็นชุดที่มีคุณภาพ ยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ผลการดำเนินงานฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น
6. KTB : ความได้เปรียบที่เหนือกว่าคู่แข่ง ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ KTB ถือเป็นธนาคารที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นกว่ากลุ่ม (Outperform) ด้วยจุดแข็ง 4 ประการที่ยากจะเลียนแบบ ได้แก่
7. CENTEL และ CPN : หุ้น Laggard ที่พื้นฐานยังแกร่ง ในส่วนของกลุ่มโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ หุ้นอย่าง CENTEL และ CPN ถือเป็นหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบทางจิตวิทยาจากประเด็นของกลุ่มเซ็นทรัลในช่วงก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน ธุรกิจยังมีความแข็งแกร่งและมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีตามทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงเป็นจังหวะที่น่าสะสมเข้าพอร์ตในระยะยาว
8. BDMS และ BH : สองยักษ์ใหญ่กลุ่มโรงพยาบาล ปิดท้ายที่กลุ่มโรงพยาบาล คุณสุวัฒน์ได้เปรียบเทียบความน่าสนใจระหว่าง BDMS และ BH โดยมองว่า BDMS มีความโดดเด่นในแง่ของการเติบโต เนื่องจากมีเครือข่ายโรงพยาบาลที่กระจายตัวครอบคลุมกว่า ในขณะที่ BH มี Market Cap สูง แม้ว่าจะมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี แต่ในแง่ของการขยายตัวของธุรกิจอาจทำได้ยากกว่าเมื่อเทียบกับโมเดลธุรกิจของ BDMS
ด้วยเหตุนี้ การจัดพอร์ตลงทุนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ก่อนและหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จึงควรเน้นไปที่หุ้นที่มีเรื่องราวการเติบโตเฉพาะตัวและมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ตามกลยุทธ์ Selection Rally เพื่อสร้างความมั่นคงและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับพอร์ตการลงทุน
คุณสุวัฒน์ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขในงบการเงินหรือนโยบายรัฐเท่านั้น แต่ “โซเชียลมีเดีย” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญที่มีอำนาจในการตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของบริษัทจดทะเบียนอย่างเข้มข้น ชนิดที่ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจไม่สามารถมองข้ามได้
พลังแห่งการตรวจสอบที่รวดเร็วและรุนแรง
โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือน “สปอตไลท์” ขนาดใหญ่ที่พร้อมจะส่องไปยังทุกความผิดปกติที่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือกรณีของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) และ บางจาก (Bangchak) เมื่อใดก็ตามที่มีประเด็นทางสังคมหรือนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน กระแสวิพากษ์วิจารณ์จะถูกจุดติดขึ้นทันทีบนโลกออนไลน์ และส่งผลสะท้อนกลับไปยังราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนและประชาชนในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการทำงาน (Monitor) ที่ทรงพลังและพร้อมจะส่งเสียงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
เกราะป้องกันการแทรกแซงและสร้างความโปร่งใส
ในมุมมองของธรรมาภิบาล คุณสุวัฒน์มองว่าความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมบนโลกออนไลน์ ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยสกัดกั้นการแทรกแซงจากอำนาจมืดหรือการเมืองที่ไม่โปร่งใส แตกต่างจากในอดีตที่การกระทำผิดหรือการบริหารงานที่บกพร่องอาจถูกปกปิดหรือซุกซ่อนไว้ใต้พรมได้โดยง่าย
แต่ในปัจจุบัน ด้วยสายตาของนักลงทุนนับล้านคู่ที่จับจ้องผ่านหน้าจอ ทำให้การกระทำใดๆ ที่ส่อไปในทางทุจริตหรือเอาเปรียบ กลายเป็นเรื่องยากที่จะเล็ดลอดสายตา ส่งผลให้ผู้บริหารและผู้มีอำนาจจำเป็นต้องระมัดระวังและยึดมั่นในความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว กระแสสังคมจะทำหน้าที่ลงโทษทันที ซึ่งในระยะยาว ถือเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อตลาดทุนไทยในการคัดกรองเฉพาะบริษัทที่มีคุณภาพและมีความจริงใจให้อยู่รอดในตลาด
ข้อได้เปรียบของ “บริษัทจดทะเบียน”
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ความแตกต่างระหว่างหน่วยงานทั่วไปกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คุณสุวัฒน์ได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า บริษัทจดทะเบียนนั้นต้องเผชิญกับแรงกดดันและการตรวจสอบที่เข้มข้นกว่าหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ (เช่น สตง. หรือหน่วยงานตรวจสอบ) เนื่องจากมี “ราคาหุ้น” เป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นแบบเรียลไทม์ หากบริษัทจดทะเบียนทำดี ราคาก็สะท้อนมูลค่า แต่หากบริหารงานผิดพลาด ตลาดก็จะลงโทษทันที ความโปร่งใสที่ถูกตรวจสอบได้ทุกวันนี้จึงกลายเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถแยกแยะ “หุ้นน้ำดี” ออกจากหุ้นที่มีปัญหาได้อย่างชัดเจน
จากการวิเคราะห์ของ คุณสุวัฒน์ ได้ให้มุมมองที่ช่วยคลายความกังวลให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องความเสี่ยงขาลงของตลาด ที่หลายฝ่ายเกรงว่าดัชนีอาจปรับตัวลดลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมหรือหลุดระดับ 1,000 จุด
มุมมองต่อดัชนี ฐานรับแข็งแกร่งกว่าที่คิด
คุณสุวัฒน์ ได้ประเมินสถานการณ์ของ SET Index ไว้อย่างชัดเจนว่า โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวลดลงลึกไปถึงระดับ 1,000 จุด นั้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก เหตุผลสำคัญมาจากการที่ตลาดหุ้นไทยมี “หุ้นขนาดใหญ่” (Big Cap) หลายบริษัทที่เริ่มมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น AOT, ADVANC หรือ GULF ซึ่งบริษัทเหล่านี้เปรียบเสมือนเสาหลักที่ช่วยพยุงดัชนีไว้
แม้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง DELTA อาจมีการปรับฐานตามกระแสโลก แต่ก็จะไม่ส่งผลกระทบให้ตลาดพังทลายลงไปถึงระดับวิกฤต ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น กรอบแนวรับที่ประเมินว่าเป็นจุดที่แข็งแกร่งและน่าจะรับอยู่ คือระดับ 1,250 จุด ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดที่คาดการณ์ไว้ในรอบนี้
โอกาสในการฟื้นตัวและเป้าหมายระยะสั้น
เมื่อมองถึงศักยภาพในการปรับตัวขึ้น (Upside) หลังจากผ่านพ้นช่วงสุญญากาศทางการเมืองและมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง คุณสุวัฒน์มองว่า SET Index ยังมีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,350 จุด ได้ ซึ่งการฟื้นตัวนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะที่พุ่งขึ้นแรงทั้งกระดาน แต่จะเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามแรงหนุนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพ
บทสรุปกลยุทธ์ “Selection” คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
โดยสรุปแล้ว การลงทุนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ใช่จังหวะของการ “หว่านซื้อ” หุ้นทั้งตลาดเพื่อหวังผลกำไรระยะสั้นจากกระแส Election Rally เหมือนในอดีต แต่หัวใจสำคัญคือการยึดมั่นในกลยุทธ์ “Selection Rally” หรือการคัดกรองหุ้นรายตัวอย่างพิถีพิถัน
นักลงทุนควรโฟกัสไปที่บริษัทที่มีสตอรี่การเติบโตชัดเจน มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับบริบทเศรษฐกิจใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีผลกำไรที่เติบโตจับต้องได้จริง หากสามารถจัดพอร์ตการลงทุนตามธีมนี้ได้ ไม่ว่าทิศทางของ SET Index จะผันผวนอย่างไร โอกาสที่พอร์ตการลงทุนของท่านจะ “รอด” ปลอดภัย และสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจได้ ก็มีสูงมากเช่นกัน