KKP โชว์กำไร Q4/68 ที่ 1.77 พันลบ. โต 22% ทั้งปีกำไร 5.9 พันลบ. ขาดทุนรถยึดลดฮวบ-ธุรกิจ Wealth หนุนค่าฟี

รูป KKP โชว์กำไร Q4/68 ที่ 1.77 พันลบ. โต 22% ทั้งปีกำไร 5.9 พันลบ. ขาดทุนรถยึดลดฮวบ-ธุรกิจ Wealth หนุนค่าฟี

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 ม.ค. 69 8:52: น.

 

KKP เผยไตรมาส 4/68 กำไรสุทธิ 1,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 22.1% หลังขาดทุนรถยึดลดลงอย่างมาก และรายได้ธุรกิจ Wealth-Dime! หนุน พร้อมมุ่งเน้นควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ หนุนทั้งปี กำไรสุทธิ 5,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5%

 

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 1,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 22.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 4,266 ล้านบาท ปรับลดลง 8.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหลักจากการหดตัวของสินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง

 

ในขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ปรับลดลงอยู่ที่ 4.5% เทียบกับ 4.6% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามต้นทุนทางการเงินที่ทยอยปรับตัวลดลง แต่ขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 3/68 ที่อยู่ที่ 4.4% เป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนเงินฝากและต้นทุนทางการเงินที่ทยอยปรับตัวลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย

 


รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย มีจำนวน 2,337 ล้านบาท เติบโต 8.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากธุรกิจ Wealth Management และ Dime! รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากจัดการกองทุนและค่านายหน้าประกัน ในขณะที่รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจปรับลดลงตามภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกรรม

 

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 3,620 ล้านบาท ลดลง 11% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยหลักจากการลดลงของผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่มีการลดลงอย่างมาก ขณะที่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังสามารถบริหารได้ในระดับที่มีประสิทธิภาพ

 

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) อยู่ที่ 708 ล้านบาท ลดลงอย่างมากถึง 22.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2567 สอดคล้องกับคุณภาพสินเชื่อที่ควบคุมได้ดีขึ้นและปริมาณรถยึดที่ลดลง ซึ่งรวมถึงการตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพื่อเสริมเกราะป้องกันความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติในภาคใต้

 

สำหรับปี 68 มีกำไรสุทธิรวม 5,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5% จากปี 67 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้ ผลขาดทุนจากการขายรถยึดอยู่ที่ 2,401 ล้านบาท ลดลงถึง 50.3% ตามสถานการณ์ตลาดรถยนต์มือสองและปริมาณรถยึดที่ปรับตัวดีขึ้น

 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ปรับลดลง 13.1% มาอยู่ที่ 17,257 ล้านบาท ตามมาตรการชะลอการปล่อยสินเชื่อเพื่อคุมคุณภาพ แต่ธนาคารสามารถชดเชยได้ด้วย รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยซึ่งเติบโตถึง 18.2% แตะระดับ 8,217 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกิจจัดการกองทุนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ธุรกิจ Dime! ที่มียอดผู้ใช้งานและรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจค่านายหน้าหลักทรัพย์ โดย บล.เกียรตินาคินภัทร ยังคงครอง Market Share อันดับ 1 ที่ 22.18%

 

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) อยู่ที่ 3,693 ล้านบาท ลดลง 7.1% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการคัดกรองลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและรายการขาดทุนจากการขายรถยึด (credit cost) คิดเป็นอัตรา 1.72% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ปรับลดลงจาก 2.30% ในปี 67 โดยอยู่ในระดับดีกว่ากรอบเป้าหมายที่ธนาคารคาดไว้

 

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 สินเชื่อรวมของธนาคาร (ไม่รวม POCI) มีจำนวน 343,087 ล้านบาท หดตัว 6.7% จากสิ้นปี 67 เป็นไปตามแผนการของธนาคารในการระมัดระวังการเติบโตของสินเชื่อภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน รวมถึงความท้าทายในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยการขยายตัวของสินเชื่อจะเน้นการเติบโตในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่ เหมาะสมและมีคุณภาพสินเชื่อที่ดี

 

ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยค่า (NPL Ratio) อยู่ที่ 4.3% ซึ่งอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 4.5% โดยธนาคารระบุว่าจะยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มคุณภาพสูงและบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างเข้มงวด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

 

ธนาคารมีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 20,167 ล้านบาท และมีอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุน ด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ที่ 137.2% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 134.2% ณ สิ้นปี 67

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย