| YLG มองทองคำระยะยาวยังเป็นขาขึ้น แม้ตลาดผันผวนจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และภาระหนี้โลก พร้อมเปิด 3 ปัจจัยหนุนสำคัญ ทั้งกระแส De-dollarization การสะสมทองของธนาคารกลาง และนโยบายดอกเบี้ยต่ำ คงเป้าราคาทองปีนี้ที่ 5,596-5,769 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือทองไทย 86,000-88,700 บาทต่อบาททองคำ ขณะระยะสั้นจับตาแนวรับ 4,500 ดอลลาร์ หากยืนได้มีลุ้นดีดกลับต่อ นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่านับจากต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน (15 พ.ค. 2569) ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้ว 7% แม้ว่าปีนี้ระหว่างทางจะมีความผันผวนมากกว่าทุกปี แต่ภาพรวมทองคำยังสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ในการลงทุนที่ดี อย่างไรก็ดียังคงมีคำถามว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงต้นทุนพลังงานที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น รวมถึงหนี้ทั่วโลกที่อาจจะพุ่งเป็นเงาตามตัว แล้วราคาทองคำจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากแค่ไหน YLG ได้วิเคราะห์ออกมาแล้วพบว่า ภาพใหญ่ของการเคลื่อนไหวระยะยาวยังไม่เสียเทรนด์การเป็นขาขึ้น สำหรับเป้าหมายของเราปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 - 5,769 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 86,000 - 88,700 บาทต่อบาททองคำ โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ทองคำยังสามารถรักษาเทรนด์การเป็นขาขึ้น มาจาก 3 ด้าน ดังนี้ 1. แนวคิดที่ว่าหนี้สาธารณะและปริมาณเงินในระบบจำนวนมหาศาล จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (หรือสกุลเงินกระดาษอื่นๆ) ด้อยค่าลง (Debasement) เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันทองคำยังได้รับความสนใจจากนักลงทุน เช่น การขยายตัวของปริมาณเงิน M2 ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างเดือนมีนาคม 2020 ถึงมีนาคม 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นราว 40% ภายในเวลาเพียง 2 ปี หรือคิดเป็นการอัดฉีดเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบ 2. ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะฝั่งประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองในทุนสำรอง เพราะไม่อยากพึ่งดอลลาร์เพียงอย่างเดียว (De-dollarization ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็น “ตัวเร่ง” (accelerator) ที่กระตุ้นให้ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำมากขึ้น 3. รัฐบาลหลายประเทศ ต้องใช้การขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้หนี้ที่สูงอยู่แล้วสูงขึ้นไปอีกสถานการณ์นี้ นอกจากจะทำให้เกิดการเทขายเงินสกุลหลัก หรือ "กลยุทธ์การลงทุนป้องกันค่าเงินเสื่อม" ( debasement trade ) อีกทั้งยังทำให้หลายประเทศ “ไม่สามารถปล่อยดอกเบี้ยสูงได้มาก หรือ นานเกินไป” เพราะต้นทุนดอกเบี้ยจะกระทบระบบการคลัง อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมระยะยาวทองคำยังเป็นขาขึ้น สะท้อนจากการที่ราคายังสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว(200วัน)ได้ต่อเนื่อง แต่ระยะกลางมองว่าจะยังคงอยู่ในรูปของการปรับฐาน (Correction) ระยะสั้นหากยืนเหนือ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 69,150 บาทต่อบาททองคำ อาจเกิดการย่อตัวแล้วดีดกลับ (pullbacks) หากการย่อตัวในระยะนี้ยังยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ จะมองว่าราคาทองคำมีโอกาสดีดตัวทดสอบแนวต้าน โดยแม้ว่าในกรณีที่ทองคำหลุด 4,500 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แต่ก็มีโอกาสสูงที่การย่อตัวจะไม่ต่ำกว่า Low ปี 2026 ที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ ประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 4,890-4,765 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 75,200-73,250 บาทต่อบาททองคำ หากทะลุผ่านแนวดังกล่าวได้ มองขึ้นต่อ โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 5,400-5,285 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 83,000-81,250 บาทต่อบาททองคำ “ดังนั้น ถ้าถามว่า Upside ของทองยังไปได้อีกไกลไหม คำตอบคือ “ยังมีพื้นที่” ทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค แต่จะไม่ใช่เส้นตรงขึ้นตลอด มันจะเป็นตลาดที่แกว่งขึ้นและมีรอบพักฐานเป็นระยะ และมี volatility สูงกว่าช่วงก่อนหน้า ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น” นางสาวฐิภา กล่าว |