27 เม.ย. 2569 10:29 น.บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : CHG แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 1.70 บาทบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : CHG แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 1.70 บาทTranslatestar_borderModal Upgrade PackageefinAI กำไร 1Q26F ทรงตัว แต่มี Upside risk จากการปรับขึ้นอัตราเหมาจ่ายจาก SSO• คาดกำไร 1Q26F จะทรงตัว YoY โดยคาดว่า CHG จะมีกำไรสุทธิ 224 ล้านบาท (ทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ) โดยกำไรใน 1Q26F คิดเป็น 23% ของประมาณการทั้งปี 2026F ของเรา ผลประกอบการที่ทรงตัวเกิดจากรายได้ที่เติบโตเพียง 2% และอัตรากำไร EBITDA ที่ทรงตัวในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ ไม่มีรายการประโยชน์ทางภาษีจำนวน 12 ล้านบาทในไตรมาสนี้ เนื่องจาก CHG ได้เลื่อนการรับรู้ไปยังไตรมาสถัดไป • คาดกำไร 2Q26F จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ จากปัจจัยฤดูกาล โดยปกติไตรมาส 2 เป็นช่วงโลว์ซีซันของกลุ่มโรงพยาบาลในไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยคนไทย เนื่องจากมีวันหยุดยาวในเดือนเมษายน และไม่มีการระบาดของโรคสำคัญ ดังนั้น เราคาดว่ากำไรใน 2Q26F จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ • มี Upside risk จากความเป็นไปได้ที่อัตราการชดเชยของสำนักงานประกันสังคม (SSO) จะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราดังกล่าวไม่ได้มีการปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2023 ทั้งนี้หากมีการปรับเพิ่มอัตราเหมาจ่ายรายหัว (capitation rate) ภายใต้ระบบ SSO ขึ้น 10% จะส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 2026F มีอัพไซด์ประมาณ 7.9% • ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026F-2027F ลง 4% สะท้อนการเติบโตของรายได้และ EBITDA margin ที่ลดลงจากเดิม เพราะสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และมีสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปีดังกล่างเติบโต 4.5% และ 4% ตามลำดับ (ยังไม่รวมการปรับขึ้นอัตราเหมาจ่ายต่อหัวคนไข้ประกันสังคม) • คงคำแนะนำซื้อ แต่ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 1.70 บาท (เดิม 1.80 บาท) ณ ราคาหุ้นปัจจุบันมี P/E ปีนี้ที่ 18.3 เท่า (Mean-1.5SD) ขณะที่มีโอกาสที่ SSO จะปรับขึ้นอัตราเหมาจ่ายรายหัวให้คนไข้ประกันสังคม ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรหลักเติบโตดีขึ้น ทั้งนี้ CHG มีรายได้จากคนไข้ประกันสังคมคิดเป็น 28% ของรายได้รวมในปี 2025 นักวิเคราะห์ : ศศิกานต์ อุดมเวศย์ : sasikarnudomvej@dbs.com : Tel. 02 857 7833 efinAIReported byนายศักดิ์ชาย งอกงามเจ้าหน้าที่ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย
กำไร 1Q26F ทรงตัว แต่มี Upside risk จากการปรับขึ้นอัตราเหมาจ่ายจาก SSO• คาดกำไร 1Q26F จะทรงตัว YoY โดยคาดว่า CHG จะมีกำไรสุทธิ 224 ล้านบาท (ทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ) โดยกำไรใน 1Q26F คิดเป็น 23% ของประมาณการทั้งปี 2026F ของเรา ผลประกอบการที่ทรงตัวเกิดจากรายได้ที่เติบโตเพียง 2% และอัตรากำไร EBITDA ที่ทรงตัวในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ ไม่มีรายการประโยชน์ทางภาษีจำนวน 12 ล้านบาทในไตรมาสนี้ เนื่องจาก CHG ได้เลื่อนการรับรู้ไปยังไตรมาสถัดไป • คาดกำไร 2Q26F จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ จากปัจจัยฤดูกาล โดยปกติไตรมาส 2 เป็นช่วงโลว์ซีซันของกลุ่มโรงพยาบาลในไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยคนไทย เนื่องจากมีวันหยุดยาวในเดือนเมษายน และไม่มีการระบาดของโรคสำคัญ ดังนั้น เราคาดว่ากำไรใน 2Q26F จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ • มี Upside risk จากความเป็นไปได้ที่อัตราการชดเชยของสำนักงานประกันสังคม (SSO) จะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราดังกล่าวไม่ได้มีการปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2023 ทั้งนี้หากมีการปรับเพิ่มอัตราเหมาจ่ายรายหัว (capitation rate) ภายใต้ระบบ SSO ขึ้น 10% จะส่งผลให้ประมาณการกำไรปี 2026F มีอัพไซด์ประมาณ 7.9% • ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2026F-2027F ลง 4% สะท้อนการเติบโตของรายได้และ EBITDA margin ที่ลดลงจากเดิม เพราะสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และมีสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปีดังกล่างเติบโต 4.5% และ 4% ตามลำดับ (ยังไม่รวมการปรับขึ้นอัตราเหมาจ่ายต่อหัวคนไข้ประกันสังคม) • คงคำแนะนำซื้อ แต่ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น 1.70 บาท (เดิม 1.80 บาท) ณ ราคาหุ้นปัจจุบันมี P/E ปีนี้ที่ 18.3 เท่า (Mean-1.5SD) ขณะที่มีโอกาสที่ SSO จะปรับขึ้นอัตราเหมาจ่ายรายหัวให้คนไข้ประกันสังคม ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรหลักเติบโตดีขึ้น ทั้งนี้ CHG มีรายได้จากคนไข้ประกันสังคมคิดเป็น 28% ของรายได้รวมในปี 2025 นักวิเคราะห์ : ศศิกานต์ อุดมเวศย์ : sasikarnudomvej@dbs.com : Tel. 02 857 7833