หุ้น “อิเล็กทรอนิกส์” พุ่งกระฉูด วันนี้ 6 บจ.บวก 7-29% ทั้งกลุ่มฯ ปี 69 ทะยานเฉลี่ย 55%

efinAI
DELTA นำทัพหุ้น “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” บวกแรงวันนี้ 7-29% ที่เหลือมากันเกือบครบทั้ง CCET-HANA-KEC-TEAM ส่วน SMT ถึงขั้นแตะซีลลิ่ง เจาะสถิติราคาหุ้นทั้งกลุ่มปีนี้พุ่งเฉลี่ย 55% นักวิเคราะห์มอง ดีมานด์ส่งออกดีต่อเนื่อง แถมได้อานิสงส์บาทเริ่มอ่อน จะหนุนกำไรปี 69 โตแจ่ม แต่บางรายอัปไซด์เริ่มจำกัด
DELTA นำทัพหุ้น “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” บวกฉ่ำ 7-29%
ดัชนี SET Index วันที่ 27 เม.ย.2569 ปิดที่ 1,479.13 จุด เพิ่มขึ้น 23.03 จุด หรือ 1.58% มูลค่าการซื้อขายรวม 4.72 หมื่นล้านบาท ไฮไลต์สำคัญคือการพุ่งแรงของหุ้นในกลุ่ม “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 6 จาก 8 บริษัท ดังนี้

บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดแตะ Ceilling บวก 0.45 บาท หรือ 29% จากวันก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขาย 83.43 ล้านบาท
ขณะที่ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดของ SET Index วันนี้ระดับ 4,185.24 ล้านบาท โดยปิดตลาดที่ 310 บาท เพิ่มขึ้น 20 บาท หรือ 6.9% จากวันก่อนหน้า
ขณะเดียวกันมีอีก 3 บจ.ที่ราคาพุ่งแรงและมูลค่าการซื้อขายสูงระดับเกิน 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ CCET, บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) และ บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.62%, 8.26% และ 7.69% ตามลำดับ
นอกจากนี้พบว่า บมจ.ทีมพรีซิชั่น (TEAM) ราคาปรับตัวขึ้นแรงเช่นกันที่ 6.74% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 73.09 ล้านบาท
ต้นปี 69 ทั้งกลุ่มพุ่งเฉลี่ย 55% นำโด่งแซงทุกอุตฯ
ข้อมูลถึง 27 เม.ย.69 พบว่า ตั้งแต่ต้นปี (YTD) บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในหมวดธุรกิจราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 55% สูงสุดมากกว่าทุกอุตสาหกรรมใน SET อย่างมีนัยสำคัญ โดยราคา YTD ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7 ใน 8 บริษัท ซึ่ง 6 บริษัทบวกแรงระดับ 39-101%

HANA ขึ้นแรงสุดถึง 101% จากสิ้นปี 68 ที่ 16.3 บาท ล่าสุดอยู่ที่ 32.75 บาท รองลงมาคือ SMT เพิ่มขึ้น 87% จาก 1.07 บาท เป็น 2 บาท และ DELTA เพิ่มขึ้น 79% จาก 173 บาท เป็น 310 บาท รวมถึง KCE เพิ่มขึ้น 73% จาก 18.2 บาท เป็น 31.5 บาท
ดีมานด์ส่งออกพุ่ง แถมบาทเริ่มอ่อน หนุน
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินว่า ยอดการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในเดือน มี.ค.69 ออกมาที่ 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+28% MoM, +44% YoY) คิดเป็นสัดส่วนราว 25.4% ของยอดส่งออกโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีสัดส่วน 21.0% ในเดือน มี.ค.68 เมื่อแปลงเป็นสกุลเงินบาท มีมูลค่าอยู่ที่ 2.8 แสนล้านบาท (+27% MoM, +33% YoY) ซึ่งมีอัตราการเติบโตต่ำกว่ายอดขายในสกุลดอลลาร์สหรัฐ จากผลของเงินบาทที่ยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หากพิจารณาประเภทของสินค้าในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ พบว่ากลุ่มสินค้า “เครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ และส่วนประกอบ” (+37% MoM, +24% YoY) ยังเป็นสินค้าหลักที่มีสัดส่วนราว 54% ของสินค้าส่งออกอิเล็กทรอนิกส์
จากตัวเลขเดือน มี.ค.ที่ออกมา ทำให้ยอดการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมสำหรับไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (+13% QoQ, +54% YoY) คิดเป็นยอดขายในสกุลเงินบาทราว 4.4 แสนล้านบาท (+9% QoQ, +42% YoY)
ด้านแนวโน้มการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในไตรมาส 2/69 น่าจะยังสดใสตามกระแสการลงทุนเพิ่มใน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ (Hyperscale) ซึ่งส่งผลบวกต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก รวมทั้งผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไทย คาดว่าภาพรวมการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะโตตามไปด้วย ประเมินว่าจะเดินหน้าสู่จุดสูงสุดของปีนี้ไตรมาส 3/69 ซึ่งเป็นช่วง High season ของอุตสาหกรรม
คงน้ำหนักลงทุน “เท่ากับตลาด” โดยผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน และจากยอดการส่งออกที่โตแรงในช่วงไตรมาส 1/69 โดยเฉพาะหมวดเครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและส่วนประกอบ (+36% YoY) ซึ่งสินค้าของ DELTA จัดอยู่ในหมวดนี้ รวมทั้งหมวดแผ่นวงจรพิมพ์ (+22% YoY) ซึ่งเป็นสินค้าหลักของ KCE จึงคาดจะส่งผลบวกต่อการดำเนินงานในไตรมาส 1/69 รวมทั้งราคาหุ้นของทั้ง DELTA และ KCE
ขณะที่บทวิเคราะห์ บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่ายังเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมของกลุ่ม โดยแนวโน้มที่จะผ่านจุดแข็งค่าที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ไปแล้วเป็นปัจจัยหนุนให้กับ Margin ของกลุ่มฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2/69
ผลประกอบการกลุ่มมีแนวโน้มเติบโตเด่น หนุนจากผลประกอบการของ DELTA ที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/69 ยังแข็งแกร่ง คาดเติบโตเด่นทั้ง QoQ และ YoY ได้แรงหนุนจากกลุ่ม Power Electronic ที่ยังเติบโตได้ดีตาม Demand ใน Data Center โดย GPM จะปรับตัวดีขึ้นตามสัดส่วนของยอดขายของ Power Electronic ที่ขยายตัว ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/69 ก็ยังคงโดดเด่นจากยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้าจากฝั่งของลูกค้า Hyperscalers ในสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งตามการขยายการลงทุนใน AI และ Data Center
ขณะเดียวกันคาดว่า CCET กำไรจะฟื้นตัวเด่นจากปีก่อน หนุนจากเงินบาทอ่อนค่า ช่วยหนุนการฟื้นตัวของ Margin และภาวะขาดแคลน Memory Chip ในตลาดที่หนุนการเติบโตของทั้งยอดขายและราคา
อย่างไรก็ดี จากการกลับเข้าสู่ Cash Balance ของ DELTA หลังปรับตัวเด่นที่ 71% YTD ณ วันที่ 10 เม.ย.69 โดยในอดีต DELTA ตลอดช่วง Cash Balance จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -12% อาจจะเป็นแรงกดดันต่อภาพรวมราคาหุ้นของกลุ่มในระยะสั้น
ส่วน บทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง มองว่า ล่าสุด US manufacturing PMI กลับเข้าสู่โซนขยายตัว โดยอยู่ที่ระดับ 52.6 ในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค.69 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากช่วงหดตัวที่ยาวนานเข้าสู่รอบการฟื้นตัว New Orders ฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้น
Manufacturing PMI ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้นำสำคัญของวัฏจักรการผลิตโลก โดยในเชิงสถิติ PMI มีความสัมพันธ์กับรายได้ของ HANA และ KCE ซึ่ง HANA มีความสัมพันธ์กับ PMI สูงกว่า ขณะที่ KCE มีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง สะท้อนว่ามีปัจจัยอื่น เช่น อุปสงค์ยานยนต์ เข้ามาเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ คาดว่าระดับ Break-even PMI อยู่ราว 52-53 สำหรับ HANA และ KCE ต่ำกว่าระดับนี้จะเป็นการชะลอตัว สำหรับ HANA ช่วงที่ PMI มากกว่า 50 ให้การเติบโตเฉลี่ย +6% เทียบกับช่วงหดตัวให้เฉลี่ย -7% สำหรับ KCE ช่วงขยายตัว เติบโต +10% ช่วงหดตัว -7% ดังนั้น เราคาดว่ายอดขายของ HANA และ KCE ในไตรมาส 1/69 จะทรงตัว YoY
คาดจะเห็นการ Re-rate valuation ตาม PMI ที่ฟื้นตัว โดย HANA เป้าหมาย 32 บาท (+1SD) และ KCE ที่ 30-34 บาท (+1–1.5SD) จาก leverage ที่สูงกว่า กำไรยังฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป
KCE ได้แรงหนุนจาก Backlog ที่ต่อเนื่อง และการปรับสายการผลิตที่เสร็จในช่วงกลางเดือน ก.พ.69 ช่วยหนุนรายได้ อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มถูกกดดันจากราคาทองแดงที่เพิ่มขึ้น 20% QoQ คาดกำไรไตรมาส 1/69 ที่ 150-160 ล้านบาท ลดลง YoY แต่ฟื้นตัว QoQ
HANA เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวทั้งในธุรกิจ EMS และ OSAT หนุนจากคำสั่งซื้อของลูกค้าหลักและอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับ EV คาดกำไรไตรมาส 1/69 ที่ 160 ล้านบาท ลดลง YoY และทรงตัว QoQ
อัปเดตบทวิเคราะห์ 1 เดือนหลัง DELTA-KCE-HANA กำไรโตดี แต่อัปไซด์เริ่มจำกัด
ขณะที่สำรวจบทวิเคราะห์ล่าสุดที่อัปเดตในเดือน เม.ย.69 พบว่า มี 3 บริษัท ประกอบด้วย DELTA, KCE และ HANA ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินกำไรสุทธิปีนี้ของทั้ง 3 บริษัทจะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน อย่างไรก็ตามราคาปัจจุบันที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก ทำให้อัปไซด์ต่อราคาเหมาะสมค่อนข้างจะอยู่ในระดับจำกัด
DELTA มีแนะนำ “ซื้อ” แค่ 3 โบรกเกอร์ ที่เหลือ แนะนำเพียง “ถือ” และ “ขาย” โดยส่วนใหญ่ราคาเหมาะสมต่ำกว่าราคาปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ

KEC แม้แนะนำ “ซื้อ” มากกว่า “ถือ” หรือ “ขาย” แต่อัปไซด์ก็จำกัดแล้วเช่นกัน

HANA แม้ทุกโบรกเกอร์จะยังแนะนำ “ซื้อ” แต่ราคาปัจจุบันเกินมูลค่าเหมาะสมไปแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
Reported by

ศราพงค์ นันติวงค์
หัวหน้าข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย











