| กระทรวงพาณิชย์ เร่งคุมค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำมันพุ่ง เตรียมดันสินค้าควบคุม 66 รายการ พร้อมอัดมาตรการเดินหน้า “ไทยช่วยไทย” หวังช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยมีรายละเอียดดังนี้ - ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเร่งออกมาตรการดูแลผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยรัฐบาลมีเป้าหมายช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และรักษาสมดุล - กระทรวงการคลังได้เสนอ 7 มาตรการต่อ ครม. โดยบางมาตรการสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่บางส่วนต้องผ่านขั้นตอนเพิ่มเติม โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีเกี่ยวข้องกับ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง การควบคุมราคาสินค้า และการช่วยเหลือภาคเกษตรและผู้ประกอบการ - หนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาล คือการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท เพื่อใช้ซื้อสินค้าจำเป็นควบคู่กับโครงการลดค่าครองชีพ รวมถึงการพิจารณาช่วยเหลือค่าขนส่งทั้งระบบขนส่งสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ และไรเดอร์ - กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย“ ลดภาระค่าครองชีพร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำปลา และเครื่องปรุงรส พร้อมเชื่อมโยงการใช้จ่ายกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ - ในโครงการ”ไทยช่วยไทย“จะประกอบด้วยสินค้ากลุ่มอุปโภคลดราคาสูงสุด 50% และสินค้าบริโภคลดสูงสุด 25% ผ่านสินค้า House Brand ของห้างค้าปลีก โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 เป็นระยะเวลา 2 เดือน และกระจายสินค้าไปยังร้านค้าทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงร้านโชห่วย เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่ - นอกจากนี้ ยังมีการขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ “ธงฟ้า” ควบคู่กันในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม โดยเน้นเฉพาะพื้นที่จำเป็น เพื่อไม่ให้กระทบผู้ค้ารายย่อยในท้องถิ่น - ด้านการควบคุมราคาสินค้า ตามที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 มีแผนปรับเพิ่มสินค้าควบคุมจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยรอบแรกมีการเสนอสินค้าควบคุมใหม่ 3 รายการได้แก่ เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส (น้ำปลา ซีอิ้ว) ให้ที่ประชุมครม.พิจารณา เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแล และสำหรับสินค้าที่เตรียมเสนอ อีก 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง - ในส่วนของมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมเดิม มีการยกระดับมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยแบ่งระดับการกำกับดูแลเป็นกลุ่มต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา จากเดิม 8 รายการ เพิ่มเป็น 15 รายการ เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ และน้ำมันปาล์ม - กลุ่มต้องแจ้งก่อนปรับราคา 15 สินค้า 2 บริการ และกลุ่มติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดรวมถึงซอสปรุงรส อาทิ น้ำปลา ซีอิ้ว ที่มีมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด - นอกจากนี้ยังมีเนื้อสัตว์ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ที่เป็นสินค้าควบคุมและมีมาตรการแล้ว ซึ่งกระทรวงจะมีการติดตามราคาอย่างใกล้ชิดหากเกิดราคาผันผวน พร้อมที่จะใช้มาตรการในระดับเข้มขึ้นซึ่งเป็นอำนาจตามกฏหมายมาตรา 27 - กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ลงตรวจสอบราคาสินค้าและบริการอย่างเข้มงวด ล่าสุด (ณ 26 มี.ค.69)ได้ตรวจสถานีบริการน้ำมันแล้ว 1,935 แห่ง ร้านค้าและตลาด 645 แห่ง และร้านปุ๋ย 662 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้นตรวจปริมาณสินค้า การแสดงราคา และการจำหน่ายให้ตรงตามราคาที่กำหนด พร้อมเปิดสายด่วน 1569 รับแจ้งเบาะแส หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคา - ในภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์เร่งบริหารสต๊อกปุ๋ย พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนเกษตรกรกว่า 10 ล้านกระสอบ - สำหรับผู้ประกอบการ SME มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการเชื่อมโยงผู้ผลิตรายใหญ่กับผู้ค้ารายย่อย เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดต้นทุนธุรกิจ - ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาเรือสินค้าติดค้างในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีการประสานผู้นำเข้าในประเทศปลายทางหรือประเทศใกล้เคียงรับซื้อสินค้า เพื่อลดความเสียหายของผู้ส่งออกไทย - น้ำมันเขื้อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 7% การสูงขึ้นจะกระทบต้นทุนด้านพลังงาน อาหาร และการขนส่ง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมฉากทัศน์รองรับในระดับราคาน้ำมัน 80-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และระดับราคาที่สูงกว่า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินมาตรการอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด "ยืนยันกระทรวงพาณิชย์จะใช้ทุกกลไกที่มีในการดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างสมดุล ควบคู่กับการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ร่วมกัน" นางศุภจี กล่าว |