ThaiBMA ตั้งเป้าปี 69 ยอดหุ้นกู้เอกชนโต 8.8 - 9 แสนลบ. รับแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง และบริษัทขนาดใหญ่ขยายลงทุนใหม่ แย้มมีหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดปีนี้กว่า 8.75 แสนลบ. นำโดยกลุ่มธุรกิจการเงิน พลังงาน และอสังหาฯ พร้อมลุ้น กนง. หั่นดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ราว 0.25% ในช่วงไตรมาส 2/69 นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ThaiBMA คาดการณ์การออกหุ้นกู้เอกชนปี 69 ที่ประมาณ 880,000 - 900,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่ระดับ 881,083 ล้านบาท เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับเห็นสัญญาณการประกาศแผนการลงทุนใหม่ของบริษัทขนาดใหญ่ๆที่ยังออกมาต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่ากลุ่มธนาคารน่าจะมีการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดด้วย 
ทั้งนี้ประเมินว่าจะมีหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระในปีนี้ประมาณ 875,985 ล้านบาท โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดมากสุดคือ ธุรกิจการเงิน มูลค่าประมาณ 1.67 แสนล้านบาท รองลงมาคือ พลังงาน มูลค่า 1.45 แสนล้านบาท และอสังหาฯ ราว 1.44 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการออกหุ้นชุดใหม่มาชดเชยไม่ต่ำกว่ามูลค่าเดิมที่ครบกำหนด เนื่องจากสัดส่วนกว่า 90% มีอันดับเครดิตที่เป็นระดับ Investment grade และมีสัดส่วน High yield เพียง 10% ขณะที่แผนงานสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยในปี 69 ได้กำหนดกรอบแผนการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ (Trust) การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation) และ ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability) ซึ่งประกอบด้วยแผนงานหลัก 4 ด้าน ดังนี้ Strengthen SRO Roles ซึ่งจะเน้นส่งเสริมบทบาทด้าน SRO ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง Expand Products & Info Services โดยจะพัฒนาขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบข้อมูลหรือบริการต่างๆ เช่น BHR Portal และ Bond valuation Promote Bond Literacy & Market Education จะมีการส่งเสริมความรู้และงานวิจัยด้านตราสารหนี้รวมถึง ESG Bond Enhance Supportive Infrastructure ปรับปรุงระบบงานขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ ระบบงานภายใน และ Human capital ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่าด้านแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 69 คาดว่ามีโอกาสปรับลดลงประมาณ 1 ครั้ง หลังผลสำรวจจากผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 1 ครั้ง 0.25% ในช่วงไตรมาสที่ 2/69 ลงมาอยู่ที่ 1.00% จากปัจจุบันที่ 1.25% และคาดการณ์ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี จะขยับตัวต่ำลงเฉลี่ยราว 5-10 bps. จากสิ้นปี 68 โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของรัฐบาล การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยและกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 68 ขยายตัวต่ำกว่าคาดจากปัจจัยภายนอกเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า รวมถึงปัจจัยภายในเรื่องระดับหนี้ครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนในปี 68 ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวมขยายตัว 4.67% จากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก โดย ณ สิ้นปี 68 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 17.91 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 96% ของ GDP) เพิ่มขึ้น 4.67% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก ในขณะที่มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อยเป็นปีที่สองนับจากปี 66 ด้านมูลค่าการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) เท่ากับ 881,083 ล้านบาท ลดลง 3.51% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการออกลดลงของผู้ออกทั้งในกลุ่ม Investment grade (IG) และ High yield (HY) แต่ทั้งนี้ กลุ่ม IG สามารถออกหุ้นกู้ได้มากกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่ยาวขึ้นและมูลค่าเฉลี่ยการออกสูงขึ้น ในขณะที่กลุ่ม HY ออกหุ้นกู้ได้น้อยกว่าที่ครบกำหนดในอายุเฉลี่ยการออกที่สั้นลงและมูลค่าเฉลี่ยการออกต่ำลง กลุ่มอุตสาหกรรมที่มียอดการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ENERGY, FINANCE, และ PROPERTY ตามลำดับ หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกทั้งหมดในปี 68 เสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (PO) ในจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ส่วนการออก ESG bond ในปี 68 เท่ากับ 208,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการออกเพิ่มขึ้นของรัฐบาลที่ยังคงเป็นผู้นำการออก ESG bond โดยในปี 2568 ได้หันมาออก Sustainability-linked Bond (SLB) เป็นหลักแทนการออก Sustainability bond ส่วนภาคเอกชนมีมูลค่าการออก SLB เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 68 ESG bond มีมูลค่าคงค้างรวมเท่ากับ 978,425 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย นอกจากนี้ด้านนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย 72,396 ล้านบาท ในปี 68 โดยเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 4 รวม 75,666 ล้านบาท รวมกับการขายสุทธิ 3,270 ล้านบาทในไตรมาส 3 ทำให้ ณ สิ้นปี 68 นักลงทุนต่างชาติมีการถือครองตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 9.18 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 5.12% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.09 ปี ลดลงจาก 8.66 ปีเมื่อสิ้นปี 67 
|