บลจ.กสิกรไทย มองโอกาสหุ้นไทยปีนี้แตะ 1,500 จุด จับตา ครม.ใหม่ เดินหน้านโยบายได้เร็วช่วยหนุน แย้ม AIMC นัดหารือ 13 ก.พ.นี้ ก่อนชงโครงการ TISA ต่อรัฐบาลชุดใหม่ นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ. กสิกรไทย) เปิดเผยในงา “2026 Strategic Investment: พลิกความผันผวนสู่โอกาสการลงทุน ว่า มองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ 1,450 จุด ภายใต้คำแนะนำ "คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral)" อย่างไรก็ตาม ยังติดตามการจัดตั้งรัฐบาล และโฉมหน้ารัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ เช่น กระทรวงการคลัง พาณิชย์ และต่างประเทศ หากเป็นรัฐมนตรีที่เป็นมืออาชีพ รวมถึงการวางนโยบายที่สามารถดำเนินได้เร็วมากเพียงใด ซึ่งหากออกมาดี มีโอกาสเห็นหุ้นไทยแตะระดับ 1,500 จุด "โฉมหน้ารัฐบาลในปีนี้ถือว่าเซอร์ไพร์สตลาด ในแง่ landslide ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงข้างมาก เช่นเดียวกับผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ซึ่งตลาดหุ้นญี่ปุ่นตอบรับบวกเกือบ 4% ส่วนหุ้นไทย 3.5% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นชอบสเถียรภาพ หากพรรคอันดับ 1 มีเสียงมากพอ ตลาดหวังจัดตั้งรัฐบาลอยู่ได้นาน และทีมรัฐมนตรีเป็นมืออาชีพจากคนข้างนอกเข้ามา อาจเป็นอีกสิ่ง ที่หุ้นไทยชอบ " นายวินกล่าว  นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยจาก MSCI เตือนตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ที่อาจพิจารณาปรับลดสถานะลงเป็นตลาดชายขอบ (frontier market) จากเดิมเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ (emerging market) ส่งผลให้เมื่อเทียบการลงทุนในหุ้นกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) เม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติจึงมีโอกาสไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย
สำหรับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เตรียมหารือถึงประเด็นการโครงการ "Thailand Individual Saving Account" หรือ TISA โครงการออม - ลงทุนส่วนบุคคลลดหย่อนภาษี ในช่วงวันศุกร์ที่ 13 ก.พ.นี้ เพื่อเสนอรายละเอียดนโยบายดังกล่าวต่อรับบาลชุดใหม่ เพราะมองว่าโครงการนี้จะช่วยเสริมให้ตลาดการลงทุนเติบโต ทังนี้ บลจ.กสิกรไทย เผยบทวิจัย KAsset Capital Market Assumptions (KCMA) ปี 2569 ร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management เสนอกรอบมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนระยะยาว 10-15 ปี คาดพอร์ตการลงทุนทั่วโลกครอบคุลมสินทรัพย์กว่า 100 ประเภท ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 6.4% ต่อปี และตราสารหนี้กลับมามีบทบาทมากขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง คาดเติบโตเฉลี่ย 2.1% ต่อปี ด้านเงินเฟ้อคาดเฉลี่ย 1.2% และตลาดทุนพึ่งพาเงินปันผลเป็นหลัก จึงแนะผู้ลงทุนกระจายการลงทุนไปต่างประเทศและสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในระยะยาว 
|