สรุป Earning Call : FPT รับปี 69 รายได้ทรงตัว พิษยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง-หนี้ครัวเรือนสูง เล็งขายสินทรัพย์เข้า FTREIT เพิ่ม Q4

รูป สรุป Earning Call : FPT รับปี 69 รายได้ทรงตัว พิษยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง-หนี้ครัวเรือนสูง เล็งขายสินทรัพย์เข้า FTREIT เพิ่ม Q4

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 พ.ค. 69 17:05 น.

FPT คาดรายได้ปี 69 ทรงตัว เซ่นพิษอสังหาฯ แข่งดุ-ยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง หนี้ครัวเรือนยังสูง แม้ตุน Backlogในมือ 1.3 พันลบ. ด้านนิคมฯ ARAYA แย้มครึ่งปีหลังยังมีลูกค้ารายเล็กทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร โภคานุกรม CFO บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT เปิดเผยในงาน Earning Call ในวันนี้ว่า บริษัทคาดการณ์รายได้ในปี 2569 จะอยู่ในลักษณะทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากเผชิญกับสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง

ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) มูลค่ารวม 1,385 ล้านบาท โดยยอมรับว่าในขณะนี้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จากธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ซึ่งบริษัทกำลังเร่งประสานงานและร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันและสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถผ่านการอนุมัติสินเชื่อและเกิดการโอนกรรมสิทธิ์ให้ได้ตามเป้าหมาย

สำหรับภาพรวมสภาวะตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน มีการแข่งขันที่รุนแรงสะท้อนผ่านข้อมูลของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ประกาศออกมา ซึ่งพบว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับปัจจัยกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวกลับมาอย่างเต็มที่ ทำให้คาดว่าภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ยังคงมีความท้าทายค่อนข้างมาก

แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะไม่โดดเด่นเท่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เนื่องจากโครงการนิคมอุตสาหกรรม ARAYA ยังมียอดโอนอย่างต่อเนื่อง แต่ปริมาณจำนวนไร่อาจจะน้อยลง เนื่องจากมีการเร่งโอนในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังการผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อม (EIA) และแบ่งโฉนดได้

“ขึ้นอยู่กับผลประกอบการทั้งฝั่งบ้าน ซึ่งหากพอที่จะกลับมาได้บ้าง คาดหวังว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย”นายเกรียงไกร กล่าว

ส่วนแผนการขายทรัพย์เข้ากอง FTREIT ยังเป็นเรื่องที่ FPT ดำเนินการอยู่ โดยปีนี้ยังมีการหารืออยู่ เพื่อประเมินสินทรัพย์ว่าจะมีทรัพย์ตัวไหนบ้าง โดยจะวางไว้ประมาณไตรมาส 4 แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสินทรัพย์

สำหรับโครงการ ARAYA มีพื้นที่ทั้งหมด 4,600 กว่าไร่ โดยหลังพัฒนาแล้วจะเหลืออยู่ที่ประมาณ 3,800 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขยายเขตนิคมเพิ่มเติม

“ตอนขออนุญาตนิคม ARAYA เฟสแรก 1,800 ไร่ และทำเรื่องขยายอยู่ ซึ่งหากขยายได้ พื้นที่ทั้งหมดก็จะเป็น 3,800 ไร่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี ในการดำเนินการที่ตรงนี้ให้หมด โดยโครงการนี้ร่วมกับพันธมิตรของบริษัท โดยการพัฒนานิคมฯ เป็นสิ่งที่บริษัทไม่เคยทำมาก่อน เคยทำแต่คลังสินค้าและโรงงานให้เช่า ดังนั้นพันธมิตรนำมาซึ่งความเชี่ยวชาญในการพัฒนาที่ดินพื้นดังกล่าว จึงเป็นการร่วมทุนกับ 3 บริษัท”นายเกรียงไกร กล่าว

นางสาวพนิตพิชา ฐิติพัฒนะกูล Senior Manager-Investor Relations FPT กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 2,830 ล้านบาท ลดลง 7% ขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่ 1,268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 475.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนธุรกิจโรงงานให้เช่า ปัจจุบันมีการดำเนินงานใน 3 ประเทศ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ณ ​สิ้นไตรมาส 2 อัตราการเช่าอยู่ที่ 92% อายุสัญญาเฉลี่ย 2.56 ปี โดยประเทศไทยยังเป็นตลาดหลัก ขณะที่อินโดนีเซียมีโอกาสเติบโตได้มาก ขณะที่เวียดนามยังคงมีอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่ง ส่วนทรัพย์สินภายใต้ FPT 1.15 ล้านตารางเมตร และ FTREIT 2.37 ล้านตารางเมตร

แผนพัฒนาโครงการในปีนี้ ในไทยมีทั้งหมด 5 โครงการ พื้นที่รวม 160,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย Garnet สมุทรสาคร พื้นที่ 65,000 ตารางเมตร โดยสร้างให้กับอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2569 โครงการ Zinnia Plot 1-3 บางพลี 43,000 ตารางเมตร โครงการ BTF วังน้อย 17,000 ตารางเมตร โครงการ Zinnia Plot 4 14,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2570 เป็นต้น

ส่วนโครงการในต่างประเทศมี 2 โครงการประกอบด้วย 1.RBW Block B2&D 16,000 ตารางเมตร ในอินโดนีเซีย 2.โครงการในเวียดนาม โดยทั้ง 2 โครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า

ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมปัจจุบันมี 2 โครงการ ประกอบด้วย ARAYA ที่บางนาพื้นที่ 4,631 ไร่ โดยตั้งเป้าเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีพื้นที่ 20,000 ตารางเมตรที่จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ขณะที่ไตรมาสที่ผ่านมา เริ่มโอนที่ดินและรับรู้รายได้ 420 ไร่ ซึ่งบริษัทมีแผนขยายพื้นที่นิคมเพิ่มเติมให้ได้ 3,800 ไร่ โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดขายได้ในช่วงต้นปีหน้า

“โครงการที่ ARAYA ยังมีลูกค้าที่อยู่ระหว่างเจรจา ซึ่งเป็นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นGrowth ของประเทศไทยด้วย ส่วนอีกโครงการเพิ่งได้รับพื้นที่ คือ โครงการที่ชลบุรี หนองเสือช้าง”นางสาวพนิตพิชา กล่าว

นางสาวอภิญญา อัศวศรีศิลป์ AVP Investor Relations กล่าวว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยค่อนข้างตึงตัว จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยปัจจุบันมีโครงการรวม 73 โครงการ ประกอบด้วย โครงการในกรุงเทพฯ 61 โครงการและในต่างจังหวัด 12 โครงการมีมูลค่า Available for sale 50,115 ล้านบาท

สำหรับสัดส่วนรายได้ มาจากบ้านเดี่ยว 49% ทาวน์โฮม 33% บ้านแฝด 17% และคอนโดมีเนียม 1% โดย ณ สิ้นเดือน มี.ค. มี Backlog รวมทั้งสิ้น 1,340 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 1,206 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 134 ล้านบาท

ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้บริษัทเตรียมที่จะเปิดอีก 2 โครงการใหญ่ มูลค่า 2,800 ล้านบาท ประกอบด้วย GOLDIA งามวงศ์วาน-ประชาชื่น มูลค่าโครงการ 450 ล้านบาท จำนวน 93 ยูนิต และ GUTE สาทร มูลค่าโครงการ 2,375 ล้านบาท จำนวน 88 ยูนิต

อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย