SIRI ปักธงผู้นำ "Green Loan" หลังคว้าสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม มูลค่า 4,000 ลบ. จาก KBANK เร่งพัฒนาคอนโด 3 โครงการใหม่ พร้อมชูรายแรกของแบงก์กสิกรไทยที่ใช้เกณฑ์การประเมินตาม Thailand Taxonomy นางจริยา จันทร์เจิดศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่าบริษัทได้ประสบความสำเร็จในการคว้าสินเชื่อเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) มูลค่า 4,000 ล้านบาท จากธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK เพื่อใช้ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมใหม่ 3 โครงการของแสนสิริ ซึ่งถือเป็นบริษัทรายแรกของธนาคารที่ใช้เกณฑ์การประเมินสินเชื่อสอดคล้องตาม Thailand Taxonomy ที่เข้มข้นด้วยกลไกตรวจสอบระดับสากล 
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ประกอบไปด้วย 1.โครงการพีทีวาย เรสซิเดนซ์ สาย 1 พัทยา มูลค่าโครงการ 3,600 ล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างเสร็จภายในปี 70 หลังปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 90% , 2.โครงการเดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเด้นซ์ หัวหิน มูลค่าโครงการ 4,700 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างเสร็จปลายปี 69 โดยปัจจุบันมียอดขายแล้ว 35% , และ 3.โครงการไวด์เด็น บาย แสนสิริ นางลิ้นจี่ มูลค่าโครงการ 3,200 ล้านบาท คาดก่อสร้างเสร็จในปี 71 โดยปัจจุบันมียอดขายแล้วประมาณ 50% ขณะที่หัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการเหล่านี้โดดเด่น คือการออกแบบระบบพลังงานและสุขาภิบาลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจคือการสามารถ ลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาลงได้ถึง 25–35% ในระยะยาว ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น "แสนสิริเริ่มต้นจากการวางรากฐานกระบวนการคิดใหม่ทั้งหมด มาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างของแสนสิริในยุคปัจจุบันจึงถูกหล่อหลอมด้วยความใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรอย่างมีคุณภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการขยะจากการก่อสร้าง การบำบัดน้ำเสียอย่างเป็นระบบ ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่สีเขียวที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อคืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติและชุมชนรอบข้าง" นางจริยา กล่าว สำหรับประโยชน์ที่บริษัทได้รับจากสินเชื่อ Green Loan คือ อัตราดอกเบี้ยจากธนาคารที่ลดลง ซึ่งบริษัทพยายามรักษาสมดุลด้านต้นทุน โดยนำส่วนต่างที่ได้รับจาก Green Loan มาเป็นจุดแข็งในการพัฒนาพื้นที่ใช้สอยและด้านความยั่งยืนให้แก่ลูกค้าของบริษัท นายชัยรัตน์ ธรรมชน Landscape Architecture SIRI เชื่อว่าความยั่งยืนต้องมาพร้อมกับความอยู่สบาย จึงนำองค์ประกอบด้านการออกแบบมาแก้ปัญหาความร้อนและสภาพอากาศจริงในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ สำหรับ WIDEN by Sansiri และ PTY Residence Sai 1 เน้นนวัตกรรมที่ช่วยให้ตัวอาคาร 'หายใจได้' และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ตั้งแต่การติดตั้ง Solar Cell ในพื้นที่ส่วนกลาง การใช้ไฟ Solar Light เพื่อความปลอดภัยที่ไร้ต้นทุนพลังงาน ไปจนถึงการรังสรรค์ Roof Garden ที่ช่วยลดความร้อนสะสมก่อนเข้าสู่ตัวอาคาร รวมถึงการเลือกใช้ Permeable Pavement หรือวัสดุให้น้ำซึมผ่านได้ เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมขังและคืนน้ำสู่ดินอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนโครงการ Low-rise สำหรับ The Standard Residences Hua Hin ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณให้เข้ากับวิถีชีวิตริมชายทะเล โดยเน้นการเปิดพื้นที่โล่งให้สัมพันธ์กับทิศทางลมธรรมชาติ เลือกใช้วัสดุพื้นผิวที่ช่วยระบายน้ำและพลังงานทางเลือกในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้การอยู่อาศัยกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัวมากที่สุด อย่างไรก็ตามแม้ว่าวิธีการคำนวณและเทคนิคที่นำมาใช้ในแต่ละโครงการจะมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของอาคาร โดย High-rise จะเน้นประสิทธิภาพของระบบรวมอาคาร (Building System) ส่วน Low-rise จะเน้นการออกแบบสถาปัตยกรรมและพฤติกรรมการใช้พลังงานในระดับครัวเรือน แต่ทุกโครงการของแสนสิริล้วนตั้งอยู่บนฐานคิดเดียวกันคือ การสร้างที่อยู่อาศัยคาร์บอนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและตรวจสอบได้จริง แนวทางทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่บทพิสูจน์ความสำเร็จของการทำ Green Loan แต่คือคำมั่นสัญญาของแสนสิริที่จะสร้าง คุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีขึ้น ผ่านการออกแบบเพื่อให้อากาศถ่ายเท ตัวอาคารที่ไม่ร้อน และระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดภาระของผู้อยู่อาศัยและสร้างผลดีต่อโลกอย่างยั่งยืน นอกจากนี้แสนสิริเป็นรายแรกที่นำค่า Emission Intensity (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบระดับสากล สิ่งนี้สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก |