คลังลุย “ไทยช่วยไทย พลัส”-ขยายเพดานค้ำกู้เงินกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนลบ. จ่อชงครม.นัดแรกทันที

รูป คลังลุย “ไทยช่วยไทย พลัส”-ขยายเพดานค้ำกู้เงินกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนลบ. จ่อชงครม.นัดแรกทันที

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -31 มี.ค. 69 17:06 น.

“เอกนิติ” เตรียมออกชุดมาตรการ ผ่าน “ไทยช่วยไทย พลัส” ผนึก คนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการ พร้อมกางแผนอุ้มกองทุนน้ำมัน จ่อขยายเพดานก่อหนี้เพิ่มเป็น 1.5 แสนล้าน คาดกระทบหนี้สาธารณะแค่ 1%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตราคาพลังงานโลก โดยจะปรับแนวทางจากการอุดหนุนราคาพลังงาน มาเป็นการช่วยเหลือตัวบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียด

-คาดว่าจะเสนอแพ็กเกจมาตรการต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐบาล และแถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อย โดยมาตรการนั้นจะพิจารณาควบคู่กับฐานะการคลัง และการใช้เครื่องมือทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต

“วันนี้เราเห็นว่า เป็นวิกฤตพลังงานที่รุนแรงทั้งโลก ราคาปรับเพิ่มขึ้น 200 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เรายังใช้กองทุนน้ำมันเพื่อพยุงราคา เราเห็นว่า ราคาน้ำมันเราขึ้นช้ากว่าประเทศต่างๆ เพราะเราใช้การอุดหนุน แต่เราต้องเตรียมพร้อม สำหรับโลกวิกฤตที่คราวนี้คงไม่สั้น ต้องช่วยคนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งปลัดกระทรวงการคลัง และ สศค. จะเตรียมมาตรการช่วยไปอุดหนุนที่คน แทนที่จะอุดหนุนที่ราคา เราต้องช่วยคนเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง”นายเอกนิติ กล่าว

คลังจ่อชง “ไทยช่วยไทย พลัส” ผนึกคนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการ

-ในการประชุม ครม.นัดแรก กระทรวงการคลัง จะเสนอ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งจะผลานโครงการคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย และช่วยเหลือทั้งประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย โดยคาดว่าจะสามารถใช้โครงการดังกล่าวได้ภายในเดือน พ.ค.​นี้

-โครงการดังกล่าวจะนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการใช้จ่าย เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายย่อย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กันไป

-สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ได้ประเมินฉากทัศน์แล้วว่า น่าจะอยู่ในฉากทัศน์ที่ 2 ที่คาดว่าจะจบได้ภายใน 3-4 เดือน ซึ่งขณะนี้มีความเป็นไปได้สูง ทำให้ต้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน พร้อมย้ำว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นรายได้ของรัฐ และการอุดหนุนราคาพลังงานอาจไม่ตอบโจทย์ประชาชนทุกกลุ่ม

“วันนี้เราต้องช่วยคนเป็นหลัก ไม่ใช่อุ้มราคา เพราะไม่ใช่ทุกคนใช้รถ ดังนั้นการใช้เครื่องมือทั้งกองทุนน้ำมันและภาษี ต้องดูความเหมาะสม แต่เป้าหมายคือช่วยประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

-ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน วันนี้ต้องดูประกอบกัน เพราะวันนี้เงินทุกบาททุกสตางค์เป็นภาษีประชาชน ดังนั้นจะทุ่มทุกอย่าง เข้าไปอุ้มราคาน้ำมัน มันก็จะทำให้ไม่สามารถช่วยคนที่เดือดร้อนได้ ไม่ใช่ทุกคนมีรถใช้ จริงๆ วันนี้ เราต้องช่วยคน เป็นหลัก ไม่ใช่อุ้มราคา เบื้องต้น วันนี้ รายได้ ณ ที่ผ่านมายังเข้าเป้า ฐานะทางการคลัง ยังพอรับได้ แต่รายละเอียด คงต้องดูก่อน

กองทุนน้ำมันจ่อขยายเพดานหนี้แตะ 1.5 แสนล้าน

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยืนยันความจำเป็นในการดูแลราคาน้ำมันเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยระบุว่าหากไม่มีการแทรกแซง ราคาน้ำมันในปัจจุบันอาจพุ่งสูงถึงลิตรละกว่า 50-59 บาท

-ประเทศไทยมีเครื่องมือหลัก 2 ส่วนคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และ ภาษีสรรพสามิต โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันรับภาระดูแลอยู่ถึง 19 บาทต่อลิตร ในขณะที่ภาษีสรรพสามิตมีสัดส่วนเพียง 6-7 บาทเท่านั้น ซึ่งกองทุนน้ำมันถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในการบริหารจัดการราคาไม่ให้ผันผวนตามตลาดโลก

-ล่าสุด กองทุนน้ำมัน ได้ส่งทำเรื่องถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขยายเพดานการก่อหนี้จากเดิมไม่เกิน 40,000 ล้านบาท เป็น 150,000 ล้านบาท เพื่อให้กองทุนน้ำมันมีสภาพคล่องเพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องออกเป็น พระราชกฤษฎีกา

“ปัจจุบันกองทุนฯ มีภาระหนี้อยู่ราว 46,000 ล้านบาท แต่เคยแบกรับภาระสูงสุดถึง 130,000 ล้านบาทในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมาแล้ว ทั้งนี้ การกู้เงินเพิ่มดังกล่าวจะกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพียงประมาณ 1% เท่านั้น”นายลวรณ กล่าว

“การจะลดภาษีสรรพสามิตมันก็ทำได้ แต่ก็แค่ไม่เท่าไหร่ แต่สุดท้ายจะทำอย่างไรก็ขึ้นอยู่รัฐบาลชุดใหม่ ไปประกอบการพิจารณา การบริหารราคาน้ำมันสุดท้าย ขึ้นอยู่ว่าจะใช้กองทุนน้ำมัน หรือ ภาษี แต่อยู่ที่ราคาสุดท้าย ว่าอยากให้อยู่กี่บาท ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาล”นายลวรณ กล่าว

-ส่วนโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" คาดใช้ พ.ค. นี้ เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนคือมาตรการเยียวยาประชาชน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดเพื่อให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มีอยู่ โดยจะเป็นการเปิดลงทะเบียนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน

-ในครั้งนี้ จะมีการเชื่อมโยงระบบ โดยการรวมร้านค้าจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ร้านธงฟ้า) และร้านค้าคนละครึ่ง (SME/ร้านค้าย่อย) เข้าด้วยกันเป็นวงเดียว โดยตั้งเป้าเปิดให้เริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดภายใน เดือนพฤษภาคม

-ส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 สำนักงบประมาณยืนยันว่าการจัดทำงบประมาณจะไม่ล่าช้าและสามารถเริ่มใช้ได้ตามปกติในเดือนก.ย.นี้

“วันนี้กระทรวงการคลังกำลังทำเรื่อง คนละครึ่งนี้อย่างเต็มที่ และจะเสนอครม.โดยเร็วที่สุด และคาดว่า ในเดือน พ.ค.จะใช้ได้ ซึ่งชื่อจะเป็นไทยช่วยไทย พลัส เป็นการเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันด้วย และจะเป็นการบรรเทาภาระให้กับประชาชนด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้ลงทะเบียนใหม่หมด โดยต้องดูเงินทั้งหมดที่มี ว่าจะกี่คน เท่าไหร่ ส่วนงบประมาณ 2570 ยืนยันว่า จะไม่ล่าช้าแน่นอน เนื่องจากได้รัฐบาลเร็ว”นายลวรณ กล่าว


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย