โบรกฯ สรุปผลงานกลุ่มแบงก์ไตรมาส 4/68 ทำกำไรต่ำกว่าคาด จากวัฎจักรดอกเบี้ยขาดลง และสินเชื่อชะลอตัว มองแนวโน้มปี 69 กำไรกลุ่มแบงก์ใหญ่ยังน่าห่วง คาดชะลอตัว 4% พร้อมจับตาการ Rotation Sector จากตลาด หลังประกาศงบเสร็จสิ้นแล้ว - ASPS มองกำไร Q4/68 ต่ำกว่าคาดจาก OPEX
บล.เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (8 ธนาคาร) งวด 4Q68 อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท (-23% QOQ, -6% YOY) น้อยกว่ากว่าฝ่าย วิจัยคาด 8% และ BB CONSENSUS ราว 7% จาก BBL, BAY, SCB, KBANK ส่วน TISCO และ KTB ตาม ตลาดคาด มี KKP กับ TTB ดีกว่าตลาดคาด ในเชิง QOQ การชะลอตัวของกำไรฯ หลักๆ มาจาก OPEX ตาม ฤดูกาลของ ธ.พ. ใหญ่ ด้าน YOY เพราะ NII ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง โดยมีเพียง KKP รายงานกำไรฯ โต 6% QOQ และ 22% YOY หนุนด้วยผลขาดทุนรถยึดต่ำลง สินเชื่อกลุ่มฯ ณ สิ้นงวด 4Q68 เพิ่ม 1.3% QOQ (-1.1% YOY) ซึ่ง ธ.พ. ที่มีสินเชื่อโต QOQ และ YOY ได้แก่ KTB (+ 5% QOQ, 0.5% YOY) เพราะสินเชื่อรัฐบาล และ TISCO (+ ราว 2% QOQ และ YOY) หลังกลับมาปล่อย สินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งได้ประโยชน์ยามต้นทุนการเงินลดลง ส่วน NII กลุ่มฯ ที่ 1.6 แสนล้านบาท (-2% QOQ, - 8% YOY) หลัง NIM กลุ่มฯ ลง 10 BPS QOQ และ 40 BPS YOY กดดันจาก ธ.พ. ใหญ่ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง NON-NII กลุ่มฯ ที่ 7.3 หมื่นล้านบาท ลดลง 15% QOQ (+16% YOY) จาก TRADING INCOME (FVTPL + กำไรจากการขายเงินลงทุน) ราว 1.6 หมื่นล้านบาท ต่ำลง 49% QOQ (+39% YOY) หลังกำไรจากการขายตรา สารหนี้ลดลง (KTB, BBL) ตาม BOND YIELD ที่ปรับตัวขึ้น ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมฯ กลุ่มฯ ราว 4.4 หมื่นล้าน บาท (+5% QOQ, + 8% YOY) เพราะ BANCA และ WEALTH ส่วนเชิง YOY มีผลจากการที่ TTB เข้าซื้อ TNS และ BAY รวมงบการเงินกับ TIDLOR 22 January 2026 ภายใต้ภาวะการหารายได้เป็นไปอย่างจำกัดของ ธ.พ. ใหญ่ ทำให้การบริหารจัดการ OPEX เป็นตัวเข้ามาลดทอน ผลกระทบ โดย COST TO INCOME RATIO (CIR) กลุ่มฯ ที่ 48% เพิ่มจาก 43% งวดก่อน ตามฤดูกาล และ 47% งวดเดียวกันปีก่อน ซึ่งใน ธ.พ. ใหญ่ มีเพียง KTB และ SCB ที่ดีขึ้น YOY และโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ อยู่ที่ 41% (4Q67 ราว 45%) และ 42% (4Q67 ที่ 43%) ตามลำดับ ส่วน CREDIT COST กลุ่มฯ ที่ 1.5% ลดจาก 1.6% งวด ก่อน (4Q67 ราว 1.5%) จาก BBL, KKP, TISCO และ TTB ตามคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในการควบคุม โดย NPL / LOAN กลุ่มฯ อยู่ที่ 3.7% เทียบกับ 3.8%ณ สิ้นงวดก่อน (เพิ่มจากสิ้นปี 2567 ที่ 3.6% ตามมูลหนี้ NPL ปรับขึ้น 1% YOY และฐานสินเชื่อลดลง) โดย ธ.พ. ที่ระดับ NPL ดีขึ้นทั้ง QOQ และ YOY คือ KTB กับ TISCO ด้าน COVERAGE RATIO ราว 189% เทียบ 185% ณ สิ้นงวดก่อน (สิ้นปี 2567 ที่ 181%) ซึ่ง BBL (324%) กับ KTB (200%) สูงเป็น 2 อันดับแรกของกลุ่มฯ จะมีกันชนเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคมากกว่ากลุ่ม ฯ 
- มองแนวโน้มปี 69 กำไรแบงก์ใหญ่ชะลอตัว 4% ตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง
ภาพรวมกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 2.6 แสนล้านบาท (+3.5% YOY จาก TRADING INCOME และ CREDIT COST) ส่วนแนวโน้มกำไรฯ กลุ่มฯ ปี 2569 ชะลอตัว 4% YOY จาก ธ.พ. ใหญ่ ตามวัฎจักรดอกเบี้ย ในทางตรงข้าม ทิศทางกำไรฯ ของ ธ.พ. ขนาดกลาง อย่าง TISCO กับ KKP ขยายตัวเด่นกว่ากลุ่มฯ ราว 2% รับประโยชน์จาก LOAN SPREAD กว้างขึ้น ตามวงจรดอกเบี้ย และมองว่าค่าธรรมเนียมฯ เติบโตได้จาก BANCA และธุรกิจ WEALTH ความเห็นการลงทุน เนื่องด้วยกำไรฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด อาจนำไปสู่การทำ SECTOR ROTATION จากตลาด หลังราคาปรับขึ้นมาก่อนหน้า จึงมองว่าแรงขับเคลื่อนราคาหุ้นในกลุ่มฯ ระยะถัดไปจะมาจากการเข้าช่วงประกาศ จ่ายปันผลช่วง ก.พ. เลือก ธ.พ. ที่มี ROE สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ (8%) และส่งมอบกำไรฯ ใกล้เคียงตลาดคาดได้ ต่อเนื่อง สะท้อน EARNING VISIBILITY สูง โดย ธ.พ. ใหญ่ ชอบ KTB (ROE ราว 10%) และ ธ.พ. ขนาดกลาง อย่าง TISCO (ROE ที่ 16%) รวมทั้ง KKP ที่กำไรฯ เติบโตได้ดีกว่ากลุ่มฯ มีโอกาสที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวได้ดีกว่า กลุ่มฯ ในระยะถัดไป - Upside หุ้นไทยเริ่มจำกัด หลังกลุ่มแบงก์ประกาศงบต่ำกว่าคาด
บล.พาย มองว่า Upside หุ้นไทยอาจเริ่มจำกัดมากขึ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนเพราะกลุ่มธนาคารทยอยประกาศผลประกอบการออกมาพบว่าออกไปในทิศทางใกล้เคียงคาดการณ์หรือต่ำกว่าคาดการณ์ มีเพียง KKP ที่มากกว่าคาดการณ์ โดย (SCB -13%YoY KBANK -5%YoY , BBL -26%YoY TTB +3%YoY KKP +26%YoY ในช่วงเวลา 4Q25) ซึ่งจะพบว่าส่วนใหญ่กำไรลดลงเทียบกับปีก่อน และที่สำคัญกว่านั้นคือสินเชื่อส่วนใหญ่ขยายตัวต่ำหรือลดลงจากไตรมาสก่อนบ่งชี้ถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยรวมไปถึงอุปสงค์ในประเทศ - ยูโอบี มอง การ Rotation จากลุ่มหลังงบออก
บล.ยูโอบี สรุปผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (11 แห่ง) รายงานกําไรปี 2568 รวม 213,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +3.31% YoY โดยสํารองหนี้เสียรวม 188,508 ล้านบาท (-5.59%) แม้จะปรับขึ้นโดดเด่นในปีก่อน แต่เรามองช่วงสั้นเงินมีโอกาสหมุนออกจากกลุ่ม ธนาคาร เนื่องจาก 1) ราคาหุ้นที่ปรับขึ้น รับรู้ปัจจัยบวกเกี่ยวกับการเพิ่มอัตราการจ่ายเงิน ปันผล, การซื้อหุ้นคืน รวมถึงการใกล้สิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงไปพอสมควรแล้ว 2) ผล ประกอบการปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เนื่องจากคาดก้าไรจากการลงทุนจะลดลง หลังผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มปรับตัวขึ้น 3) ผลประกอบการช่วงสั้นในครึ่งปีแรก ยังมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากโมเมนตัมเศรษบกิจที่ชะลอในครึ่งปีแรก 
|