| GCAP GOLD เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ‘GCAP GOLD x Butterbear’ หลังคอลแลป “น้องเนย” หวังเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มรายย่อยมากขึ้น พร้อมยกระดับการสะสมสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ประเมินทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นระยะยาว ลุ้นทองไทยมีโอกาสพุ่งแตะ 1 แสนบ. นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) เปิดเผยว่า GCAP GOLD เปิดตัวโปรเจกต์ Collaboration สุดคิวท์ระหว่าง “GCAP GOLD x Butterbear” ครั้งแรกของประเทศไทย ที่พร้อมพลิกคอนเซปต์ “เปลี่ยนสินทรัพย์ทองคำ ให้เป็นความสุขที่สะสมได้” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างมูลค่าของทองคำแท้เข้ากับความน่ารักระดับปรากฏการณ์ของน้องเนยเพื่อสร้างสรรค์คอลเลกชัน ทองคำสุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เติมเต็มความสุขให้กับเหล่านักสะสมและแฟนคลับโดยเฉพาะ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าจะมียอดขายจำนวน 100,000 ชิ้นภายในปีนี้ หลังจากมีการเปิดตัวและวางจำหน่ายคอลเลกชันพิเศษ “GCAP GOLD x Butterbear” ในช่วงระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามียอดขายแล้วกว่า 20,000 ชิ้น เนื่องจากได้รับกระแสตอบรับจากนักลงทุนรุ่นใหม่มัมหมี-ด้อมน้องเนยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของทุกเจนเนอเรชัน ขณะที่การทำคอลเลกชันพิเศษในครั้งนี้ คิดว่าเป็นการปรับภาพลักษณ์ใหม่มาสู่กลุ่มนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น จากเดิมที่เน้นลูกค้ากลุ่มรายใหญ่หรือร้านทอง โดยบริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้ารีเทล (รายย่อย) ให้เพิ่มขึ้นระดับ 35-40% ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนลูกค้ารายย่อยราว 20% ของปริมาณขายทั้งหมด ส่วนคอลเลกชัน “GCAP GOLD x Butterbear”ครั้งนี้ มีทั้ง การ์ดทองคำแท่ง ดีไซน์ลวดลายน้องเนยในท่าทางสุดคิวท์ , เหรียญทองคำแท่ง ซึ่งครั้งแรกของ GCAP GOLD กับเหรียญทองคำ Butterbear ความน่ารักที่ออกแบบมาเฉพาะโปรเจกต์นี้ , Sweet Moments Collection Box Set หรือเซตพรีเมียมที่รวบรวมโมเมนต์ความเลอค่า และความน่ารักของน้องเนยไว้ในกล่องเดียว ออกแบบมาเพื่อเป็นไอเทม ฮีลใจให้มัมหมีได้รับความสุขแบบจัดเต็ม และJewelry Collection คอลเลกชันเครื่องประดับทองคำที่ออกแบบมาให้สวมใส่ได้อย่างน่ารักสดใสในทุกวัน โดยสามารถซื้อได้แล้วที่แอปพลิเคชัน ME GOLD by GCAP GOLD และ www.gcap.co.th และช่องทางออนไลน์ชั้นนำทั้ง LINE Shopping, Shopee, Lazada, Tiktok, และ All Online (7-Eleven) โดยท่านใดอยากรับด้วยตัวเองสามารถรับได้ที่สำนักงานใหญ่ เฉพาะสั่งผ่านแอปพลิเคชัน ME GOLD by GCAP GOLD เท่านั้น รวมทั้งยังสามารถเลือกชมสินค้าได้ที่ร้านทองชั้นนำทั่วประเทศอีกด้วย นายชัยวัฒน์ สามัคคีนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) กล่าวว่ามุมมองต่อภาพรวมการลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ ที่มีคุณสมบัติ เคลื่อนไหวสวนทางกับสินทรัพย์ประเภทอื่น โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์ในระยะสั้น การมีทองคำ ในพอร์ตการลงทุนจึงช่วยลดความผันผวนโดยรวมได้ และถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ขาดไม่ได้เมื่อพูดถึงการกระจายความเสี่ยง สำหรับผู้เริ่มต้นทองคำมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งสภาพ คล่องสูง และมีประวัติผลตอบแทนระยะยาวที่น่าประทับใจ เป็นที่คุ้นเคยในวงกว้างสำหรับคนไทย รวมถึงสามารถเริ่ม ต้นลงทุนได้ด้วยเงินเพียงหลักร้อยบาท แม้ว่าราคาทอง จะปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากระดับ 20,000 บาท สู่ 40,000–60,000 บาท และมักมีคำถามว่า "ยังซื้อได้อยู่ไหม" ก็ยังคงเกิดขึ้นในทุกระดับราคา จากประวัติศาสตร์ของทองคำการลงทุนในระยะยาวถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับราคาปัจจุบันก็ยังคงมีเหตุผลรองรับ ด้านทิศทางราคา GCAP GOLD มองว่าทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะยาว โดยมีการสะสมของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ ขณะที่ในระยะสั้นยังมีแรงกดดันจากการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯอยู่บ้าง “ปัจจุบัน GCAP GOLD มีแอปพลิเคชัน ME GOLD by GCAP GOLD ที่เริ่มต้นออมทองได้ตั้งแต่ 100 บาท และสามารถถอนทองคำจริงได้ สำหรับผู้ที่ไม่เคย ลงทุนมาก่อน แนะนำให้เริ่มจากจำนวนเล็กน้อย เช่น เทียบเท่าค่าอาหารนอกบ้านเพียง 1 มื้อ” นายชัยวัฒน์ กล่าว นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้าทีมวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD กล่าวว่าแนวโน้มราคาทองคำไทยปีนี้อยู่ในช่วงของการพักฐาน หลังจากปรับตัวขึ้นมารุนแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันราคาย่อตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 69,000 -70,000 บาท โดยประเมินว่าหากไม่หลุดแถว 60,000 บาท น่าจะเริ่มไซด์เวย์ในกรอบ 60,000 - 75,000 บาทนี้ก่อน และเริ่มสร้างฐานก่อนปรับตัวขึ้นอีกรอบหนึ่ง โดยปัจจัยบวกมาจากสงคราม ซึ่งสงครามรอบนี้มีติ่งที่เข้ามาพวงคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและทำให้เงินเฟ้อตามขึ้นมาด้วย จึงทำให้มีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบสำหรับราคาทองคำ แต่หากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านมีความชัดเจนมากขึ้นต่อเนื่องและตกลงกันได้มองทิศทางทองคำก็น่าจะฟื้นตัวขึ้นและราคาเงินเฟ้อน่าจะไม่บูมไปมาก ขณะที่มองว่าราคาทองคำที่แถวระดับ 5 หมื่นปลายๆถึงระดับ 6 หมื่นบาทน่าสะสมเก็บได้ ส่วนราคาทองคำจะขึ้นไปถึงจุดไหนมองว่าหากยืนที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเงินไทยมูลค่า 75,000 - 78,000 บาทได้ ปลายปีนี้ก็มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปถึง 80,000 - 81,000 บาท อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยบวกใหม่ๆเข้ามาโดยเฉพาะสงครามที่ไม่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับน้ำมันและเงินเฟ้อให้ตลาดกลัว เช่น สมมุติมีสงครามแถวไต้หวันกับจีนหรือจุดอื่นๆที่รอปะทุอยู่แล้ว คาดราคาทองคำจะวิ่งได้เร็วเหมือนกับช่วงมีสงครามรัสเซียและยูเครนได้ ส่วนราคาทองคำไทยที่มีโอกาสพุ่งไปแตะระดับ 100,000 บาท มองว่าทางเทคนิคยังมีโอกาสได้เห็น เพราะเงินบาทมีโอกาสอ่อนลงไปเรื่อยๆ แต่ยังคงไม่ใช่เร็วๆนี้ ซึ่งอาจค่อยๆไต่ไปก่อน เพราะสเต็ปแรกราคาทองคำต้องยืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ให้ได้ก่อน และสเต็ปที่สองหากขึ้นไปเหนือ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้จะไปถึงระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์หรือคิดเป็นราคาทองไทย 81,000 บาท "หากราคาทองคำขึ้นทำราคาสูงสุดใหม่แถว 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินบาทยังยืนแถว 32-33 บาทต่อดอลลาร์ คาดราคาทองคำไทยจะเกือบถึงระดับ 100,000 บาทได้" นางสาวอารีรัตน์ กล่าว |