หุ้น Hitachi ถูกจับตามองอย่างหนักในตลาดทุนญี่ปุ่น หลังบริษัทมีเงินสดสะสมมากจนแทบไม่มีหนี้สุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี แต่ราคาหุ้นกลับไม่ตอบสนองเชิงบวกตามที่คาดไว้ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่าเงินสดจำนวนมากยังไม่สามารถแปลเป็นการเติบโตของกำไรและ ROE ได้อย่างชัดเจน แม้บริษัทจะประกาศซื้อหุ้นคืนครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ก็ตาม
ตลาดไม่ได้มองแค่เงินสด แต่ดูว่าทุนสร้างผลตอบแทนได้แค่ไหน
Hitachi ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 500,000 ล้านเยน ซึ่งนับเป็นการซื้อหุ้นคืนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทเคยทำมา อย่างไรก็ตาม ตลาดตอบรับค่อนข้างเย็นชา โดยราคาหุ้นในวันถัดมาร่วงลงไปมากสุด 6% จากวันก่อนหน้า และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของปีนี้ราว 20% ภาพดังกล่าวชี้ชัดว่านักลงทุนไม่ได้พอใจเพียงความแข็งแกร่งของงบดุลอีกต่อไป แต่ต้องการเห็นว่าเงินสดจะถูกนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริงหรือไม่
ประเด็นสำคัญคือ ROE หรือผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นของ Hitachi เคยแตะระดับสูงสุดที่ 15% ในปีสิ้นสุดมีนาคม 2021 ก่อนจะทรงตัวอยู่แถว 10% ในระยะหลัง แม้กำไรสุทธิจะดีขึ้นจากการขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออกไป จนขยับอัตรากำไรสุทธิขึ้นมาอยู่ที่ 7.5% ในปีสิ้นสุดมีนาคม แต่ตลาดยังต้องการเห็นการเร่งตัวของผลตอบแทนที่ชัดเจนกว่านี้
เลเวอเรจต่ำเป็นข้อจำกัด แม้ฐานะการเงินแข็งแรง
ข้อมูลจากบทความระบุว่า Hitachi มีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนเพียง 0.15 ซึ่งสะท้อนโครงสร้างงบดุลที่แข็งแรงมาก แต่ในมุมของผู้บริหาร จุดนี้กลับกลายเป็นข้อจำกัด เพราะบริษัทต้องการขยับเลเวอเรจขึ้นไปใกล้ 0.5 ในระยะกลางถึงยาว ผ่านการทำ M&A ขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้ผู้ถือหุ้น
กล่าวอีกแบบคือ เงินสดที่มากเกินไปอาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบเสมอไป หากบริษัทไม่สามารถหาช่องทางลงทุนที่ให้ผลตอบแทนชัดเจน ตลาดก็อาจมองว่าเงินสดดังกล่าวเป็นทุนที่ยังใช้ไม่คุ้มค่า ส่งผลให้ราคาหุ้นถูกกดดันต่อเนื่อง แม้ฐานะการเงินจะดูปลอดภัยก็ตาม
Asset turnover ยังดีกว่าคู่แข่ง แต่แนวโน้มชะลอลง
อีกหนึ่งตัวชี้วัดที่ตลาดจับตาคือ asset turnover ratio ซึ่ง Hitachi ยังสูงกว่าคู่แข่งอย่าง Siemens และ Schneider Electric แต่ก็ลดลงจากระดับเกือบ 1 เท่า มาอยู่แถว 0.7 ในช่วงหลัง เหตุผลสำคัญมาจากการมีลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์ตามสัญญาเพิ่มขึ้นจากการรับงานระยะยาว รวมถึง goodwill ที่บันทึกไว้จำนวนมาก
เมื่อต้นทุนทุนสูงขึ้นและรอบการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นรายได้ช้าลง นักลงทุนย่อมตั้งคำถามว่าเงินสดและสินทรัพย์ที่มีอยู่จะถูกเปลี่ยนเป็นกำไรได้เร็วเพียงใด หากบริษัทไม่สามารถเพิ่มความเร็วในการหมุนของสินทรัพย์หรือสร้างผลตอบแทนจากดีลใหม่ได้เด่นชัด ราคาหุ้นก็อาจเผชิญแรงกดดันต่อไป
บทเรียนต่อหุ้นญี่ปุ่นและนักลงทุนไทย
กรณีของ หุ้น Hitachi กลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นและหุ้นโลก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ที่ตลาดอาจตรวจสอบเข้มขึ้นว่าโซลูชันใหม่สามารถแปลงเป็นกำไรและกระแสเงินสดได้เร็วเพียงใด ไม่ใช่เพียงมีเรื่องราวการเติบโตที่ดูน่าสนใจบนกระดาษ
สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้สะท้อนว่าการประเมินหุ้นต่างประเทศควรมองให้ลึกกว่าตัวเลขเงินสดหรือการซื้อหุ้นคืน เพราะสิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญในระยะถัดไปคือ ROE, การใช้ทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน หากบริษัทตอบโจทย์เหล่านี้ไม่ได้ ราคาหุ้นอาจไม่ฟื้นตัวตามที่คาดแม้งบดุลจะแข็งแรงก็ตาม