กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 พ.ค. 69 9:08: น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.58 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 32.52-32.67 บาทต่อดอลลาร์) โดยการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและสินทรัพย์ในตลาดการเงินนั้นผันผวนไปตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งในช่วงแรกนั้น เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จากกระแสข่าวจากฝั่งอิหร่านว่า การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่การทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (ขณะเดียวกันได้จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำไว้แถวโซน 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์) จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงสงวนท่าทีระมัดระวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ กับอิหร่าน

บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม เพื่อรอลุ้นการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กระแสข่าวในช่วงนี้ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาดังกล่าว อย่างไรก็ดี บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor บางส่วนยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ อาทิ Micron +3.6%, Amazon +2.5% และช่วยหนุนภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะปรับตัวลดลง Exxon Mobil -1.3% รวมถึงหุ้นเทคฯ ใหญ่บางส่วน อาทิ Nvidia -1.1% จะกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ บ้าง โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.02% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.07%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.03% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อาทิ L’ Oreal +4.7% ทว่าถูกกดดันหนักจากการปรับตัวลงแรงของหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่าง Shell -2.5% ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.50% อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 69% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้น แม้จะสอดคล้องกับมุมมองของเรา ที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจนและสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้

ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงและความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อความเสี่ยงที่ทางการญี่ปุ่น (รวมถึงทางการสหรัฐฯ) อาจเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้พลิกกลับมาอ่อนค่าเหนือโซน 159.50 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ได้จำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9 -99.3 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนสูงของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ เงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ย่อตัวลงราว -80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กลับสู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนโดยแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ไฮไลท์สำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน รวมถึง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในครึ่งแรกของปี 2027

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รวมถึง รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญต่อไป กอปรกับ ในช่วงวันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงินเคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways โดยเรามองว่า เงินบาทอาจยังมีโซนแนวรับแรกแถว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์ (รวมถึงสกุลเงินต่างประเทศ) ของบรรดาผู้นำเข้าในช่วงปลายเดือน (Month-end Flows) ขณะที่โซนแนวต้านเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจมีกรอบการเคลื่อนไหวในระหว่างวันที่กว้างราว 20-30 สตางค์

ทั้งนี้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ในกรณีที่ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีความชัดเจนมากขึ้น (ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ คือ การเปิดช่องแคบ Hormuz) แต่ หากการเจรจาหยุดยิงยังคงไม่มีความคืบหน้าและยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยมีโอกาสอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท จะขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ (รวมถึงบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ) และราคาทองคำ เป็นสำคัญ ที่จะผันแปรไปตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และที่สำคัญ หากการเจรจาหยุดยิงครั้งนี้ ล้มเหลว และมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ กับอิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

เรากังวลว่า เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุ โซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ได้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอลงได้บ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมขายเงินดอลลาร์ของบรรดาผู้ส่งออกและผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ซึ่งส่วนใหญ่ต่างรอจังหวะทำธุรกรรมในบริเวณโซนดังกล่าว

อนึ่ง ในกรณีที่ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ (หากสถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นชัดเจน) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจกังวลว่า ทางการญี่ปุ่น รวมถึงทางการสหรัฐฯ อาจเตรียมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง และที่สำคัญ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงินที่เสี่ยงสูงขึ้นได้ จากการเคลื่อนไหวผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่น ที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น หากมีการส่งสัญญาณ หรือ มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อีกครั้ง ในช่วงระยะสั้นนี้

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.50-32.75 บาท/ดอลลาร์


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ

เจ้าหน้าที่ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย