ธนาคารกสิกรไทย จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “K WEALTH Forum 2026” ชี้โลกสู่ “เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” พลิกเกมลงทุนเปลี่ยน แนะหมุนพอร์ตสู่ยุโรป–เอเชีย–โครงสร้างพื้นฐาน AI รับ The Great Repricing

รูป ธนาคารกสิกรไทย จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี “K WEALTH Forum 2026” ชี้โลกสู่ “เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” พลิกเกมลงทุนเปลี่ยน แนะหมุนพอร์ตสู่ยุโรป–เอเชีย–โครงสร้างพื้นฐาน AI รับ The Great Repricing

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ก.พ. 69 17:37 น.

 

งานสัมมนาใหญ่แห่งปี K WEALTH Forum 2026: Your Future-Ready Wealth โดยธนาคารกสิกรไทย ผนึกกำลัง K WEALTH CIO ร่วมด้วยพันธมิตรระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management และ Lombard Odier ระบุว่าโลกการลงทุนกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างสู่สภาวะ “เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” และปรากฏการณ์ “The Great Repricing” หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ พร้อมเปิดตัว “KEWIN” AI ทำงานร่วมกับทีม K WEALTH CIO วิเคราะห์อินไซต์การลงทุนจากทั่วโลกแบบเรียลไทม์ เพื่อส่งสัญญาณปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย

 

ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า วันนี้โลกไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนรอบเศรษฐกิจ แต่กำลังอยู่ท่ามกลางจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ทั้งจากคลื่น AI ที่สร้าง Productivity Shock การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสังคมสูงวัย

 

บทบาทของ K WEALTH ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ในการบริหารความมั่งคั่งให้กับลูกค้าเพื่อให้สามารถรับมือระเบียบโลกใหม่ ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ 1) Diversification สร้างระบบกระจายพอร์ตที่สมดุลและยืดหยุ่น เพื่อให้พอร์ต “ไม่เปราะบาง” ในทุกสถานการณ์ 2) Downside Awareness เน้นบริหารความเสี่ยงผ่านฉากทัศน์ต่าง ๆ (Scenarios) ปกป้องเงินลงทุนในยามตลาดผันผวนแทนการไล่ล่าจังหวะทำกำไรสูงสุด 3) Long-term Discipline ยึดมั่นวินัยการลงทุนระยะยาว เพื่อเอาชนะแรงกดดันจากอารมณ์และข้อมูลที่ล้นทะลัก

 

สศช. คาดเศรษฐกิจไทยปี 2026 โต 1.5 - 2.5% ชี้ส่งออกสหรัฐฯ - AI เป็นแรงขับเคลื่อน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยทัศนะต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายตัวในหลายภูมิภาค ทั้งยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก จนนำไปสู่สภาวะ “เศรษฐกิจแบ่งขั้ว” (Fragmentation)

 

ปริมาณการค้าโลกยังคงขยายตัวได้จากการปรับตัวของแต่ละประเทศในการหาทิศทางการส่งออกใหม่ สำหรับประเทศไทยยังมีแต้มต่อสำคัญ ทั้งจากการส่งออกสู่ตลาดสหรัฐฯ กว่าร้อยละ 46.7 เป็นกลุ่มที่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นภาษี และแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องตามทิศทางการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้โมเมนตัมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงเดินหน้าต่อได้ที่ร้อยละ 1.5 - 2.5

 

Lombard Odier ระบุโอกาสลงทุนในยุโรปและตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางจุดเปราะบางของยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ และจีน
Mr. John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions - Asia จาก Lombard Odier ให้มุมมองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงมีเสถียรภาพและเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน ในขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซน มีอัตราการเติบโตสูงกว่าคาดการณ์และสูงกว่าระดับศักยภาพพื้นฐาน แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยลบด้านการค้าโลกที่ตึงตัวขึ้น นอกจากนี้ นโยบายการเงินโลกเริ่มเห็นสัญญาณการผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ขณะที่ฝั่งยุโรป (ECB) ยังคงท่าทีรักษาระดับดอกเบี้ยคงที่ ส่วนญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งตามทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว

 

ในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ยังคงครองความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี ในขณะที่จีนต้องเผชิญกับความเปราะบางด้านพลังงานอย่างรุนแรง เนื่องจากแหล่งนำเข้าน้ำมันหลักทั้งรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลา ต่างตกอยู่ในภาวะวิกฤต อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันสหรัฐฯ คือ "ศักยภาพเชิงเศรษฐกิจเพื่อการสงคราม" (Warmaking Capability) ที่จีนรุกคืบเข้ามาจนทัดเทียมมากขึ้นในภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหนัก ส่งผลให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเร่งปกป้องตลาดในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มพันธมิตร เพื่อความมั่นคงระยะยาว”

 

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะเศรษฐกิจช่วงปลายวัฏจักร (Late-cycle boom) Lombard Odier แนะนำกลยุทธ์ปรับทัพพอร์ตการลงทุน เปลี่ยนผ่านจาก "การกระจุกตัว" ไปสู่ "การกระจายความเสี่ยง" โดยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่มีมูลค่าน่าสนใจ และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ทองคำ หุ้นกู้แปลงสภาพ รวมถึงหุ้นในตลาดเกิดใหม่และยุโรปที่ระดับราคายังไม่สูงจนเกินไป ในขณะเดียวกันได้แนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ และตราสารหนี้ระดับลงทุนทั่วโลก เนื่องจากเผชิญภาวะราคาตึงตัวและมีการกระจุกตัวของเม็ดเงินที่สูงเกินไป เพื่อรักษาเสถียรภาพและคว้าโอกาสเติบโตท่ามกลางระเบียบโลกใหม่ที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ในปี 2026

 

J.P. Morgan Asset Management ชี้เม็ดเงินลงทุน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลเข้า "โครงสร้างพื้นฐาน" – ดาต้า เซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงาน
Mr. Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist- Asia, J.P. Morgan Asset Management ฉายภาพชัดถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบที่จะเข้ามาปฏิวัติผลิตผลของเศรษฐกิจโลกในทุกมิติ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่ต่างเร่งชิงความได้เปรียบเพื่อลดการพึ่งพาประเทศอื่น โดยคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนสะสมในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI พุ่งสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2024–2029

 

จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงิน (Capital Pivot) จากกลุ่มซอฟต์แวร์หรือหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรม “ต้นน้ำ” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ใช้งานได้จริง ได้แก่ ระบบดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และคลาวด์ (Cloud) ที่ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาล รวมถึงกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์อันเป็นหัวใจหลักในการสร้าง Model ต่าง ๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดและจะเป็น "จิ๊กซอว์ตัวตัดสิน" คืออุตสาหกรรมพลังงานและแบตเตอรี่ เนื่องจากกระบวนการผลิตชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ส่งผลให้ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากวัฏจักรเทคโนโลยีในครั้งนี้

 

K WEALTH เปิดกลยุทธ์ "The Great Repricing" รับโลกผลัดใบ แนะจัดทัพ "AI คลื่นลูกที่สอง" มุ่งโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานโลก
นางสาวศิริพร สุวรรณการ, CFA, CFP® K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ปรากฏการณ์ “The Great Repricing” หรือการปรับมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ ท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง โดยตลาดจะเริ่มให้มูลค่ากับสินทรัพย์ที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากภูมิทัศน์ใหม่ของโลกได้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคแห่งการ "กระจุกตัว" และเริ่มต้นยุคแห่งการ "กระจายพอร์ต" (From Concentration to Diversification)

 

จากข้อมูล Global Equity Map 2026 พบสัญญาณชัดเจนว่า ตลาดหุ้นที่เคยร้อนแรงอย่าง NASDAQ และ S&P500 กำลังเผชิญภาวะมูลค่าตึงตัว (High Valuation) และการลงทุนที่กระจุกตัวหนาแน่นเกินไปขณะที่หุ้นที่มีการเติบโตของกำไร (Earnings Leadership) เริ่มขยายตัวออกไปนอกสหรัฐฯ มุ่งหน้าสู่หุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและระดับราคาที่ยังไม่แพง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและยุโรปที่มีความโดดเด่นอย่างมาก

 

เสริมเสถียรภาพให้พอร์ตแกร่งด้วยกลยุทธ์ ‘Core & Satellite’
1. Core Portfolio แนะนำกองทุนผสม K-WealthPLUS Series ที่ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management เพื่อปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามสภาวะตลาดโดยอัตโนมัติ เสริมด้วยกองทุน K-GDBOND เพื่อล็อกผลตอบแทนจากตราสารหนี้โลกในช่วงดอกเบี้ยสูง

 

2. Satellite Portfolio เพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ผ่านกองทุนเฉพาะกลุ่ม เช่น กองทุน K-ATECH ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเอเชีย กองทุน K-GINFRA จับเทรนด์พลังงานโลกผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง กองทุน ES-EG ที่เน้นหุ้นยุโรปที่มีมูลค่าน่าสนใจและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และกลุ่ม Private Asset เช่น Private Equity และ Private Credit ซึ่งช่วยลดความผันผวนจากตลาดหุ้นหลักได้

 

และเพื่อให้นักลงทุนก้าวทันทุกสถานการณ์ นายวีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor, K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย แนะนำ “KEWIN” คือ AI อัจฉริยะผู้ทำหน้าที่เสมือน “ผู้เฝ้าพอร์ตส่วนตัว” ที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจตัวตน เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละรายอย่างแท้จริง

 

จุดเด่นของ KEWIN คือการทำงานประสานกับทีม K WEALTH CIO เพื่อนำอินไซต์การลงทุนจากทั่วโลกมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก่อนกลั่นกรองออกมาเป็นคำแนะนำและกลยุทธ์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจปรับพอร์ตได้อย่างแม่นยำ ทันจังหวะ และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว เพื่อสร้างและปกป้องความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืนในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4s4sJ77


ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 



Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ